
"...พรรคการเมืองที่ “เล่น” กับสื่อในไทย ใช้วิธีจ้างคนมาทีหนึ่งหลายร้อยคน เพื่อทำหน้าที่ “เล่น” กับสื่อออนไลน์ เพื่อเป้าหมายในการสร้างอิทธิพลทางความคิดของคน (manipulation) ผ่านทางสื่อ อันที่จริงเป็นหลักการเดียวกันกับการตั้ง “ศูนย์สแกมเมอร์” ที่เล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของคน จึงนับว่าเป็นวิธีการเทา ๆ ไม่แพ้กัน..."
1. ปัญหาของโพลการเลือกตั้งในยุคปัจจุบัน
โพลการเลือกตั้งในยุคปัจจุบัน มีปัญหาใหญ่ ๆ 2 ประการ คือ
ประการแรก คนตอบโพลน้อยลงและตอบอย่างมีอคติ
การทำโพลเลือกตั้งในประเทศไทยมีวิธีการทำอยู่ 3 วิธีใหญ่ ๆ คือ (1) การออกไปสำรวจแบบเผชิญหน้า (Face to Face Survey) (2) การสำรวจทางโทรศัพท์ (Telephone Survey) และ (3) การทำโพลทางอินเตอร์เน็ต (Internet Polling)
สำหรับวิธีการออกไปสำรวจแบบเผชิญหน้า สิ้นเปลืองมาก เพราะต้องจ้างคนเก็บข้อมูลและออกเดินทางไปยังพื้นที่หลายครั้ง เช่น การเดินทางไปตามจังหวัด อำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน ทั่วประเทศ
ทุกวันนี้จึงนิยมทำโพลโดยการสำรวจความคิดเห็นทางโทรศัพท์ หรือการตั้งคำถามให้ตอบทางอินเตอร์เน็ต
กรณีการตั้งคำถามให้ตอบทางอินเตอร์ของไทยในปัจจุบัน มีข้อสังเกตว่า มีปัญหามาก จากอคติของคนตอบ เพราะคนตอบมักเป็นคนที่พรรคการเมืองจัดตั้งไว้ให้ทำหน้าที่แสดงความคิดเห็นผ่านทางเครือข่ายออนไลน์หรือเรียกกันว่า “นักรบดิจิทัล”
จึงไม่ใช่ตัวแทนของประชากรและไม่ได้เป็นกลาง เพราะตั้งใจตอบตามธงที่พรรคให้มา เป็นการตอบที่ไม่มีความน่าจะเป็นทางสถิติ (Non-Probability Response)
พรรคการเมืองที่ “เล่น” กับสื่อในไทย ใช้วิธีจ้างคนมาทีหนึ่งหลายร้อยคน เพื่อทำหน้าที่ “เล่น” กับสื่อออนไลน์ เพื่อเป้าหมายในการสร้างอิทธิพลทางความคิดของคน (manipulation) ผ่านทางสื่อ อันที่จริงเป็นหลักการเดียวกันกับการตั้ง “ศูนย์สแกมเมอร์” ที่เล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของคน จึงนับว่าเป็นวิธีการเทา ๆ ไม่แพ้กัน
จุดที่น่ากลัวกว่านั้น คือ พิธีกรและรายการออน์ไลน์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมแสดงความคิดเห็น มักสนับสนุนพรรคการเมือง โดยรับงานมาทำแคมเปญช่วยเหลือพรรคการเมือง เช่น สื่อในเครือข่ายคุณ ส.
การดำเนินรายการทางสื่อเหล่านี้จึงเต็มไปด้วยอคติ เช่น นำเอาอาจารย์ที่สนับสนุนพรรคการเมืองหรือคนของพรรคการเมืองมาออกรายการโฆษณาชวนเชื่อและบิดเบือนการเมือง
ทั้งที่รู้กันทั่วไปว่า อาจารย์คนนั้นสนับสนุนพรรคใด เหลือเพียงแค่อาจารย์คนนั้นจะออกจากมหาวิทยาลัยไปเป็นนักการเมืองของพรรคนั้นเท่านั้น หรือคน ๆ นั้นสังกัดพรรคการเมืองพรรคใด เคยมีทัศนคติต่อสถาบันและสังคมอย่างไร
ตามหลักจริยธรรมและความเป็นกลางของสื่อแล้ว อาจารย์และคนของพรรคเหล่านี้ไม่ควรได้รับโอกาสมาออกสื่ออย่างที่เป็นอยู่ การที่สื่อยินยอมเช่นนั้นเท่ากับเป็นการสมยอมกันสร้างกระแสหล่อเลี้ยงฐานเสียงของพรรคการเมืองตน
จนกลายเป็นโลกยุคหลังความจริง (Post-Truth Society) ที่แยกไม่ออกว่าอะไรคือ ความจริง อะไรคือการโฆษณาชวนเชื่อ
ปัญหา “การซื้อสื่อ” ของไทย จึงเป็นอันตรายไม่ได้แพ้ “การซื้อเสียง” แม้ “การซื้อเสียง” อาจหมดเงินเป็นพันล้านหรือหมื่นล้าน แต่ “การซื้อสื่อ” ก็น่าจะหมดไม่น้อยกว่ากัน
ปัจจุบัน ไทยยังไม่มีกฎหมายห้ามซื้อสื่อหรือสนับสนุนสื่อในนาม “คนอื่น” มีแต่กฎหมายห้ามนักการเมือง “ถือหุ้นสื่อ”
อันที่จริงนั้น คนที่ถูกจับได้ว่า “ถือหุ้นสื่อ” มักเป็นรายย่อยที่เกี่ยวข้องกับการมีอิทธิพลต่อสื่อจริง ๆ นั้น น้อยมาก
สำหรับการทำโพลโดยการถามทางโทรศัพท์ ใช้วิธีรวบรวมรายชื่อคนที่ยินยอมให้สัมภาษณ์ไว้ในฐานข้อมูล (dataset) แล้วสุ่มตัวอย่างจากฐานข้อมูล
ปัญหาคือ แม้จะมีการถ่วงน้ำหนักในการเลือกตัวอย่าง เช่น การแบ่งออกตามภาคหรือจังหวัด แต่ความสนใจทางการเมืองของกลุ่มคนดังกล่าวอาจแตกต่างไปจากกลุ่มประชากรจริง เพราะกลุ่มคนในฐานข้อมูลย่อมเป็นกลุ่มที่ตั้งใจจะเข้ามาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมาแล้วตั้งแต่ต้น
ดังนั้น ระดับความสนใจทางการเมือง อาจเป็นปัญหาใหญ่ของการทำโพลทางโทรศัพท์ เพราะเป็นการแยกกลุ่มคนที่มีระดับความสนใจต่ำออกไป ทั้งที่เขาอาจเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่จะออกมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจริงก็ได้
ประการที่สอง โพลพยากรณ์ผิดมากขึ้น
คำว่า “การพยากรณ์ผลโพลผิด” (Polling Misses) หมายถึง การที่โพลระบุตัวผู้สมัครหรือพรรคที่ชนะการเลือกตั้งไม่ถูกต้อง เช่น พยากรณ์ว่า นาย ก.จะชนะในเขตเลือกตั้งนี้ แต่ที่จริง นาย ข. ชนะ หรือพยากรณ์ว่า พรรค ก. จะชนะการเลือกตั้งทั้งประเทศ แต่ที่จริงเป็นพรรคอื่น
การเผยแพร่ผลโพลที่พยากรณ์ผิด ย่อมสร้างความเข้าใจผิดในการประมาณค่าความแน่นอนของการเลือกตั้ง ความเข้าใจผิดดังกล่าวทำให้ความแม่นยำของโพลลดลง และกลายเป็นการโฆษณาชวนเชื่อในการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ใช่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่ผลเสมอไป ตรงกันข้าม ยิ่งเป็นการประจานความน่าเชื่อถือของสำนักโพล
อย่างไรก็ตาม การพยากรณ์ผลโพลผิดไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว เช่น ในสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1936 เคยพยากรณ์ผลผิดไปถึง 38 จุด หรือในอังกฤษ ค.ศ. 1970, 1992 และ 2015 โพลเคยพยากรณ์ผิดเช่นกัน
วิธีการแก้ไขปัญหาข้างต้นในต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกา มุ่งไปที่การสร้างมาตรฐานการทำโพล คือ ประการแรก ใช้วิธีการเทียบค่าพยากรณ์กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง (Model Calibration) และสะสมค่าพยากรณ์แต่ละครั้งไว้ จนกระทั่งเป็น “เครดิต” ที่บอกได้ว่าโพลสำนักใดมีความแม่นยำสูงหรือแม่นยำต่ำ และประการที่สอง มีหน่วยงานกลางควบคุมการทำโพลให้ได้มาตรฐาน เช่น การเสนอผลโพลโดยไม่มีวิธีสุ่มตัวอย่างและกลุ่มประชากร นั้น ไม่สามารถทำได้
2. สาเหตุของความผิดพลาดของโพล
ความผิดพลาดของโพล (Polling Errors) มี 2 สาเหตุใหญ่ ๆ คือ
(1) ความผิดพลาดอย่างไม่เป็นระบบ (Non-Systematic Error)
ความผิดพลาดอย่างไม่เป็นระบบเกิดจากการสุ่มตัวอย่าง (sampling) และอคติของการตอบ (responses biases)
ความผิดพลาดจากการสุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ที่สุด คือ การเลือกตัวอย่างที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชากร ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการพยากรณ์
ส่วนใหญ่เกิดจากขั้นตอนการสุ่มตัวอย่างและการถ่วงน้ำหนัก (sampling and weighting stages) เช่น คนตอบมาจากกลุ่มที่ชื่นชอบพรรคการเมืองเดียวกันหมด หรือไม่กระจายไปยังกลุ่มอื่นตามพื้นที่ภูมิศาสตร์หรือประชากร เช่น การแบ่งตามภาค จังหวัด อำเภอ หรือภูมิหลังส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน
ส่วนอคติของการตอบ มาจากอคติของคนที่ตอบโพลและไม่ได้ตอบโพล เช่น โพลบางสำนักไปถามคนเดินห้าง ซึ่งคนตอบส่วนใหญ่มาจากชนชั้นกลาง แต่คนจนที่หาเช้ากินค่ำ ไม่ได้มาเดินห้างและไม่มีโอกาสได้ตอบ หรือเจ้าหน้าที่สำนักโพลเป็นคนหนุ่มสาว สมัครใจที่จะสอบถามคนหนุ่มสาวด้วยกัน ผู้สูงอายุไม่มีโอกาสได้ตอบ หรือแม้แต่เป้าหมายของตัวอย่างที่เลือกไว้แล้วเกิดล้าสมัย จึงไม่ได้ถามตามเป้าหมายนั้น สาเหตุอาจมาจากลักษณะประชากรของตัวอย่างเปลี่ยนไป เช่น การย้ายถิ่นที่อยู่ ทะเบียนบ้านไม่ตรงกับความเป็นจริง
ความแตกต่างทางด้านประชากรอาจมีผลต่อการทำโพล เช่น การแบ่งประชากรออกตามภาค จังหวัดหรืออำเภอ ยิ่งเก็บจากประชากรฐานกว้างเท่าใด โอกาสที่จะผิดพลาดย่อมมีมากเท่านั้น เช่น การเก็บจากประชากรทั้งประเทศย่อมผิดพลาดได้ง่ายกว่าการเก็บจากประชากรเฉพาะในเขตการเลือกตั้ง
การทำโพลแบบปิด (Closed Polling) ที่พรรคการเมืองหรือส.ส.เขตทำกันเอง อาจละเอียดกว่าและมีการปรับเปลี่ยนได้ง่ายกว่าโพลแบบเปิด (Open Polling) ที่เปิดเผยทั่วไป ปัจจุบัน ผู้สมัครส.ส.เขตใช้โพลแบบปิดเป็นเครื่องมือในการหาเสียง เช่น คะแนนตรงไหนอ่อน ก็ทุ่มเทหาเสียงเพิ่มตรงนั้น ซึ่งอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง
การถามความนิยม “พรรคการเมือง” ที่แบ่งออกไปตามภูมิภาค จึงอาจนำไปสู่ความผิดพลาดในการคำนวณคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้งประเทศ เพราะบางทีผู้สิทธิเลือกตั้งไม่รู้จัก
“พรรคการเมือง” มากเท่ากับ “ผู้สมัคร” ที่อยู่ใกล้ชิดกว่า
(2) ความผิดพลาดอย่างเป็นระบบ (Systematic Error)
ความผิดพลาดอย่างเป็นระบบเป็นความผิดพลาดที่อยู่นอกเหนือไปจากการสุ่มตัวอย่างและอคติในการตอบ เช่น คำถามที่ใช้ วิธีการสำรวจ กรณีที่ผู้ตอบจำการเลือกตั้งครั้งที่แล้วผิดแล้วนำมาเป็นแนวทางการตัดสินใจในการเลือกตั้งในครั้งปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทย อาจพยากรณ์ผลการเลือกตั้งผิด เพราะพฤติกรรมการเลือกตั้งคนไทยไม่แน่นอนหรือเปลี่ยนแปลงไป เช่น การมีกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร หรือมีกลุ่มที่อายหรือไม่กล้าที่จะตอบถึงคนที่ตนตั้งใจจะเลือก เนื่องจากไม่ตรงกับคนอื่น
นอกจากนั้น ประเทศไทยยังมีปัจจัยที่ใหญ่มาก คือ การซื้อเสียง (Vote Buying) ซึ่งกระทำในแนวนอน คือ ผ่านทางเครือข่ายของผู้สมัครที่มีอิทธิพลทั้งทางวัตถุและทางวัฒนธรรม เช่น กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน อบต. หรือ อสม. หรือญาติพี่น้อง ซึ่งเป็นการซื้อเสียงที่ได้ผลมากที่สุดในปัจจุบัน
3. การปรับแต่งผลโพลของผู้ทำโพลและนักวิเคราะห์การเมือง
ผู้ทำโพล (Pollsters) ยังมีพฤติกรรมการปรับแต่งผลโพลของตัวเอง ให้สอดคล้องกับผลโพลของเจ้าอื่นด้วย (Herding among pollsters) เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด เนื่องจากกลัวว่าโพลของตัวเองจะ “ผิด” อยู่คนเดียว
พฤติกรรมดังกล่าวมีผลต่อ “นักวิเคราะห์การเมือง” ทางรายการโทรทัศน์หรือสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ด้วย “นักวิเคราะห์” ที่คาดการณ์ผลของการเลือกตั้ง มักมอง “ผลโพล” แล้วนำเอาไปใส่ไข่ใส่นมเพิ่มเติม
การปรับแต่งผลโพลดังกล่าว จึงทำให้ผลโพลออกมาไม่ต่างกัน แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าโพลจะถูกต้องและแม่นยำ ความจริงเป็นเพียงการปรับความเห็นของตน เข้าสู่ “ค่าเฉลี่ย” ของโพลเท่านั้น
โพลผิดพลาดได้เสมอ คำถามที่น่าคิด คือ ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีการควบคุมมาตรฐานการทำโพลแล้วหรือยัง ถ้าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ก็บอกได้ยากว่าโพลสำนักใดมีมาตรฐานกว่ากัน เท่ากับจงใจปล่อยให้ผลโพลชี้นำการเลือกตั้งได้อย่างเต็มที่
คำถามที่สำคัญกว่านั้น คือ ประเทศไทยจะปล่อยให้มีการใช้สื่อออนไลน์ครอบงำพฤติกรรมการเลือกตั้งอย่างเช่นที่เป็นอยู่ไปอีกนานเท่าใด และใครจะเป็นผู้เริ่มต้นสร้างมาตรฐานการใช้สื่อออนไลน์ในการเลือกตั้งอย่างมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล
พรรคขาว หรือพรรคเทา ...

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา