“…แนวทางหนึ่งที่ถูกเสนอคือ หากรัฐจำเป็นต้องเพิ่มรายได้ เช่น การปรับ VAT ก็ควรบอกให้ชัดว่าจะนำเงินไปใช้ทำอะไร เช่น ใช้พัฒนาระบบสวัสดิการ หรือดูแลผู้สูงอายุ ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใส ไม่ใช่เอาไปถลุงใช้กับงบประมาณมากมายที่ไม่จำเป็นหรือเกิดประโยชน์ต่อประชาชน…”
......................................
หมายเหตุ : บทความ ‘ภาษีไทย: รู้คำตอบ แต่ไปไม่ถึง’ โดย รศ.ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐ
ไม่ใช่แค่เอาไว้เก็บเงินเป็นรายได้สำหรับการใช้จ่ายของภาครัฐ แต่ยังใช้เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาเศรษฐกิจ และดูแลสวัสดิการของประชาชนด้วย ดังนั้น “ระบบภาษีที่ดี” ควรมีทั้งความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และช่วยให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
ถ้าย้อนกลับไปดูหลักวิชาการคลาสสิกในตำรา ทฤษฎีการภาษีอากร (พ.ศ. 2516) ของ ศ.ดร.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ จะพบว่าระบบภาษีที่ดีควรมีอย่างน้อย 6 เรื่องสำคัญ ซึ่งยังใช้ได้ดีจนถึงวันนี้
อย่างแรก คือ ความเป็นธรรม คนที่มีรายได้มากและได้รับประโยชน์มากก็ควรจ่ายภาษีมากกว่า หลักการนี้ฟังดูตรงไปตรงมา แต่ในความเป็นจริง ระบบภาษีไทยยังมีช่องให้คนบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนรายได้สูง ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมาก ทำให้ภาระไม่ได้กระจายอย่างที่ควรจะเป็น
อย่างที่สอง คือ ความเป็นกลาง ภาษีไม่ควรทำให้คนตัดสินใจผิดเพี้ยน เช่น เลือกลงทุนหรือทำธุรกิจบางอย่างเพียงเพราะเลี่ยงภาษีได้ง่ายกว่า ไม่ใช่เพราะมันมีประสิทธิภาพจริง
อย่างที่สาม คือ ความแน่นอน คนควรรู้ล่วงหน้าว่าต้องจ่ายภาษีเท่าไร เมื่อไร และอย่างไร แต่ในหลายกรณี กฎเกณฑ์ภาษียังเปลี่ยนบ่อยหรือซับซ้อน ทำให้วางแผนได้ยาก
อย่างที่สี่ คือ ความโปร่งใส ระบบภาษีควรเข้าใจง่าย ตรวจสอบได้ และลดโอกาสการทุจริต
อย่างที่ห้า คือ ประสิทธิภาพในการจัดเก็บ ภาษีที่ดีไม่ควรมีต้นทุนสูงเกินไป ทั้งในฝั่งรัฐและประชาชน ไม่ควรต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากเพื่อทำเรื่องภาษี
และอย่างสุดท้าย คือ การคำนึงถึงรายได้ที่แท้จริง คือการเก็บภาษีควรสะท้อนความสามารถในการจ่ายจริง หลังหักต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายแล้ว
เมื่อเอาหลักทั้ง 6 ข้อนี้มาดูสภาพความเป็นจริง จะเห็นชัดว่าปัญหาภาษีไทยไม่ได้อยู่ที่ “ไม่รู้หลัก” แต่เป็นการที่ระบบจริงยังไปไม่ถึงหลักเหล่านี้
ตัวอย่างเช่น ในเรื่องความเป็นธรรม ไทยยังพึ่งพาภาษีทางอ้อมอย่าง VAT ค่อนข้างมาก ซึ่งกระทบคนรายได้น้อยมากกว่าคนรวย ขณะที่ภาษีทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งยังมีบทบาทน้อย อีกทั้งการเอื้อประโยชน์ทางภาษีอย่าง BOI มีการลงทุนของเจ้าสัวคนไทยได้รับการยกเว้นภาษีปีละเป็นแสนล้านบาท จึงสะท้อนว่าระบบยังไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรม ตามความสามารถในการชำระภาษี (ability-to-pay) อย่างเต็มที่
ในเรื่องความเป็นกลาง สิทธิประโยชน์ทางภาษีบางอย่างอาจทำให้ทรัพยากรถูกจัดสรรไปผิดทิศ เช่น ถ้าอัตราภาษีเงินได้แรงงานสูงมากสำหรับคนรายได้สูง แต่ภาษีจากกำไรหรือเงินปันผลต่ำ ทำให้บางคนอาจเปลี่ยนรูปแบบรายได้ เช่น ตั้งบริษัทเพื่อรับรายได้แทนเงินเดือน จึงเป็นการตัดสินใจที่ไม่ได้มาจากประสิทธิภาพ แต่เพื่อ “ลดภาษี”
ด้านความแน่นอนและความโปร่งใส แม้เราจะมีการพัฒนาไปมาก แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่าระบบภาษีเข้าใจยาก และไม่มั่นใจว่าเงินภาษีถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ตามที่เราเห็นตามร้านอาหารหรือร้านค้า โดยเฉพาะย่านคนจีนที่เขียนว่า “รับเฉพาะเงินสด” ทำให้เกิดปัญหาระบบการประเมินที่ไม่โปร่งใส และ อาจเป็นช่องทางทุจริตของเจ้าหน้าที่
ดังนั้น เมื่อพิจารณาปัญหาหลักของไทย เช่น การเก็บภาษีได้ต่ำ การใช้จ่ายรัฐที่ไม่คุ้มค่า และข้อจำกัดทางการเมือง ทำให้ภาพรวมของระบบภาษีไทยยังห่างจาก “ระบบที่ดีตามตำรา”
ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะสังคมสูงวัย ภาระการคลังที่ขาดดุลมานาน ซึ่งจะทำให้รัฐต้องใช้เงินมากขึ้นในอนาคต หากรายได้ภาษียังไม่เพียงพอ ก็อาจกลายเป็นภาระทางการคลังที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ควรขึ้นภาษีหรือไม่” แต่คือ “จะออกแบบระบบภาษีอย่างไรให้ประชาชนยอมรับ และรู้สึกว่าเป็นธรรม”
แนวทางหนึ่งที่ถูกเสนอ คือ หากรัฐจำเป็นต้องเพิ่มรายได้ เช่น การปรับ VAT ก็ควรบอกให้ชัดว่าจะนำเงินไปใช้ทำอะไร เช่น ใช้พัฒนาระบบสวัสดิการ หรือดูแลผู้สูงอายุ ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใส ไม่ใช่เอาไปถลุงใช้กับงบประมาณมากมายที่ไม่จำเป็นหรือเกิดประโยชน์ต่อประชาชน
อีกแนวทาง คือ การลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ไม่จำเป็น และเพิ่มบทบาทของภาษีที่สะท้อนความมั่งคั่งมากขึ้น เพื่อให้ภาระภาษีกระจายอย่างเป็นธรรม
ในด้านการใช้เงิน รัฐควรให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาว เช่น การศึกษา ทักษะแรงงาน และระบบสวัสดิการพื้นฐาน มากกว่านโยบายแจกเงินระยะสั้นที่อาจไม่สร้างผลลัพธ์ยั่งยืน และ ต้องช่วยกันกำจัดการทุจริตคอร์รัปชันโดยต้องทำให้นักการเมือง ข้าราชการ และ เอกชนที่เกี่ยวข้องต้องติดคุกและยึดทรัพย์สินเป็นของแผ่นดิน
สุดท้ายแล้ว ปัญหาภาษีไทยไม่ใช่เรื่องเทคนิคอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “การเมือง” ด้วย สรุปง่าย ๆ คือ เราไม่ได้ขาดความรู้เรื่องภาษี แต่ขาดการนำหลักที่ดีไปใช้จริง และการปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสังคมเห็นตรงกันว่า “ระบบใหม่ยุติธรรมและคุ้มค่ากว่าเดิม”

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา