
"...แต่ภาพรวมสังคมยังเชื่อว่าการเลือกตั้งจะไม่เป็นโมฆะ โดยมาจากสภาวการณ์ทางการเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ ตามด้วยไม่ปรากฏเป็นตัวอย่างจากบัตรเลือกตั้งจริงให้เห็นว่ามีการสืบย้อนหลังได้ และระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ข้อ 129 ที่ กกต.ใช้อ้างอิงเพื่อจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเป็นกฎที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะเลือกตั้งครั้งนี้ แม้จะมีผู้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนกฎข้อนี้ แต่หากมีการเพิกถอนจริงก็ไม่น่าจะมีผลย้อนหลังไปถึงวันเลือกตั้ง..."
การทำโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อเหตุการณ์บ้านเมืองในเรื่องต่าง ๆ เป็นที่นิยมทำกันและได้รับความสนใจจากคนในสังคม โดยเฉพาะสื่อมวลชนมักนำเอาโพลของสำนักต่าง ๆ ไปเผยแพร่ทั้งทางทีวี หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์
การทำโพลเป็นการเก็บข้อมูลในเชิงสถิติจากประชากรกลุ่มต่าง ๆ ว่าประชากรกลุ่มตัวอย่างซึ่งถือเป็นตัวแทนประชากรทั้งหมดมีความคิดเห็นเช่นไรกับเหตุการณ์นั้น ๆ ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้รวดเร็วเนื่องจากการสำรวจไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างด้วยการใช้แบบสอบถาม แต่สามารถใช้วิธีพูดคุยสอบถามทางโทรศัพท์ได้ ซึ่งผลการสำรวจจะมีความแม่นยำมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณ รวมทั้งการกระจายของประชากรกลุ่มตัวอย่าง โดยที่ผ่านมาจึงมีทั้งแม่นและไม่แม่น แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันในระดับหนึ่ง
ผู้เขียนและทีมงานขอนำเสนอวิธีการสำรวจความคิดเห็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อทำการสำรวจ และไม่ได้โทรศัพท์ไปสอบถามประชากรกลุ่มตัวอย่าง แต่ใช้ข้อมูลทุติยภูมิที่ได้มาจากการแสดงความคิดเห็นของบุคคลที่มีชื่อเสียงผ่านสื่อต่าง ๆ ต่อเหตุการณ์ซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชน หรือในประเด็นที่สังคมกำลังรอคอยคำตอบว่าจะเป็นอย่างไร โดยรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นต่อประเด็นนั้น ๆ แล้วนำมาประเมินด้วยการให้คะแนนความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลลัพธ์ในทางใดทางหนึ่ง โดยให้คะแนนมากน้อยแตกต่างกันตามความน่าจะเป็นและความสมเหตุสมผล
การทำโพลแบบนี้ไม่ได้เน้นไปที่ปริมาณและการกระจายของกลุ่มตัวอย่าง แต่เป็นการรวบรวมการแสดงความเห็นต่อสาธารณะของบุคคลที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้การยอมรับ โดยบุคคลกลุ่มนี้หากเทียบกับโพลทั่วไป อาจถือว่าเป็นประชากรกลุ่มตัวอย่างได้เช่นกัน
การสำรวจความคิดเห็นแบบนี้อาจเรียกว่า โพลเชิงคุณภาพ เนื่องจากจำนวนประชากรกลุ่มตัวอย่างมีจำนวนไม่มาก แต่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ ซึ่งอาจเป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณภาพดีกว่าโพลทั่วไปซึ่งเน้นปริมาณและการกระจายของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งโพลเชิงคุณภาพจะมีความแม่นยำในระดับหนึ่งเช่นกัน บางเรื่องมีความแม่ยำมากกว่าการสำรวจโดยการเก็บข้อมูลปฐมภูมิเสียด้วยซ้ำ เพราะคุณภาพประชากรกลุ่มตัวอย่างของโพลเชิงคุณภาพ คือผู้ที่มีความรู้และตั้งใจแสดงความเห็นต่อเรื่องนั้นโดยตรง มิใช่กลุ่มตัวอย่างทั่วไปที่ถูกสุ่มให้ตอบคำถาม ซึ่งบางครั้งการตอบคำถามของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นโดยตรง แต่ถูกตั้งคำถามแบบจู่โจมอย่างทันทีทันใด คำตอบที่ได้อาจไม่ดีเพียงพอที่จะถือว่าเป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมดก็ได้
โพลเชิงคุณภาพที่นำเสนอครั้งนี้อาจเรียกว่า “โพลนิรนาม” เนื่องจากไม่มีชื่อสำนักผู้จัดทำ เป็นการสำรวจความคิดเห็นในประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจคือ ปมปัญหาบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด อาจทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่เป็นไปอย่างอิสระ และการออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ ทำให้อาจได้รับการพิจารณาวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญให้เพิกถอนกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด หรือทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หรือไม่
“โพลนิรนาม” ได้ตั้งเป็นประเด็นคำถามเพื่อสำรวจและประมวลความคิดเห็นหรือความเชื่อของบุคคลในสังคมที่เป็นนักวิชาการ นักการเมือง นักวิเคราะห์สถานการณ์ นักกฎหมาย และการวิเคราะห์ของสื่อมวลชน ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นหรือบทวิเคราะห์ ในเรื่องบัตรเลือกตั้งจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ เพื่อประเมินถึงน้ำหนักในการส่งผลต่อการเป็นโมฆะของการเลือกตั้ง ในแต่ละประเด็นคำถาม
โดยกำหนดให้ประเด็นที่มีน้ำหนักมากต่อการทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หรือส่งผลอย่างมากต่อการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในทางที่จะวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ให้ได้คะแนนเต็ม 10 คะแนน และลดหลั่นลงไปจนถึงประเด็นที่ไม่มีน้ำหนักทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้เลย ให้ได้ 0 คะแนน
ช่วงคะแนนจากมากไปหาน้อย ตามการมีน้ำหนักทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เป็นดังนี้
8-10 คะแนน มีน้ำหนักทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะมาก
5-7 คะแนน มีน้ำหนักทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะปานกลาง
1-4 คะแนน มีน้ำหนักทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะน้อย
0 คะแนน ไม่มีน้ำหนักทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้เลย
โดยการประเมินเพื่อให้คะแนนมี 2 แบบ ได้แก่ แบบปกติคือประเมินอย่างเป็นกลาง และแบบเข้มงวดคือมีแนวโน้มไปในทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะสูงกว่าปกติ
การสำรวจมีจำนวน 13 ประเด็นคำถาม คะแนนเต็ม 130 คะแนน ถ้าได้คะแนนรวมเกินครึ่งหรือเกินกว่า 65 คะแนน สรุปผลการสำรวจได้ว่า ประชาชนเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ แต่ถ้าได้ตั้งแต่ 65 คะแนนลงมา สรุปผลได้ว่าประชาชนเชื่อว่าการเลือกตั้งจะไม่เป็นโมฆะ หรือก็คือประเด็นใดมีระดับคะแนนสูง จะส่งผลให้การเลือกตั้งมีโอกาสเป็นโมฆะสูง
ประเด็นที่ 1 ผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 จากนิยามคำว่า “ละเมิด” เชื่อว่าจะมีน้ำหนักไปในทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพียงใด
ประเด็นนี้น่าจะมีผลต่อการเป็นโมฆะ เนื่องจากเป็นการยื่นคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 และ พรป.ที่เกี่ยวข้อง กรณีผู้ร้องเรียน 21 ราย อ้างว่าถูก กกต.ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว แต่หากการชี้แจงของ กกต.ผู้ถูกร้อง หรือปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อศาลว่า การกระทำของ กกต.ไม่ได้ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพผู้ร้องเรียน 21 ราย เนื่องจากการละเมิดจะต้องเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่าการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด มีระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ข้อ 129 รองรับให้กระทำได้ การกระทำของ กกต.จึงไม่ผิดกฎหมาย เมื่อไม่ผิดกฎหมายจึงไม่เป็นละเมิด อีกทั้งมีประเด็นต้องพิจารณาว่า กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ถือเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามความหมายของ พรป.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 หรือไม่ เนื่องจากการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ต้องเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐ ตามรัฐธรรมนูญและ พรป.ฉบับปัจจุบัน
ระดับที่เชื่อว่าจะส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
- ประเมินแบบปกติ เชื่อน้อย ระดับ 3 คะแนน
- ประเมินแบบเข้มงวด เชื่อปานกลาง ระดับ 5 คะแนน
ประเด็นที่ 2 คดีนี้อาจเข้าข่ายไม่ให้ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซ้ำกับศาลปกครอง เชื่อว่าจะมีน้ำหนักไปในทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพียงใด
ประเด็นนี้น่าจะมีผลต่อการเป็นโมฆะ เนื่องจากการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 จะต้องไม่เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่น ตาม พรป.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 (4) ซึ่งมีผู้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งมาก่อน และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ จึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่าคำฟ้องที่ศาลปกครองและคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญมีประเด็นแห่งคดีเดียวกันหรือไม่ และคดีที่ศาลปกครองจะถือว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่นหรือไม่ เนื่องจากศาลปกครองยังไม่ได้รับคำฟ้องไว้พิจารณา
ระดับที่เชื่อว่าจะส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
- ประเมินแบบปกติ เชื่อน้อย ระดับ 1 คะแนน
- ประเมินแบบเข้มงวด เชื่อน้อย ระดับ 3 คะแนน
ประเด็นที่ 3 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ข้อ 129 ที่รองรับการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีรหัสพิเศษอาจเป็นกฎที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เชื่อว่าจะมีน้ำหนักไปในทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพียงใด
ประเด็นนี้น่าจะมีผลต่อการเป็นโมฆะ เนื่องจากหากระเบียบข้อ 129 ชอบด้วยกฎหมาย อาจพิจารณาได้ว่า กกต.มีอำนาจจัดพิมพ์และใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด แต่ถึงแม้ว่าระเบียบข้อ 129 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เป็นระเบียบที่มีผลใช้บังคับอยู่ขณะเลือกตั้ง ก็อาจจะต้องถือว่า กกต.มีอำนาจจัดพิมพ์และใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด จนกว่าจะมีการเพิกถอนระเบียบข้อดังกล่าวที่มีสถานะเป็นกฎ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง
ระดับที่เชื่อว่าจะส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
- ประเมินแบบปกติ เชื่อน้อย ระดับ 1 คะแนน
- ประเมินแบบเข้มงวด เชื่อน้อย ระดับ 3 คะแนน
ประเด็นที่ 4 บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง เชื่อว่าจะมีน้ำหนักไปในทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพียงใด
ประเด็นนี้น่าจะมีผลต่อการเป็นโมฆะ เนื่องจากบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เห็นได้ในเบื้องต้นว่าอาจสืบย้อนหลังได้ว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเลือกผู้สมัครรายใด หากการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญฟังได้ว่าสืบย้อนหลังได้จริง ทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และอาจมีคำสั่งให้เพิกถอนการเลือกตั้ง หรือเป็นโมฆะ
ระดับที่เชื่อว่าจะส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
- ประเมินแบบปกติ เชื่อปานกลาง ระดับ 7 คะแนน
- ประเมินแบบเข้มงวด เชื่อมาก ระดับ 9 คะแนน
ประเด็นที่ 5 บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งโดยสุจริตขาดความอิสระ และอาจถูกนำไปใช้ข่มขู่ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในการซื้อสิทธิขายเสียง เชื่อว่าจะมีน้ำหนักไปในทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพียงใด
ประเด็นนี้น่าจะมีผลต่อการเป็นโมฆะ เนื่องจากอาจทำให้การไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนไม่เป็นไปอย่างอิสระ ตามรัฐธรมนูญ มาตรา 50 (7) โดยการมีรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษอยู่บนบัตรเลือกตั้ง ทำให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเกิดความรู้สึกหวาดระแวงว่า อาจทำให้มีผู้นำเอารหัสพิเศษนั้นไปกระทำการบางอย่างต่อไป เพื่อล่วงรู้ว่าตนเองเลือกผู้สมัครรายใด ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของการขาดความเป็นอิสระในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และรหัสพิเศษยังอาจนำไปใช้อ้างเพื่อข่มขู่ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในขบวนการซื้อสิทธิขายเสียงได้
ระดับที่เชื่อว่าจะส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
- ประเมินแบบปกติ เชื่อปานกลาง ระดับ 7 คะแนน
- ประเมินแบบเข้มงวด เชื่อมาก ระดับ 9 คะแนน
ประเด็นที่ 6 บัตรเลือกตั้งที่ใช้จริงของ 99,487 หน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้ใดสืบย้อนหลังได้ว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเลือกผู้สมัครรายใด เชื่อว่าจะมีน้ำหนักไปในทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพียงใด
ประเด็นนี้น่าจะมีผลต่อการเป็นโมฆะ เนื่องจากหากมีข้อเท็จริงปรากฏขึ้นแล้วว่า บัตรเลือกตั้งที่ใช้จริงซึ่งมีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด ทำให้ล่วงรู้ว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเลือกผู้สมัครรายใด แม้เพียง 1 ราย จะเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่มีผลต่อการพิจารณาวินิจฉัย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเช่นนั้น มีแต่เพียงการอธิบายหรือจำลองเหตุการณ์เท่านั้น
ระดับที่เชื่อว่าจะส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
- ประเมินแบบปกติ เชื่อว่าไม่มีน้ำหนักเลย ระดับ 0 คะแนน
- ประเมินแบบเข้มงวด เชื่อว่าไม่มีน้ำหนักเลย ระดับ 0 คะแนน
ประเด็นที่ 7 บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด ทำขึ้นโดยมีเหตุผลเพื่อป้องกันการปลอมแปลง แต่อาจทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ เชื่อว่าจะมีน้ำหนักไปในทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพียงใด
ประเด็นนี้น่าจะมีผลต่อการเป็นโมฆะ เนื่องจาก แม้ว่าระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ข้อ 129 จะให้อำนาจ กกต.จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใด เพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ เพื่อป้องกันการปลอมแปลง แต่ กกต.ควรจัดทำรหัส หรือเครื่องหมาย ที่ไม่ใช่เป็นการเฉพาะบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ หรือในลักษณะที่เมื่อนำไปเชื่อมโยงกับต้นขั้วและบัญชีรายชื่อแล้ว ทำให้รู้ว่าบัตรเลือกตั้งแต่ละใบเป็นของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งรายใด
ระดับที่เชื่อว่าจะส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
- ประเมินแบบปกติ เชื่อปานกลาง ระดับ 6 คะแนน
- ประเมินแบบเข้มงวด เชื่อมาก ระดับ 8 คะแนน
ประเด็นที่ 8 กกต.ไม่ได้เยียวยาแก้ไข หรือพิสูจน์ให้เห็นโดยชัดเจนว่าการออกเสียงลงคะแนนยังคงเป็นไปโดยลับ แม้ว่าบัตรเลือกตั้งจะมีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด เชื่อว่าจะมีน้ำหนักไปในทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพียงใด
ประเด็นนี้น่าจะมีผลต่อการเป็นโมฆะ เนื่องจากเมื่อมีประชาชนและสื่อมวลชนได้แสดงความเห็นว่าบัตรเลือกตั้งอาจทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ หาก กกต.ทำการเยียวยาแก้ไขหรือพิสูจน์ให้เห็นโดยชัดเจนว่ายังคงเป็นไปโดยลับ ก็อาจทำให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยและอาจไม่มีการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ผู้บริหารของ กกต.กลับได้ชี้แจงในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า บัตรเลือกตั้งทำให้สามารถรู้ได้ว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับผู้สมัครรายใด แต่กระทำได้ยาก
ระดับที่เชื่อว่าจะส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
- ประเมินแบบปกติ เชื่อมาก ระดับ 8 คะแนน
- ประเมินแบบเข้มงวด เชื่อมาก ระดับ 9 คะแนน
ประเด็นที่ 9 การลงคะแนนที่เป็นความลับในคูหาลงคะแนน แต่ถูกเปิดเผยภายหลัง อาจถือว่าไม่ลับ เชื่อว่าจะมีน้ำหนักไปในทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพียงใด
ประเด็นนี้น่าจะมีผลต่อการเป็นโมฆะ เนื่องจากการออกเสียงลงคะแนนโดยลับ อาจพิจารณาได้ว่า ลับในขณะที่ลงคะแนนอยู่ในคูหา หรือต้องลับตลอดไป ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีปัญหาการเป็นไปโดยลับขณะอยู่ในคูหา แต่อาจไม่ลับหลังจากนั้นโดยสืบย้อนกลับจากบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด
ระดับที่เชื่อว่าจะส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
- ประเมินแบบปกติ เชื่อน้อย ระดับ 4 คะแนน
- ประเมินแบบเข้มงวด เชื่อปานกลาง ระดับ 5 คะแนน

ประเด็นที่ 10 การจำลองเหตุการณ์การออกเสียงลงคะแนนของบุคคลกลุ่มหนึ่งที่แสดงว่า อาจรู้ได้ว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกผู้สมัครรายใด อาจมีผลต่อการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าจะมีน้ำหนักไปในทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพียงใด
ประเด็นนี้น่าจะมีผลต่อการเป็นโมฆะ เนื่องจากเป็นการดำเนินการเพื่อชี้ให้เห็นว่าการออกเสียงลงคะแนนในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากตั้งใจที่จะล่วงรู้การลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งรายใด อาจกระทำได้ที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง แต่การจำลองเหตุการณ์อยู่นอกสำนวนคดีของศาลรัฐธรรมนูญ
ระดับที่เชื่อว่าจะส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
- ประเมินแบบปกติ เชื่อว่าไม่มีน้ำหนักเลย ระดับ 0 คะแนน
- ประเมินแบบเข้มงวด เชื่อน้อย ระดับ 1 คะแนน
ประเด็นที่ 11 คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 9/2549 เมื่อปี 2549 วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ กรณีหันคูหาลงคะแนนออกไปด้านหน้าหน่วยเลือกตั้ง อาจนำมาใช้เทียบเคียงเพื่อวินิจฉัยคดีนี้ เชื่อว่าจะมีน้ำหนักไปในทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพียงใด
ประเด็นนี้น่าจะมีผลต่อการเป็นโมฆะ เนื่องจากทั้ง 2 คดี เป็นเรื่องการทำให้การออกเสียงลงคะแนนอาจไม่เป็นไปโดยลับเช่นกัน แต่คำวินิจฉัยเมื่อปี 2549 เป็นกรณีที่อาจไม่เป็นไปโดยลับในขณะผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกำลังลงคะแนนอยู่ในคูหา แตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งนี้ที่ไม่มีปัญหานี้ในขณะอยู่ในคูหาลงคะแนน ซึ่งหากฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าการออกเสียงลงคะแนนในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นไปโดยลับ แม้จะเกิดขึ้นภายหลังการลงคะแนนในคูหาเสร็จสิ้นไปแล้ว ก็อาจจะมีผลเช่นเดียวกับคำวินิจฉัย เมื่อปี 2549
ระดับที่เชื่อว่าจะส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
- ประเมินแบบปกติ เชื่อปานกลาง ระดับ 5 คะแนน
- ประเมินแบบเข้มงวด เชื่อปานกลาง ระดับ 7 คะแนน
ประเด็นที่ 12 สภาวการณ์ทางการเมือง อาจส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่เป็นโมฆะ เชื่อว่าจะมีน้ำหนักไปในทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพียงใด
ประเด็นนี้น่าจะมีผลต่อการเป็นโมฆะหรือไม่เป็นโมฆะ เนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองหลายเรื่อง เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนต่าง ๆ มีการใช้ดุลพินิจที่ประชาชนและสื่อมวลชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย โดยเห็นว่ามีการเอนเอียงในทางที่เป็นคุณต่อขั้วการเมืองหนึ่ง และเป็นโทษต่ออีกขั้วการเมืองหนึ่งอยู่เสมอ ซึ่งอาจมีในคดีนี้หรือไม่ก็ได้ โดยสังคมเห็นไปในทางเดียวกันว่า สภาวการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน น่าจะเอนเอียงไปทางที่ทำให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อไปได้
ระดับที่เชื่อว่าจะส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
- ประเมินแบบปกติ เชื่อน้อย ระดับ 1 คะแนน
- ประเมินแบบเข้มงวด เชื่อน้อย ระดับ 1 คะแนน
ประเด็นที่ 13 ความลับในบัตรลือกตั้งอาจถูกเปิดเผยได้ ถือว่า กกต.ดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าจะมีน้ำหนักไปในทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพียงใด
ประเด็นนี้น่าจะมีผลต่อการเป็นโมฆะ เนื่องจาก การดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งของ กกต.จะต้องควบคุมดูแลให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 การรักษาความลับของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยมีมาตรการป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นกระทำการเพื่อล่วงรู้การลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง จึงเป็นหน้าที่และอำนาจของ กกต.ตามรัฐธรรมนูญ บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดที่ กกต.จัดพิมพ์และนำมาใช้ อาจทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นโดยลับ หากมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งนำไปเชื่อมโยงกับต้นขั้วและบัญชีรายชื่อ
ระดับที่เชื่อว่าจะส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
- ประเมินแบบปกติ เชื่อน้อย ระดับ 4 คะแนน
- ประเมินแบบเข้มงวด เชื่อปานกลาง ระดับ 6 คะแนน

สรุปผล
- ประเมินแบบปกติ ได้คะแนนรวม 47 คะแนน (คะแนนไม่เกิน 50 %) สังคมเชื่อว่าการเลือกตั้งจะไม่เป็นโมฆะ
- ประเมินแบบเข้มงวด ได้คะแนนรวม 66 คะแนน (คะแนนเกิน 50 %) สังคมเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ แต่เชื่อแบบไม่มั่นใจมากนัก เนื่องจากคะแนนเกินครึ่งมาเพียง 1 คะแนน
จากผลการประเมินจะเห็นว่า ประเด็นที่สังคมเชื่อว่าจะส่งผลให้การเลือกตั้งมีโอกาสเป็นโมฆะสูง คือประเด็นที่ กกต.ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าบัตรเลือกตั้งยังคงทำให้การออกเสียงลงคะแนนเป็นไปโดยลับ แต่ในทางตรงข้ามผู้บริหารของ กกต.กลับได้ยอมรับเสียเองว่า บัตรเลือกตั้งทำให้สามารถรู้ได้ถึงการลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง เพียงแต่กระทำได้ยากเท่านั้น ตามด้วยประเด็นบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งโดยสุจริตขาดความอิสระ และอาจถูกนำไปใช้อ้างเพื่อข่มขู่ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในขบวนการซื้อสิทธิขายเสียง และประเด็นบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดจัดทำขึ้น โดยมีเหตุผลเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง แต่กลับส่งผลเสียที่มากยิ่งกว่าการปลอมแปลง คือการทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ
แต่ภาพรวมสังคมยังเชื่อว่าการเลือกตั้งจะไม่เป็นโมฆะ โดยมาจากสภาวการณ์ทางการเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ ตามด้วยไม่ปรากฏเป็นตัวอย่างจากบัตรเลือกตั้งจริงให้เห็นว่ามีการสืบย้อนหลังได้ และระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ข้อ 129 ที่ กกต.ใช้อ้างอิงเพื่อจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเป็นกฎที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะเลือกตั้งครั้งนี้ แม้จะมีผู้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนกฎข้อนี้ แต่หากมีการเพิกถอนจริงก็ไม่น่าจะมีผลย้อนหลังไปถึงวันเลือกตั้ง
โพลนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นถึงมุมมองของสังคม ต่อความเชื่อที่ว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่ ในระดับใด โดยสุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่อาจมีใครชี้นำได้ จึงต้องติดตามดูผลการวินิจฉัยกันต่อไป

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา