
"...เรื่องใหญ่ ๆ ของประเทศไทยในช่วงเวลานี้ เห็นได้ถึงความขมุกขมัวในคุณธรรมทางกฎหมายปรากฏอยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ ของการดำเนินการ จึงทำให้สงสัยว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคมืดแห่งนิติธรรม” ไปแล้วหรือไม่..."
หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนที่มีต่อประเด็นดังกล่าว มิได้เป็นความเห็นของกองบรรณาธิการสำนักข่าวอิศราแต่อย่างใด
นิติรัฐ หรือรัฐที่ปกครองด้วยกฎหมาย การดำเนินการใด ๆ ของผู้ปกครองรัฐและผู้อยู่อาศัยในรัฐจะต้องมีกฎหมายรองรับ ประเทศไทยจึงเป็นนิติรัฐ เนื่องจากมีกฎหมายเป็นหลักในการปกครองประเทศ โดยมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายมากมายที่ตราออกมาเพื่อใช้บังคับกับกรณีต่าง ๆ ซึ่งผู้มีอำนาจปกครองหรือผู้บังคับใช้กฎหมายจะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้ แต่จะต้องใช้อย่างมีคุณธรรม หรือนำเอาตัวบทกฎหมายมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่รับฟังมาจากพยานหลักฐานอย่างเป็นธรรมและสมเหตุสมผล หรือเรียกว่าการใช้กฎหมายของผู้มีอำนาจในนิติรัฐจะต้องควบคู่ไปกับหลักนิติธรรม หากเป็นนิติรัฐที่ไร้ซึ่งนิติธรรม หรือมีการใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม บ้านเมืองย่อมเกิดความวุ่นวายจากการที่ประชาชนไม่ยอมรับต่ออำนาจปกครองของผู้ปกครองที่ใช้อำนาจผ่านกลไกต่าง ๆ โดยขาดหลักนิติธรรม ดังนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 5 วรรคสอง จึงกำหนดให้หน่วยงานของรัฐทุกระดับตั้งแต่บนสุดลงมา จะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม
การเสื่อมศรัทธาของประชาชนที่อยู่ในประเทศที่เป็นนิติรัฐ อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจหรือใช้กฎหมายที่ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรมซ้ำแล้วซ้ำอีกในหลากหลายเรื่อง ย่อมเรียกได้ว่าประเทศนั้นได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเสื่อมถอยของหลักนิติธรรม
ประเทศไทยในช่วงเวลานี้ ประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มมีความรู้สึกว่าประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคมืดแห่งนิติธรรม” เพราะปรากฏการณ์ทางการเมืองหลาย ๆ เหตุการณ์เมื่อเกิดข้อขัดแย้งและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งเริ่มตั้งแต่กระบวนการชั้นต้นต่อเนื่องขึ้นไปถึงชั้นกลางและชั้นสูงสุด มีการใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่หรือการตัดสินชี้ขาดซึ่งค้านกับสายตาของประชาชนส่วนใหญ่ ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์หรือมีการแสดงความเห็นต่อต้านจากบุคคลกลุ่มต่าง ๆ อยู่เสมอ เช่น นักวิชาการ นักกฎหมาย นักวิเคราะห์สถานการณ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และสื่อมวลชน โดยในช่วงหลัง ๆ มานี้ การวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีความหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยวิธีการผ่านรายการสนทนาทางการเมือง หรือการให้ความเห็นของบุคคลต่าง ๆ ในรายการข่าว หรือรายการอื่น ๆ ทางทีวีช่องต่าง ๆ และบนสื่อออนไลน์ รวมทั้งการแสดงความเห็นของบุคคลสำคัญและไม่สำคัญผ่านหลากหลายแพลตฟอร์มออนไลน์
คำวิพากษ์วิจารณ์และความเห็นส่วนใหญ่จะเป็นไปในทำนองว่า ผู้ใช้อำนาจในนิติรัฐไทยอยู่ภายใต้การควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำจากมือที่มองไม่เห็น หรือที่หลายคนเรียกว่ารัฐพันลึก ที่ไม่อาจระบุตัวตนได้ แม้เรื่องนั้นจะเห็นถึงตัวบุคคลผู้ปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรนั้น ๆ ก็ตาม ก็เห็นว่าบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างอิสระแต่มาจากการถูกแทรกแซง เมื่อเป็นเช่นนี้ยิ่งทำให้การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมอยู่แล้วเป็นมากยิ่งขึ้นอีก เพราะเมื่อสังคมมองว่าการใช้ดุลพินิจหรือการตัดสินชี้ขาดในเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมนั้น มาจากมือที่มองไม่เห็น ไม่ใช่เป็นเพราะผู้ใช้อำนาจที่มองเห็นตัวตนหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในเรื่องนั้น จึงยิ่งทำให้การกระทำที่ขาดนิติธรรมขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ โดยอาจมีทั้งมาจากมือที่มองไม่เห็น และมาจากการผสมโรงของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนตน
การใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่หรือวินิจฉัยชี้ขาดคดี มีเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็น 2 เรื่องเสมอคือ ปัญหาข้อเท็จจริง และปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งหลักนิติธรรมหรือคุณธรรมทางกฎหมายจำต้องมีอยู่ในตัวผู้ใช้อำนาจพิจารณาทั้ง 2 เรื่องนี้ตลอดเวลา จึงจะทำให้เกิดความเป็นธรรมกับคู่กรณีทุกฝ่าย เพราะการอ้างอิงตัวบทกฎหมายและการแสดงเหตุผลในการใช้ดุลพินิจ ย่อมสามารถที่จะเลือกใช้วิธีคิดแบบใดก็ได้ ถ้าหากมีธงอยู่ก่อนแล้ว ก็ย่อมจะเดินเรื่องไปสู่ธงที่ตั้งไว้ การมีหลักนิติธรรมประจำใจจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น
เพื่อนร่วมรุ่นที่จบมาจากสถาบันการศึกษาเดียวกันกับผู้เขียน ซึ่งทำงานอยู่ในองค์กรที่มีหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดคดี ประมาณ 50-60 คน ในช่วงที่เริ่มต้นทำงานใหม่ ๆ จะพูดคุยกันว่าการตัดสินชี้ขาดคดีจะต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างยุติธรรม ไม่สามารถที่จะเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปและมีประสบการณ์มากขึ้นจนได้เลื่อนระดับขึ้นไปอยู่ในชั้นสูงสุดขององค์กร ได้เปลี่ยนคำพูดใหม่ว่าผลของการตัดสินชี้ขาดขึ้นอยู่กับปลายปากกาของผู้มีอำนาจชี้ขาดแต่ละคนหรือแต่ละคณะ เพราะในแต่ละเรื่องย่อมมีการต่อสู้คดีระหว่างคู่กรณี ทำให้มีการเสนอข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากกว่าหนึ่งข้อเสมอ จึงขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกฟังข้อเท็จจริงใดและจะเลือกใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราไหน เพื่อให้ผลของคดีเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ
เรื่องใหญ่ ๆ ของประเทศไทยในช่วงเวลานี้ เห็นได้ถึงความขมุกขมัวในคุณธรรมทางกฎหมายปรากฏอยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ ของการดำเนินการ จึงทำให้สงสัยว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคมืดแห่งนิติธรรม” ไปแล้วหรือไม่ เช่นเรื่องดังต่อไปนี้
เรื่องที่กระทบต่ออำนาจอธิปไตยโดยตรง ได้แก่ การได้มาของผู้แทนปวงชนที่เข้าไปทำหน้าที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนประชาชนเจ้าของอำนาจ ซึ่งเกี่ยวเนื่องไปถึงอำนาจบริหารขององค์กรฝ่ายบริหาร และผู้มีอำนาจในองค์กรอิสระ กรณีใหญ่ ๆ ซึ่งเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่าจะไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เช่น
กรณีฮั้ว สว.ที่ได้สืบสวนไต่สวนกันมาเกินกว่า 1 ปี ปรากฏพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีผู้เกี่ยวข้องในขบวนการมากกว่า 200 คน ซึ่งในจำนวนนี้ก็คือ สว.ที่ได้รับเลือกจำนวน 138 คน และนักการเมืองดังระดับประเทศจำนวนหลายคน ขณะที่ผู้มีชื่อถูกกล่าวหามากกว่า 10 คน ได้เข้าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน การสืบสวนไต่สวนกรณีนี้กระทำโดยหน่วยงานของรัฐที่เชี่ยวชาญการสอบสวนคดีที่มีความซับซ้อนคือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และองค์กรอิสระที่มีหน้าที่โดยตรงคือ กกต.ซึ่งการสืบสวนไต่สวนได้เดินหน้ามาจนถึงการระบุตัวผู้เกี่ยวข้องและมีหนังสือแจ้งให้ชี้แจงไปแล้ว แต่กลับต้องถูกตัดตอนลงไป ทั้งที่จะใช้เวลาอีกไม่นานก็จะถึงขั้นตอนการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแล้ว กรณีนี้ผู้เขียนในฐานะผู้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง จากการได้มีโอกาสเข้าไปเป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศคนหนึ่ง เห็นว่าเป็นขบวนการที่ทำลายระบบ “นิติรัฐ” และ “นิติธรรม” มากที่สุดนับตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย
กรณีเลือกตั้งที่อาจไม่เป็นไปโดยลับจากบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยขององค์กรที่มีอำนาจชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ เป็นกรณีที่จะพิสูจน์ว่ามือที่มองไม่เห็นมีอยู่จริงหรือไม่ โดยจะดูได้จากจะมีการโอบอุ้มรัฐบาลชุดปัจจุบันให้อยู่ต่อไปได้ ด้วยการไม่ทำให้การเลือกตั้งเป็นเป็นโมฆะ ซึ่งจะแสดงให้เห็นอยู่ในรายละเอียดของคำวินิจฉัยในส่วนของการรับฟังข้อเท็จจริงว่าเรื่องใดรับฟังหรือเรื่องใดไม่รับฟัง และเหตุผลในการเชื่อมโยงข้อเท็จจริงกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะออกมาเป็นผลการพิจารณาวินิจฉัย
หลักการสำคัญในเรื่องความอิสระของประชาชน และในเรื่องความลับในการออกเสียงลงคะแนน ที่เชื่อมโยงไปสู่หลักการสำคัญสูงสุดในการเลือกตั้งคือความสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งจะสอดรับกับคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่กล่าวไว้ว่า สังคมไทยจำต้องใช้ หลักความสุจริต หลักสิทธิมนุษยชน และหลักธรรมาภิบาล เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้พัฒนาไปข้างหน้า ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาการเลือกตั้งครั้งนี้ น่าจะมีการนำหลักการต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้วินิจฉัยอย่างเต็มที่ อันจะเป็นการรักษาไว้ซึ่งหลักนิติธรรม แม้ว่าจะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ก็ตาม
เรื่องใหญ่ถัดมาที่อยู่ในสายตาประชาชนเวลานี้ ซึ่งมองว่าน่าจะขัดต่อหลักนิติธรรมจากการที่บุคคลไม่เสมอกันในกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 ได้แก่ กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนการกระทำของนักการเมือง จาก 2 พรรคการเมืองที่อยู่ต่างขั้วกันโดยไม่เสมอภาคกัน โดยการกระทำในอดีตของ สส.พรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชนในปัจจุบัน ถูกชี้มูลความผิดทางจริยธรรมอันเนื่องมาจากการทำหน้าที่เสนอแก้ไขกฎหมายต่อสภา และถูกยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาเพื่อตัดสิทธิทางการเมือง แต่ขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในตำแหน่งรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งปกปิดซ่อนเร้นไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินโดยถูกต้องครบถ้วน กลับไม่ถูกชี้มูลความผิดเพื่อยื่นฟ้องต่อศาล ทั้งที่ทั้ง 2 กรณี มีผลการพิจารณาวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว แต่ในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ใช้วิธีการรับฟังข้อเท็จจริงและการแสดงเหตุผลทางกฎหมายด้วยแนวทางที่แตกต่างกัน ทำให้ประชาชนคลางแคลงสงสัยว่าการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นไปตามหลักนิติธรรม หรือเป็นไปตามคำสั่งของมือที่มองไม่เห็น
กรณีที่เกิดขึ้นเป็นประจำเมื่อมีการเลือกตั้งเกือบทุกระดับในประเทศไทย คือการซื้อสิทธิขายเสียง โดยเฉพาะในการเลือกตั้ง สส.ซึ่งจำนวนผู้ที่ได้เป็นผู้แทนปวงชนเกินกว่าครึ่งหนึ่งมีพฤติการณ์ที่คาดหมายได้ว่าเข้าข่ายทุจริตในการเลือกตั้ง แต่องค์กรอิสระที่มีหน้าที่โดยตรงคือ กกต.ไม่ได้แสดงถึงการมีนิติธรรมในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อจัดการกับกรณีเช่นนี้ ที่ผ่านมาสามารถดำเนินการได้สำเร็จเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ทั้งที่เป็นเรื่องที่รับรู้กันของคนทั้งประเทศว่ามีอยู่ทุกเขตเลือกตั้งในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง
ที่ยกตัวอย่างมา เป็นเฉพาะกรณีซึ่งเป็นที่จับตามองของสังคมเท่านั้น แต่ยังมีกรณีอื่น ๆ อีก ที่เห็นได้ว่ายังอาจคลาดเคลื่อนต่อหลักนิติธรรม เช่นการครอบครองที่ดินของรัฐโดยผิดกฎหมายของนักการเมืองดังทางภาคอีสาน
มือที่มองไม่เห็น หรือรัฐพันลึกที่มีอำนาจอยู่เหนือหลักนิติธรรม จะมีอยู่จริงหรือไม่ ไม่มีใครพูดได้เต็มปากเต็มคำ เพราะอาจเป็นเพียงแค่จินตนาการที่สร้างขึ้นมา เพื่อโยนความผิดให้กับสิ่งที่ไม่มีตัวตน เพื่อที่จะไม่ดำเนินการตามหลักนิติธรรม ก็ได้
ช่วยกันพิจารณาว่า ปัจจุบันจะเรียกได้หรือยังว่า นิติรัฐไทยเข้าสู่ “ยุคมืดแห่งนิติธรรม” ??
บทความโดย :
นิรชน ชัยธรรม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา