
"...เพลงทั้งหมดที่สร้างขึ้นทำให้ครูสุรพล ได้รับการประกาศว่า “ผลงานของสุรพล โทณะวณิก เป็นผลงานที่มีปรัชญาชีวิต ให้ความหวังกำลังใจ สะท้อนความอ่อนโยน ความรัก ความผูกพันของมนุษย์....” ในฐานะเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี 2540 สำหรับครูสุรพล โทณะวณิก ไม่ใช่เป็น “คนสร้างเพลง” เท่านั้น แต่เป็น “เพลงสร้างคน” ด้วย..."
หนังสือ “มองโลกให้เป็น” เล่มนี้ ได้มาในวันไปร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ ครูสุรพล โทณะวณิก ณ เมรุวัดธาตุทอง เมื่อ 2 พ.ย. 68
ทำให้นึกถึง วันหนึ่ง ราว 2 ปีล่วงมาแล้ว คุณไมตรี ลิมปิชาติ นักเขียนอารมณ์ดี เจ้าของคอลัมน์ “สบายๆ สไตล์ไมตรี” แห่ง นสพ. เดลินิวส์ เล่าให้ฟังว่า
“วันหนึ่ง เดินทางไปเชียงใหม่ ได้พบกับครูสุรพล โทณะวณิก (พี่น้อย) ครูเรียกผมเข้าไป นั่งใกล้ มีสุภาพสตรีรูปงามที่อ่อนวัยกว่าครูค่อนข้างมากอยู่เคียงข้าง พร้อมกับแนะนำว่า ‘เธอเป็นภรรยาคนสุดท้องของผม”
ครูน้อย พูดต่อว่า
“นี่ไมตรี ผมกำลังคิดค้นหาคำอะไรที่ยิ่งใหญ่ ลึกซึ้ง เหนือกว่าคำว่ารัก ผมยังคิดไม่ได้ ถ้าผมคิดได้เมื่อไร ผมจะบอกคำนั้นกับภรรยาผมเป็นคนแรก แล้วค่อยบอกไมตรีเป็นคนต่อไป”

คุณไมตรี เล่าสู่กันฟัง อย่างเบิกบานใจ
เห็นได้ว่า คีตกวีนั้น มีจินตนาการเหนือชั้น ในการสรรหาถ้อยคำที่ทำให้คนอื่นรู้สึกปิติยิ่งนัก
เด็กน้อยคนหนึ่ง คุณแม่เสียชีวิต ตั้งแต่เขาอายุ 6 ขวบ ใช้ชีวิตเป็นเด็กเร่ร่อน รับจ้างเข็นรถเจ๊ก รถสามล้อ ขึ้นสะพานพุทธ ได้ครั้งละหนึ่งสตางค์ อาศัยพื้นที่ตรงตอม่อใต้สะพานพุทธเป็นที่ซุกหัวนอน บางคืนนอนในถังขยะ เก็บอาหารเหลือทิ้งมากิน
เขาไปเห็นป้ายโรงหนัง ป้ายโฆษณาตรงไหน ป้ายถนน ป้ายชื่อวัด ก็ถามเขาไปเรื่อยว่าอ่านว่าไง แล้วไปรับจ้างคนแก่อ่านหนังสือให้ฟังแบบผิดๆ ถูกๆ ได้ค่าข้างครั้งละหนึ่งสตางค์
ตอนน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ ปี 2485 คนต้องนั่งเรือเดินทาง ก็ไปรับจ้างพายเรือรับผู้โดยสารแถววงเวียนใหญ่ วงเวียนเล็ก ไปส่งตรงสะพานพุทธ
พระครูเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ มาจำวัดที่วัดมหาพฤฒาราม ก็เข้าไปหา ขอเป็นบุตรบุญธรรมพระครูพาไปอยู่สุรินทร์ ได้บวชเณรเรียนบาลี สอบได้นักธรรมตรี แล้วได้ไปเรียนที่โรงเรียนประชาบาล
เป็นเด็กเรียนดีมาก ได้คะแนนระดับต้นๆ ของห้อง แต่กลางคืนชอบหนีจากวัดไปเที่ยวรำวงรำโทน กลายเป็นหนุ่มอิสานที่แต่งเพลงรำโทนได้
ย้อนกลับมาอยู่กรุงเทพ มีคนฝากให้ไปทำงานที่โรงละครเวิ้งนาครเกษม มีหน้าที่ช่วยทำฉาก กวาดขยะ เลี้ยงสุนัข ล้างห้องสุขา ที่นี่เองจึงได้รู้จักนักร้อง นักแต่งเพลงหลายคน
ครูสุรพล บอกว่า
“.... มาแต่งหนังสือเป็น ก็โดยเพื่อนรักของผมสอนให้ ....
.... เวลาอ่านก็จำวิธีเขียนของท่านโน้นท่านนี้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่าน ป. อินทรปาลิต สุวัฒน์ วรดิลก อิงอร อรวรรณ และทุกนามปากกาที่เขียนโดยอรวรรณ หรือในนามจริงว่า เลียว ศรีเสวก ยาขอบ สามก๊ก วรรณคดีต่างๆ ไม้ เมืองเดิม สุมทุม บุญเกื้อ สันต์ เทวรักษ์ ศรีบูรพา
น้อย อินทนนท์ ดอกไม้สด หลวงวิจิตรวาทการ อบ ไชยวสุ มนัส จรรยงค์ เสนีย์ เสาวพงศ์ สำหรับท่านนี้ผมติดเหมือนเสพติด ว่ากันถึงขนาดนั้น และนอกจากนั้นก็ยังมีครูชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ ที่ผมชอบ ....
.... จำเขาทั้งนั้นแหละ แต่ว่าไม่ได้เอาสิ่งที่จำเขานั้นมาลอกเลียนนะ จำๆ วิธีการ แล้วก็มาเขียนขึ้นใหม่ มาเขียนเอง ชอบแบบฮิวเมอริสต์เขียน ....
.... เอาแบบอย่างมาจาก กี เดอ โมปัสซองต์ (Guy de Maupassant) เป็นชาวฝรั่งเศส เวลาจบต้องหักมุม ภาษาอังกฤษเขาเรียก Surprised Ending ผมก็เอาอย่าง ถ้าเรื่องไม่เซอร์ไพรส์นี่ก็ไม่เขียน มันก็เลยทำให้ทำอะไรได้รับความสำเร็จน่ะ เพราะศึกษาแบบอย่าง แต่ไม่ได้เอาของเขามาทั้งหมดนะ แล้วก็มาคิดเอง ทำเอง”

ด้วยน้ำใจช่วยเชื่อมโยงของคุณฉวีวรรณ ทองแย้ม นักร้องเสียงเสน่ห์ ทำให้ผู้เขียนได้โทรศัพท์คุยตรงกับครูสุรพล โทณะวณิก เมื่อราว 3 ปีก่อน ขณะที่ครูอายุ 96 ปี จึงได้เรียนรู้ว่า
ตอนเป็นเด็ก ครูสุรพลไปขายน้ำที่ ร.ร. สตรีมหาพฤฒาราม เห็นเด็กนักเรียนหญิงคนหนี่งมีรูปลักษณ์เด่นกว่าใครอื่น จึงหมายจะเข้าหาเพื่อผูกใจรัก ทางโรงเรียนรู้เรื่อง จึงห้ามเขาเข้าไปขายน้ำในโรงเรียน
ครูสุรพลพูดถึงความหลังกับสวลี ผกาพันธ์ ครั้งนั้น
“เธอชื่อเล่นว่าเชอรี่ เป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นเยอรมัน แม่เป็นคนไทย ใบหน้าสวย ผิวขาว ผมสีทองดูแปลกตา ก็หลงชอบเธอตั้งแต่ตอนนั้น”
“ผมเป็นตัวประกอบ เป็นเด็กลูกมือคนเขียนฉาก เป็นเด็กยกฉาก เด็กขายสูจิบัตร เธอเป็นนางเอกละคร เพิ่งสาวสวยแรกผลิ เป็นนักร้องที่ร้องเสียงดี เทคนิคการร้องดี มีชีวิตชีวา มีคุณภาพ ผู้ชมและผู้ร่วมงานต่างชอบ เธอโด่งดังมากยามนั้น
เธอมีเมตตา เคยแบ่งข้าวเย็นที่นายแม่เธอทำมาส่งเธอตอนการแสดงรอบบ่ายจบ เป็นอาหารมื้อเย็นของเธอ ยามเธอต้องอยู่หลังโรง เพื่อแสดงรอบค่ำ เธอแบ่งข้าวให้ผมกิน เป็นเวลาที่ผมอดอยาก หิวจัด ผมสำนึกบุญคุณของเธอไม่มีวันลืม ต่อมาเธอเป็นนักร้องโด่งดัง แผ่นเสียงที่เธอร้องบันทึกเสียงขายดี เพราะความสามารถของเธอ ผมเลยมุมานะที่จะเป็นนักแต่งเพลง และอยากให้เธอร้องเพลงของผม
เธอร้องเพลงให้ผม เธอมีส่วนอย่างมาก ทำให้ผมโด่งดัง เพราะเธอร้องเพลงให้ผมมากกว่าใคร และทุกครั้งที่เธอร้องเพลงให้ผม ทราบว่าผม ถึงแม้จะเป็นนักแต่งเพลงแล้ว ยังเร่ร่อนไม่มีบ้านอยู่ เวลาไม่มีงานทำ ยังอดๆอยากๆ เธอยกค่าร้องให้ผม แล้วยังร้องเพลงโฆษณาของผมมากมายหลายเพลง....”
และแล้ว ปรากฏว่า สวลี ผกาพันธ์ ก็แต่งงานไปกับคนในแวดวงบันเทิงคนหนึ่ง
ครูสุรพล เปิดเผยว่า
“วันหนึ่งเจอสามีของสวลี เขาถามผมว่า ‘มารักเมียของผมหรือ’ ผมตอบกลับไปทันทีว่า ‘ใช่ ผมรักเขา รักมานานแล้วด้วย เป็นความรักที่ผมไม่ได้ไปครอบครอง ไม่ได้ไปแตะเนื้อต้องตัว ผมมีสิทธิ์จะรักเธอไหม’ เขาก็ยิ้ม หัวเราะ แล้วบอกว่า ‘เข้าใจพูดนี่’ ผมก็ตอบกลับไปว่า ‘ไม่ใช่ผมเข้าใจพูด แต่ผมพูดจากหัวใจ’ ผมอยากจะรักก็รัก มันเป็นรักที่ยิ่งใหญ่ด้วย แล้วมันมีอะไรเสียหายตรงไหน เขาก็เลยเงียบไป”
ความจริง เพลง “ใครหนอ” ที่ครูสุรพล เลือกใช้คำเปรียบเปรยอันคลาสสิคว่า “จะเอาโลกมาทำปากกา แล้วเอานภามาทำกระดาษ เอาน้ำหมดมหาสมุทรแทนหมึกวาด ประกาศพระคุณ ไม่พอ....” นั้น เป็นแรงบันดาลใจที่หวนคิดถึงแม่ว่า
“.... เมื่ออยู่กับแม่ นอนกับแม่ นั่งดูแม่ทำกับข้าว.... แม่อาบน้ำให้เสร็จ ฟอกตัวให้ด้วยสบู่สีเขียว หอมฉุย เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่เจอสบู่รู้สึกชื่นใจมาก.... พอบอกว่าหนาว แม่ก็เอาผ้าขนหนูนุ่มนิ่มมาพันรอบตัว อุ้มขึ้นไปวางบนชาน รอแม่อาบน้ำต่อจนเสร็จ แม่ก็อุ้มเข้าห้อง”
“.... ไปให้สวลีร้อง ตอนแรกสวลีเขาก็ไม่ยอมร้อง รอถึง 2 ปี เขาถึงยอมร้อง.... ตอนนั้นก็มีปัญหาว่า ทำไมสุรพลเขาไม่ยอมให้คนอื่นร้อง คนเขาก็ลือกันทั่วบ้านทั่วเมืองว่ารักสวลี จริงๆ ก็รัก สวลีจริงๆ คือคำว่ารักนี่นะ รักพ่อ รักแม่ อะไรๆ ก็ใช้รักคำเดียวกันหมด รักเพื่อนรักฝูง แม่รักลูก อะไรก็ใช้คำรักคำเดียว มันไม่มี มันหาคำอื่นไม่ได้ กับสวลีเลยต้องใช้คำนี้
วันหนึ่งผมหิวแทบตาย อาเจียนแล้วอาเจียนอีก อดข้าวทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้กินข้าวเลย นั่งหงอยอยู่ข้างโรงเฉลิมนครน่ะ สวลีเขาเห็นผม เขาดูหน้าเขาก็รู้ เขาถาม ‘น้อย (ชื่อเล่นของสุรพล) หิวข้าวเหรอ ไปกินกับเราสิ’ มื้อนั้นให้ชีวิตผม แล้วเรื่องอะไรผมจะไปยอมให้คนอื่นร้อง....”
ความผูกพันต่อสวลี ผกาพันธ์ อย่างไม่เคยเสื่อมคลายตราบจนลมหายใจสุดท้าย เป็นเรื่องที่ครูเปิดเผย ดังจดหมายฉบับสุดท้าย ลงวันที่ 2 พ.ค. 2561
ครูชาลี อินทรวิจิตร ผู้เป็นปิยมิตร เขียนถึงครูสุรพล ว่า
“เพลงทุกเพลงของเขา มีความรักเป็นแกนกลางอย่างลงตัว เขาจบท่อนสุดท้าย ‘ในโลกแห่งความฝัน’ ของเขาได้เพอร์เฟ็กที่สุดว่า
“ในโลกแห่งความเป็นจริง เธออาจเป็นหญิงของใครไม่หวั่น แต่ในโลกแห่งความฝัน เธอเป็นของฉันทั้งกายและใจ”
เพลงสร้างคน : สุรพล โทณะวณิก
“มองโลกให้เป็น” เห็นประจักษ์
ด้วยแรง แห่งรัก นั้นยิ่งใหญ่
หนูน้อย พเนจร ร่อนเร่ไป
จะดีร้าย ประการใด ก็ไม่รู้
“เพราะขอบฟ้ากว้าง” อยากให้แคบ
จึงอิงแอบ “โอ้รัก” รู้กันอยู่
“ลมรัก” ใบไม้สะบัด พัดพรั่งพรู
“คน” “ชื่นชู้” เกรงจะ เสีย “เชิงชาย”
เฝ้า “กอดลม” “เก็บรัก” ไว้ในอก
ไม่ “ยอม” ยก ให้ “ใคร” ที่ “ลืมง่าย”
“โกรธคุณไม่ลง” “ตราบจนวันตาย”
“ความรักครั้งสุดท้าย” “จูบ” หมายปอง
ด้วย “พิษรัก” “สวรรค์ลวง” จึง “ห่วงหา”
“ยอดปรารถนา” ไม่ตอบสนอง
แต่ “ฟ้ามิอาจกั้น” ใจจับจอง
“ถมไม่เต็ม” “คอยน้อง” นอง “น้ำตา”
อยากจำกลับลืม “อยากลืมกลับจำ”
ช่าง “ต่อปากต่อคำ” “คอยเธอ” ว่า
“ใครเอ่ย” เป็น “คู่ขวัญแก้วตา”
“เชื่อไหม” ว่า เธอ “จูบฟ้าลาดิน”
“เธอคือดวงตะวัน” อันฉายฉาน
“ใครหนอ” ควรกราบกราน ไม่รู้สิ้น
“ค่าของคน” ยอยก ควรยลยิน
กราบ “พ่อของแผ่นดิน” ถิ่นไทยงาม
- ประสาร มฤคพิทักษ์
35 เพลงที่เรียงร้อยไว้ในกลอนบทนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในผลงานเพลงนับพันเพลงที่ ครูสุรพล เป็นผู้สร้างขึ้น
แน่นอนว่าครูสุรพล เป็นผู้สร้างเพลง แต่ใช่หรือไม่ว่า เพลงก็สร้างครูขึ้นมาด้วย
เพลงใครหนอ เพลงเพชรตัดเพชร เพลงลมรัก ทำให้ครูได้รับแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ทั้ง 3 เพลง
เพลงทั้งหมดที่สร้างขึ้นทำให้ครูสุรพล ได้รับการประกาศว่า “ผลงานของสุรพล โทณะวณิก เป็นผลงานที่มีปรัชญาชีวิต ให้ความหวังกำลังใจ สะท้อนความอ่อนโยน ความรัก ความผูกพันของมนุษย์....” ในฐานะเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี 2540
สำหรับครูสุรพล โทณะวณิก ไม่ใช่เป็น “คนสร้างเพลง” เท่านั้น แต่เป็น “เพลงสร้างคน” ด้วย
ผลงานเพลงทั้งหมด ทำให้สังคมไทยได้จารึกไว้ว่าครูสุรพล โทณะวณิก เป็นคีตกวีอัจฉริยะ ที่ควรค่าแก่การคารวะยิ่งคนหนึ่งของประเทศไทย

เครดิต : 1. หนังสือ “มองโลกให้เป็น”
2. หนังสือ “บันเทิงบางที” ของ ชาลี อินทรวิจิตร

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา