
"...ผมเรียกระบอบนี้ว่า 'ระบอบปิดตาธิปไตย'' ที่ทำให้เราไม่ได้ทั้งรัฐบาลที่กล้าได้กล้าเสียแบบบ้านใหญ่ แต่ก็ไม่ได้รัฐบาลที่ใช้หลักการแบบเทคโนแครตด้วย... เวลาเจอน้ำมันแพง ถ้าเป็นบ้านใหญ่ล้วนๆ อาจกล้าสั่งลดภาษีสรรพสามิตลิตรละ 7 บาทไปแล้ว แต่พอยอมฟังเทคโนแครตที่กลัวรัฐถังแตก บ้านใหญ่ก็เลือกทำเรื่องง่ายๆ แค่ลดราคาหน้าโรงกลั่น 1-2 บาท..."
หมายเหตุสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org): เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานที่ล่าช้า พร้อมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และการวางนโยบายเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ
@รัฐบาลเดินตามหลัง ปชช.
นายวีระยุทธ เริ่มต้นการอภิปรายโดยชี้ให้เห็นถึงความล่าช้าในการรับมือกับวิกฤตการณ์โลกของรัฐบาล โดยระบุว่าในสถานการณ์ที่คลื่นลมภูมิรัฐศาสตร์โลกถาโถม รัฐบาลควรต้องคิดเผื่อประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงถือธงเดินนำหน้าเพื่อประคับประคองสถานการณ์
"แต่สิ่งที่คนไทยได้รับ กลับเป็นรัฐบาลที่เดินตามหลังประชาชนหลายก้าว กว่านายกฯ จะยอมรับว่านี่คือวิกฤตครั้งใหญ่ที่ต้องปรับตัว ก็ช้าไป 5 สัปดาห์ กว่าจะเข้าไปตรวจสอบค่าการกลั่นเพื่อช่วยลดราคาน้ำมัน ก็ช้าไป 4 สัปดาห์ และกว่าจะหาตัวการที่ลักลอบกักตุนน้ำมันรายใหญ่ได้ ก็ช้าไป 3 สัปดาห์ มิหนำซ้ำยังมีการหันมาโทษประชาชนหาว่ากองทัพมดเป็นตัวการวิกฤตน้ำมัน" นายวีระยุทธ กล่าว
นายวีระยุทธ กล่าววิจารณ์คำแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า สะท้อนการเดินตามหลังประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม การเขียนนโยบายยังคงทำราวกับว่าประเทศและโลกอยู่ในสภาวะปกติ โดยมีเพียงย่อหน้าเดียวที่กล่าวถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่วนเนื้อหาที่เหลือเปรียบเสมือนการนำนโยบายเดิมที่เตรียมไว้ตั้งแต่หลังเลือกตั้งมาประกอบรวมกัน
"เหมือนนักเรียนทำรายงานกลุ่มค้างเอาไว้ แล้วพอโลกวุ่นวายขึ้นมา ไม่รู้จะปรับอย่างไร ก็เติมเข้าไปหนึ่งย่อหน้าแล้วหวังว่าครูจะเข้าใจ คำแถลงฉบับนี้สะท้อนว่ารัฐบาลยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความเดือดร้อนของประชาชน" นายวีระยุทธกล่าว
@มาตรการเร่งด่วน-โครงสร้างพลังงาน ไร้ความชัดเจน
นายวีระยุทธ กล่าวชี้ว่าหากรัฐบาลตระหนักถึงวิกฤต จะต้องประเมินอย่างชัดเจนว่าเรื่องใดคือวาระเร่งด่วน สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือมาตรการที่ชัดเจนในการรับมือกับราคาน้ำมันแพง เช่น การประกาศชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด หรือการพิจารณาออกบัตรเครดิตพลังงาน ซึ่งนโยบายเหล่านี้เคยเห็นในคำแถลงนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี 2554 แต่กลับไม่ปรากฏในรัฐบาลปัจจุบัน ทั้งที่วิกฤตธุรกิจน้ำมันในขณะนี้รุนแรงกว่าหลายเท่าตัว
"คำถามที่ประชาชนและภาคธุรกิจอยากรู้มากที่สุด คือรัฐบาลจะจัดการเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างไร โดยเฉพาะส่วนที่อยู่ในอำนาจของรัฐบาลแบบเต็มๆ เช่น ภาษีสรรพสามิตที่คิดเป็นต้นทุน 7-8 บาทต่อลิตร หรือค่าการกลั่นที่เคยอยู่ระดับ 1-2 บาท แต่เดือนที่แล้วพุ่งไป 7 บาท และเดือนนี้ขึ้นมา 16-17 บาท รัฐบาลจะใช้เพียงการไปขอส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่นเท่านั้น หรือจะกล้าขยับไปอีกขั้นสู่การทำ 'ภาษีลาภลอย' (Windfall Tax) ให้เป็นระบบ" นายวีระยุทธ กล่าว
นายวีระยุทธ ยังตั้งคำถามว่า เหตุใดกระทรวงการคลังจึงต้องกลับไปเริ่มต้นศึกษาเรื่องภาษีลาภลอยใหม่อีกครั้ง ทั้งที่เคยมีการศึกษาไว้แล้วตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565
@ การประเมินผลกระทบลูกโซ่แบบ Worst-Case Scenario
สำหรับมาตรการระยะกลาง นายวีระยุทธ กล่าวว่า ภาครัฐต้องมองโลกในแง่ร้ายและวางแผนจากฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-Case Scenario) เช่น ประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อ 4-5 เดือน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลาย และส่งผลกระทบตลอดทั้งปี รัฐบาลจะรับมือกับผลกระทบลูกโซ่ที่ตามมาอย่างไร โดยเสนอให้รัฐบาลมุ่งเน้น (Focus) ในจุดสำคัญ ได้แก่
- ภาคอุตสาหกรรม เฝ้าระวังการขาดแคลนเม็ดพลาสติกที่กระทบต่อบรรจุภัณฑ์และภาคก่อสร้าง และเฝ้าระวัง 5 สินค้าส่งออกหลักที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางสูง เช่น รถยนต์ รถบรรทุก เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ไม้ ผ้าไหม รัฐบาลต้องเตรียมประสานงานเชิงรุกและดูแลการจ้างงาน
- ภาคการท่องเที่ยว แม้นักท่องเที่ยวทางอากาศจะลดลง แต่มีแนวโน้มที่นักท่องเที่ยวทางบกจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากอินเดีย มาเลเซีย และจีน รัฐบาลควรจัดทำโปรโมชั่นสนับสนุนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ
- ภาคการเกษตรและประมง สินค้า 5 ชนิดที่พึ่งพาการนำเข้าต้องหาแหล่งใหม่ อาหารทะเลเริ่มขาดแคลนเพราะต้นทุนสูงจนเรือประมงไม่ออกเรือ รัฐบาลต้องมีมาตรการยิงตรงเพื่อกระตุ้นให้ออกเรือ รวมถึงเฝ้าระวังการกักตุนสินค้า นอกจากนี้ต้องระวังการส่งออก ข้าว และ ปลาทูน่า ที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง
@ ชูภารกิจแห่งชาติ ความมั่นคงทางพลังงานต้อง 'เพียงพอ-ต่อเนื่อง-เอื้อมถึง'
นอกจากนโยบายเชิงรับแล้ว นายวีระยุทธเน้นย้ำถึงความจำเป็นของ "นโยบายเชิงรุก" โดยเปรียบเทียบว่า วิกฤตขณะนี้เหมือนไฟไหม้หมู่บ้าน นโยบายเชิงรับคือการพาคนหนีตายออกมาหน้าบ้าน แต่นโยบายเชิงรุกคือการบอกทิศทางว่าทุกคนจะไปหลบภัยที่ใดต่อ รัฐบาลต้องสร้างภารกิจแห่งชาติร่วมกัน คือ การเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่
-
ปรับโครงสร้างพลังงาน ผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และสมาร์ทมิเตอร์ทุกครัวเรือน เปลี่ยนสถานีไฟฟ้าเป็นระบบดิจิทัล เพิ่มแหล่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน และแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนค่าความพร้อมจ่ายที่ผลักภาระให้ประชาชน
-
เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้า ให้ประชาชนและธุรกิจมีสิทธิ์เลือกผู้ขาย ขยายโควต้ารับซื้อจาก 90 เมกะวัตต์ เป็นระดับ 1,500 เมกะวัตต์ และผลักดันระบบสินเชื่อผ่านบิลค่าไฟ (On-Bill Financing) เพื่อช่วยประชาชนลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์
-
เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ส่งเสริมการปรับปรุงอาคารเก่าให้อนุรักษ์พลังงาน กำหนดมาตรฐานอาคารใหม่ และผลักดันกึ่งบังคับให้ห้างสรรพสินค้าหรือโรงงานขนาดใหญ่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง
@สับ 'ระบอบปิดตา' การผสมผสานที่ล้มเหลวระหว่าง 'บ้านใหญ่-เทคโนแครต'
นายวีระยุทธ กล่าวถึงส่วนผสมของรัฐบาลปัจจุบันว่า เป็นการรวมตัวกันระหว่างการเมืองแบบ 'บ้านใหญ่' และนักบริหารแบบ 'เทคโนแครต' ซึ่งแทนที่จะดึงจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาใช้ กลับกลายเป็นการรอมชอมและปิดตาข้างหนึ่งให้กันและกัน
"ผมเรียกระบอบนี้ว่า 'ระบอบปิดตาธิปไตย' ที่ทำให้เราไม่ได้ทั้งรัฐบาลที่กล้าได้กล้าเสียแบบบ้านใหญ่ แต่ก็ไม่ได้รัฐบาลที่ใช้หลักการแบบเทคโนแครตด้วย... เวลาเจอน้ำมันแพง ถ้าเป็นบ้านใหญ่ล้วนๆ อาจกล้าสั่งลดภาษีสรรพสามิตลิตรละ 7 บาทไปแล้ว แต่พอยอมฟังเทคโนแครตที่กลัวรัฐถังแตก บ้านใหญ่ก็เลือกทำเรื่องง่ายๆ แค่ลดราคาหน้าโรงกลั่น 1-2 บาท ในทางกลับกัน เทคโนแครตก็ต้องยอมปิดตาให้กับการทำโครงการที่น่ากังขา เช่น แลนด์บริดจ์ หรือ โมโตจีพี เพื่อแลกกับการได้ร่วมรัฐบาลต่อไป" นายวีระยุทธ กล่าว
ผลเสียที่ร้ายแรงจากระบอบนี้ สะท้อนผ่านกรณีการกักตุนและลักลอบขนส่งน้ำมันเถื่อนทางเรือ 57 ล้านลิตร และทางรถบรรทุกนับหมื่นคัน ซึ่งเกิดจากการปล่อยปละละเลย ไม่ใช้เทคโนโลยีและระบบ GPS ติดตามอย่างโปร่งใสตามที่ควรจะเป็น
@บทเรียนจากอดีต วิกฤตคือโอกาสสร้างเศรษฐกิจใหม่
นายวีระยุทธ ทิ้งท้ายโดยเปรียบเทียบการรับมือวิกฤตของรัฐบาลในอดีต โดยชี้ว่าตอนโควิด-19 รัฐบาลกู้เงินมหาศาลเพื่อกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น (เช่น โครงการคนละครึ่ง, เราเที่ยวด้วยกัน) แต่ไม่ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือยกระดับทักษะแรงงานเหมือนที่สิงคโปร์ทำ ทำให้ไทยออกจากโควิดมาในสภาพ "สะบักสะบอม" หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะพุ่งสูง
ในทางกลับกัน หากย้อนไปดูช่วงวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) ในทศวรรษ 2510-2520 แม้ไทยจะเผชิญปัญหาเงินเฟ้อทะยานและเงินทุนไหลออก แต่ในท้ายที่สุด ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันผลักดันเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจจาก 'การผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า' สู่ 'การผลิตเพื่อการส่งออก' (Export-Oriented) ซึ่งแม้จะมีแรงต้านจากกลุ่มทุนที่เสียผลประโยชน์ แต่ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดในเวลาต่อมา
"อยากให้รัฐบาลตั้งหลักให้มั่นว่า นี่คือการบริหารประเทศในยามวิกฤต ไม่ใช่ภาวะปกติ ท่านต้องมีนโยบายเชิงรับที่ชัดเจน และนโยบายเชิงรุกที่หนักแน่น ให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกัน... เพื่อให้เราทุกคนออกจากวิกฤตครั้งนี้ได้แบบแข็งแรงกว่าเดิม และออกจากวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน" นายวีระยุทธ กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา