
"...ทันทีที่คลิปขายทุเรียนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กับพิมรี่พายนักขายมือทองปรากฏต่อสายตาผู้คน ความอึกทึกครึกโครมก็บังเกิดขึ้นในทันทีบนโลกออนไลน์ ไม่เพียงเพราะคนดังสองคนโคจรมาพบกันเท่านั้น แต่คอนเทนต์ที่นำเสนอกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกนำมา ถกเถียง โจมตี จับผิดและนำไปขยายความต่ออย่างกว้างขวางจนทำให้คลิปขายทุเรียนของทั้งสองคนกลายเป็นไวรัลและจบลงด้วยความเป็นดราม่าอย่างรวดเร็ว..."
คัมภีร์โบราณของชาวยิวกล่าวไว้ว่า "การทำให้ผู้อื่นอับอายขายหน้าในที่สาธารณะ เป็นบาปที่ร้ายแรงเทียบเท่ากับการฆาตกรรม" (Shaming another in public is a sin akin to murder) ซึ่งยังคงเป็นคำกล่าวอมตะและสามารถนำมาใช้ในยุคที่โซเชียลมีเดียกำลังครองโลกได้เป็นอย่างดี เพราะไม่มีพื้นที่ใดในโลกที่จะทำให้ใครต่อใครได้แสดงตัวตนต่อสาธารณะให้ผู้คนได้เห็นมากและรวดเร็วได้เท่ากับโซเชียลมีเดีย ในทางตรงข้ามก็ไม่มีพื้นที่สาธารณะใดที่ผู้คนจะถูกรุมโจมตีได้ผลและกว้างขวางมากเท่าโซเชียลมีเดียเช่นกัน อินฟลูเอนเซอร์สายดาร์กเข้าใจถึงพลังของโซเชียลมีเดียเป็นอย่างดีและสามารถใช้พลังจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการโจมตีเป้าหมายและสร้างความอับอายขายหน้าแก่ผู้คนโดยแทบไม่ต้องลงทุน
ทันทีที่คลิปขายทุเรียนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กับพิมรี่พายนักขายมือทองปรากฏต่อสายตาผู้คน ความอึกทึกครึกโครมก็บังเกิดขึ้นในทันทีบนโลกออนไลน์ ไม่เพียงเพราะคนดังสองคนโคจรมาพบกันเท่านั้น แต่คอนเทนต์ที่นำเสนอกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกนำมา ถกเถียง โจมตี จับผิดและนำไปขยายความต่ออย่างกว้างขวางจนทำให้คลิปขายทุเรียนของทั้งสองคนกลายเป็นไวรัลและจบลงด้วยความเป็นดราม่าอย่างรวดเร็ว
การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช่เรื่องแปลก
การที่คนระดับรัฐมนตรีกับนักขายมือทองปรากฎตัวร่วมกันผ่านโลกออนไลน์เป็นเหมือนมิติใหม่ทางการตลาดซึ่งรับรู้กันทั่วโลกในยุคนี้ว่าเป็นทางเลือกทางการตลาดที่ใครต่อใครต้องอาศัยกระแสจากอินฟลูเอนเซอร์เพื่อสร้างคอนเทนต์ให้มีสีสันแทนการใช้วิธีการตลาดแบบเดิมและไม่ต้องอาศัยความมีชื่อเสียงของเซเลบในยุคก่อนๆ การขายทุเรียนออนไลน์ของรัฐมนตรีพาณิชย์จึงเป็นความน่าสนใจซึ่งมีทั้งกระแสตอบรับทั้งในทางบวกและทางลบ แต่ดูเหมือนกระแสในทางลบจะกลบกระแสในทางบวกไปแทบหมดสิ้นเพราะเมื่อคลิปขายทุเรียนออนไลน์ของทั้งคู่กลายเป็นไวรัลและเปลี่ยนเป็นดราม่าจากอิทธิพลของโลกออนไลน์จนนำไปสู่การดิสเครดิตทั้งตัวรัฐมนตรีเองและรัฐบาล
คลิปการขายทุเรียนยังถูกนำไปฉวยโอกาสทางการเมืองด้วยนำเอาความเป็นดราม่าที่ถูกสร้างขึ้นบนโลกออนไลน์ไปอภิปรายเตะตัดขากันในสภาอย่างดุเดือด ทั้งที่เชื่อได้ว่าเจตนาของรัฐมนตรีคงไม่ได้เป็นไปตามที่หลายคนเข้าใจ แต่โลกออนไลน์อาศัยความมีเสียงดังของอินฟลูเอนเซอร์และความสุดขั้วในการแสดงออกของฝูงชนมาตัดสินความ ผิด-ถูกโดยแทบไม่ต้องฟังความใดๆ การตลาดหรือการสร้างกระแสโดยอาศัยอินฟลูอินเซอร์จึงเหมือนดาบสองคมที่รัฐมนตรีกลายเป็นเป้าใหญ่ที่ถูกถล่มทั้งจากนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและคนบางกลุ่มด้วยอารมณ์ที่สร้างง่ายกว่าการหักล้างด้วยเหตุผล สังคมในโลกโซเชียลจึงเป็นสังคมที่ผู้คนถูกชักจูงด้วยอารมณ์ได้ง่ายและกลายเป็นสังคมที่ขาดสติในทันทีจากการถูกกระตุ้นทางอารมณ์เมื่อเห็นคอนเทนต์ล่อเป้าและความต้องการเชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเชื่อ
คนเด่น คนดัง ล้วนเป็นเป้าหมายการถูกโจมตีบนโลกออนไลน์
คุณศุภจีเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีคนนอกที่มาจากภาคธุรกิจและเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่โดดเด่นที่สุดของพรรคภูมิใจไทย ความโดดเด่นจนทำให้สื่อเรียกเธอว่าซูเปอร์จีทำให้เธอกลายเป็นเป้าที่พร้อมถูกโจมตีอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ การถูกขุดคุ้ยประวัติการศึกษาในระดับปริญญาโทในมหาวิทยาลัยที่เคยมีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาและได้ปิดตัวไปแล้ว จนกระทั่งถึงคลิปขายทุเรียนที่เพิ่งจะกลายเป็นดราม่าในหมู่คนไทย
ความโดดเด่นของคุณศุภจีเมื่อจับคู่กับพิมรี่พายนักขายมือทองบนโลกโซเชียลยิ่งทำให้บรรดาฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองต่างควานหาจุดอ่อนและพร้อมที่จะรุมขยี้เธอทุกนาที คลิปขายทุเรียนจึง ถูกวิจารณ์ เยาะเย้ยถากถาง กระแนะกระแหน และจับผิดสารพัด จนถึงขั้นถือโอกาสนำไปอภิปรายกันในสภา ทั้งที่หากมองอีกมุม การไลฟ์ขายทุเรียนของคุณศุภจีคือมิติใหม่ทางการตลาดที่อาศัยแรงส่งจากอินฟลูเอนเซอร์ในการสร้างกระแสซึ่งไม่ควรเกิดประเด็น ดราม่าใดๆให้น่ารำคาญทั้งสิ้น
การที่คุณศุภจีลงทุนนำตัวเองไปไลฟ์สดร่วมกับแม่ค้าออนไลน์จึงเป็นได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยงควบคู่กันไปเพราะทันที่ที่ทั้งสองอยู่คู่กันภายใต้สภาพแวดล้อมของโซเชียลมีเดียทั้งสองคนจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ อย่างน้อย 3 อย่างคือ อินฟลูเอนเซอร์ อัลกอริทึม และฝูงชนบนโลกออนไลน์ ซึ่งปัจจัยทั้ง 3 สามารถสร้างกระแสในทางบวกหรือส่งผลในทางลบจนกลายเป็นดราม่าอย่างที่เป็นข่าว ทั้งๆที่วิธีการและความตั้งใจของคุณศุภจีนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่คนไทยควรช่วยกันชื่นชมและผลักดันให้ตลาดทุเรียนไทยเติบโตต่อไปด้วยกลยุทธ์ Bottom up จากการใช้โซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์เป็นสื่อนำ แต่กลับถูกถล่มอย่างไม่ไว้หน้ากันราวกับคุณศุภจีได้กระทำผิดคิดร้ายต่อบ้านเมืองอย่างอุกฉกรรจ์
ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และพิมรี่พายจึงตกอยู่ในวงล้อมของ สภาพแวดล้อมที่ไม่สร้างสรรค์ของโซเชียลมีเดียภายใต้อิทธิพลของ นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่คอยจ้องจับผิด อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามนับร้อยนับพันที่คอยรุมถล่ม อัลกอริทึมซึ่งพร้อมจะยกระดับเรตติ้งของคอนเทนต์ให้เพิ่มทวีคูณเพื่อเรียกหาความสนใจ เสียงของฝูงชนที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความเห็นจากทั้ง ผู้รู้ ผู้ไม่รู้ ผู้แสดงตัวตนและไร้ตัวตนที่รุมกระหน่ำโจมตีต่อทั้งตัวรัฐมนตรีและพิมรี่พาย ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีนักบนโลกออนไลน์สำหรับสังคมไทย แต่สภาพแวดล้อมเช่นนี้กลับเป็นนาทีทองของบรรดานักการเมือง อินฟลูเอนเซอร์และนักสร้างคอนเทนต์ที่อาศัยโลกโซเชียลแสวงหาโอกาสเพื่อความได้เปรียบของตัวเองโดยลากคนทั้งคู่เข้าไปในสปอร์ตไลท์ของโซเชียลมีเดียเพื่อให้ฝูงชนเข้ามารุมจิกกัดซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบเห็นโดยทั่วไปบนแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วไป
โซเชียลมีเดีย -โลกที่อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล
ในโลกนี้คงมีมนุษย์น้อยคนนักที่จะมีภูมิต้านทานต่อความเอนเอียงที่จะเชื่อในข้อมูลข่าสารที่ได้รับแม้ว่าข้อมูลนั้นจะเป็นข้อมูลเท็จหรือขาดเหตุผลก็ตาม คนที่มีแนวโน้มที่จะถูกครอบงำด้วยข้อมูลเท็จและข้อมูลกระตุ้นอารมณ์ได้ง่ายมักเป็นคนที่ขาดคุณสมบัติที่เรียกกันว่า การคิดเชิงวิเคราะห์และแยกแยะ(Critical thinking) เพราะเคยชินต่อการใช้สมองส่วนคิดเร็ว ซึ่งเป็นสมองส่วนที่คิดและตัดสินใจได้อย่างอัตโนมัติโดยอาศัย ความชำนาญ สัญชาตญาณและข้อมูลในอดีต โดยไม่ได้เอะใจหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่ได้เห็นบนจอ
แดเนียล คาฮ์เนแมน ( Daniel Kahneman) นักจิตวิทยาชาวอิสราเอล-อเมริกัน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ เมื่อปี 2002 ได้อธิบายระบบการทำงานของสมองมนุษย์เอาไว้ว่า การทำงานของสมองมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ระบบ ซึ่งเขาเรียกระบบการทำงานนี้ว่า สมองส่วนคิดเร็ว(Fast thinking) หรือสมองระบบที่ 1และสมองส่วนคิดช้า(Slow thinking) หรือสมองระบบที่ 2
สมองส่วนคิดเร็ว คือสมองส่วนที่คิดและตัดสินใจได้อย่างอัตโนมัติ ตัดสินใจอะไรง่ายๆ และไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก โดยอาศัยความชำนาญ สัญชาตญาณและข้อมูลที่มีในอดีตที่มีอยู่แล้วและสามารถนึกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว สมองส่วนคิดช้า คือ สมองส่วนที่ใช้ตรรกะและการคิดอย่างมีเหตุผล สมองส่วนนี้จะมีผลต่อความคิดและการตัดสินใจเมื่อเราใช้ความพยายามมากในการโฟกัสถึงการตัดสินใจนั้นๆ(1)
คำอธิบายของ แดเนียล คาฮ์เนแมน สามารถไขความกระจ่างของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโซเชียลมีเดียได้เป็นอย่างดี เพราะทฤษฎีของการคิดแบบเร็วทำงานได้ดีกับโลกดิจิทัลและทำงานสัมพันธ์กับฟังก์ชันของโซเชียลมีเดียที่ตั้งใจหลอกล่อให้มนุษย์เข้าไปติดกับดัก เช่น การโน้มน้าวอารมณ์ให้ผู้คนเข้าไปคลิกข้อความหน้าจอ การตอบสนองทันทีต่อการเห็นภาพและข่าวที่มีความก้าวร้าวรุนแรงและกระตุ้นอารมณ์ เป็นต้น ฟังก์ชันเหล่านี้ถูกบรรจงสร้างขึ้นอย่างแยบยลจนดูเหมือนว่า ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ถูกโปรแกรมให้ต้องทำตามคำสั่ง เพื่อตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นบนหน้าจอโดยอัตโนมัติและไม่รู้ตัว(Unconscious) จากสมองส่วนคิดเร็ว โดยใช้เวลาตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ
ทฤษฎีของ คาฮ์เนแมน จึงพออธิบายได้ส่วนหนึ่งว่า เหตุใดคลิปขายทุเรียนของคุณศุภจีกับพิมรี่พายที่ตั้งใจ โปรโมทการขายทุเรียนจึงกลายเป็นประเด็กถกเถียงและเกิดไวรัลอย่างรวดเร็ว เพราะมีความเป็นไปได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้นคือการปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์ของฝูงชนบนแพลตฟอร์มที่เกินกว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันจากสมองส่วนคิดเร็วภายใต้การกระตุ้นจากคอนเทนต์ของอินฟลูเอนเซอร์ร่วมกับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มที่ดันยอดวิวให้คลิปขายทุเรียนกลายเป็นไวรัลขึ้นมาในทันที ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยกลายเป็นแนวร่วมที่สร้างดราม่านี้ขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ความหิวกระหายความมีชื่อเสียง
มนุษย์ส่วนใหญ่ใฝ่ฝันถึงความมือมีชื่อเสียงในทางใดทางหนึ่งไม่มากก็น้อย ในอดีตก่อนมีโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นในโลก มนุษย์คนหนึ่งๆจะมีชื่อเสียงได้ด้วยความสามารถและความพยายามอย่างหนักของตัวเอง เช่น เป็นนักกีฬา นักดนตรี นักร้อง นักแสดง เป็นต้น แต่โซเชียลมีเดียได้ทำให้ใครก็ตามสามารถกลายเป็นคนมีชื่อเสียงได้ภายในชั่วเวลาข้ามคืน การสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียจึงเป็นความปรารถนาของคนทั้งโลกโดยหวังว่าวันหนึ่งตัวเองอาจมีชื่อเสียงขึ้นมาเหมือนกับเซเล็บที่ตัวเองหลงใหลซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยให้คุณค่าต่อความมีชื่อเสียงไม่น้อยกว่าคุณค่าอื่นๆในชีวิตตัวเอง
จากการศึกษาของสถาบัน PEW แห่งสหรัฐอเมริกาพบว่า คนอายุ 18 ถึง 25 ปี เห็นว่าความมีชื่อเสียงคือเป้าหมายสำคัญที่สุดอันดับหนึ่งหรืออันดับสองของชีวิตและไม่เฉพาะคนหนุ่มสาวเท่านั้นที่ถวิลหาความมีชื่อเสียง ผลสำรวจที่เปิดเผยในบทความใน New York Times พบว่า ผู้ใหญ่ในจีนและเยอรมัน 30 เปอร์เซ็นต์ ใฝ่ฝันที่จะเป็นผู้มีชื่อเสียงและจำนวนมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์คาดหวังว่าตัวเองจะมีชื่อเสียงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ตามและ เฟซบุ๊ก ยูทูป ไอจี TikTok ฯลฯ ได้ทำให้ความฝันของพวกเขากลายเป็นความจริงได้ ข้อมูลจากการศึกษาพบว่าผู้คนรุ่น มิลเลนเนียล(Millennial) หรือเจนวาย(Gen Y) 1 ใน 9 คน ต้องการความมีชื่อเสียงมากกว่าการแต่งงานและที่หนักไปกว่านั้นก็คือพวกเขาอาจยอมปฏิเสธที่จะติดต่อหรือมีความสัมพันธ์แม้แต่กับครอบครัวตัวเองเพื่อแลกกับความมีชื่อเสียง
การที่โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถสร้างชื่อเสียง ประกอบกับธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการแสวงหาความเด่นดังอยู่แล้วจึงทำให้ผู้คนต้องติดกับอยู่กับโซเชียลมีเดียอยู่แทบตลอดเวลาจนเหมือนเป็นพฤติกรรมการเสพติดจนถึงขั้นสามารถแลกความสุขที่ยั่งยืนของชีวิตเพื่อความโด่งดังบนโลกโซเชียลเพียงชั่วครู่ชั่วยามได้ พฤติกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับผลการศึกษาของมหาวิทยาลัย UCLA ซึ่งพบว่ายิ่งมีการใช้โซเชียลมีเดียมากเพียงใดความต้องการความมีชื่อเสียงยิ่งมีความสำคัญต่อชีวิตของผู้ใช้มากขึ้นเท่านั้น(2)
ชีวิตของคนใช้โซเชียลมีเดียจึงถูกผูกติดกับความต้องการความมีชื่อเสียงอยู่ตลอดเวลา การที่คนมีชื่อเสียงและโดดเด่นอย่างคุณศุภจีและพิมรี่พายโคจรมาพบกันจึงมีความเป็นไปได้ที่ทั้งคู่จะกลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่ใครต่อใครต้องการเกาะกระแสเพื่อยกระดับตัวเองให้กลายเป็นที่กล่าวถึงบนโลกออนไลน์และต่อยอดตัวเองให้มีชื่อเสียงภายในเวลาชั่วข้ามคืน
ความอิจฉาของคนในโลกโซเชียล
โซเชียลมีเดียเป็นโลกที่แปลกเพราะเรามักพบกับพฤติกรรมการแสดงออกของผู้คนที่คาดไม่ถึงเสมอ การออกมาโจมตีคลิปขายทุเรียนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อาจเกิดจากเหตุผลต่างๆนานาที่ยากจะคาดเดาได้ เช่น การต้องการแสดงความเห็นเชิงโต้แย้ง การต้องการดิสเครดิตทางการเมือง ความต้องการอธิบายถึงความกำกวมของคอนเทนต์ที่นำเสนอ ความต้องการอวดภูมิรู้ของตัวเอง ฯลฯ รวมทั้งอาจจากเกิดจากความอิจฉาในความโดดเด่นของรัฐมนตรีก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน ความอิจฉาไม่ได้เกิดขึ้นในโลกแห่งความจริงเท่านั้น แต่พฤติกรรมความอิจฉายังฝังตัวอยู่ในโลกออนไลน์และเป็นความซับซ้อนทางจิตวิทยาที่ใครต่อใครมักคาดไม่ถึง
งานวิจัยชิ้นหนึ่งในเยอรมนีพบว่า มีพฤติกรรมที่เรียกว่า "การระบาดของความอิจฉาริษยา” (Rampant nature of envy) และอารมณ์ที่แสดงความรังเกียจอื่นๆเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ใช้เฟซบุ๊กซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวจะบั่นทอนความพึงพอใจในชีวิตของตัวเอง นักวิจัยยังพบว่าโซเชียลมีเดีย มักชักนำไปสู่พฤติกรรม"การอวยตัวเอง” และ“เกิดวังวนของความอิจฉาริษยา"(Self-promotion and envy-spiral) วนเวียนไปมา ซึ่งใช้ผู้ใช้เฟซบุ๊กมักการตอบสนองต่อการกระตุ้นนี้ ด้วยการสร้างเนื้อหาเพื่ออวยตัวเองเมื่อเห็นการโปรโมทตัวเองของผู้อื่น(3) ความอิจฉาริษยาบนโลกออนไลน์จึงสะท้อนถึงความรู้สึกต้องการบางสิ่งบางอย่างของคนบางคนเพื่อให้ตนเองอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าเสมอ
ความอิจฉาในโลกออนไลน์จึงมีความเป็นไปได้และเป็นความรู้สึกที่ไม่ต่างจากความอิจฉาโลกแห่งความเป็นจริง ดังนั้นใครก็ตามที่เข้าไปอยู่ในโลกของโซเชียลมีเดียมักจะได้พบกับความรู้สึกในทางลบ(Negative feeling) มากกว่าความรู้สึกในทางบวก(Positive feeling) ทั้งจากความอิจฉาและความไม่สบอารมณ์อย่างอื่นจนกระทั่งไปทำลายความพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่จนหมดและพร้อมจะเป็นศัตรูกับใครก็ตามที่มีคุณสมบัติทำให้คนอิจฉาได้ ซึ่งรัฐมนตรีศุภจีมีสิ่งเหล่านั้นครบถ้วน
นักจิตวิทยามักเรียกสื่อโซเชียลมีเดียว่า เครื่องจักรต่อต้านความเห็นอกเห็นใจ (Anti-empathy machine) เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนผ่านโซเชียลมีเดีย เราสามารถแสดงออกโดยไม่ต้องสบตาหรือเผชิญหน้ากับใคร ไม่ต้องแคร์ต่อความรู้สึกของผู้คนรอบข้าง มีความรู้สึกว่ากำลังอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งจนกล้าที่จะทำในสิ่งที่เราไม่กล้าทำในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งในที่สุดพฤติกรรมเหล่านี้จะทำให้ความเห็นอกเห็นใจที่เราเคยปฏิบัติในโลกแห่งความจริงค่อยๆหายไป จากการใช้โซเชียลมีเดียที่มากเกินความจำเป็นซึ่งกรณีของรัฐมนตรีศุภจีก็ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้นเช่นกัน
คำชี้แจงของรัฐมนตรี เสียงแผ่วกว่ากระแสดราม่า
ทันทีที่คลิปขายทุเรียนของรัฐมนตรีพาณิชย์ถูกนำไปตีความจนกลายเป็นดราม่ากลบข่าวอื่นๆอยู่ช่วงเวลาหนึ่งและรัฐมนตรีพาณิชย์จำเป็นต้องออกมาชี้แจงโดยมี ประเด็นหลักสรุปได้ว่า
(1) กรณีดราม่าทุเรียนผ่านโซเชียล กระทรวงพาณิชย์ได้วางแผนรับมือผลผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 33% ในปีนี้ โดยใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรุก เพื่อกระจายสินค้าให้ทันและลดความเสี่ยงของผลผลิตส่วนเกินในช่วงฤดูกาลและหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการทำ Live Commerce หรือการขายผ่านไลฟ์สด ซึ่งช่วยให้การกระจายสินค้าทำได้รวดเร็วและเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น โดยกระทรวงฯ ทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์หลายราย ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร
(2) การร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ของกระทรวงพาณิชย์เป็นไปในลักษณะเปิดกว้าง ไม่ได้สนับสนุนบุคคลใดเป็นพิเศษ โดยกรณีของ “พิมรี่พาย” เป็นรูปแบบการขายและโปรโมชั่นเฉพาะตัว ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย พร้อมย้ำว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ด้านราคาทุเรียนในตลาดยังอยู่ในระดับที่ดี โดยเกรดส่งออก AB อยู่ที่ 135-150 บาทต่อกิโลกรัม และเกรดอื่น ๆ ปรับตามคุณภาพสินค้า สะท้อนสถานการณ์ตลาดที่ยังสามารถรองรับผลผลิตได้ พร้อมเดินหน้าบริหารจัดการให้สมดุลทั้งระบบ(4)
คำชี้แจงของรัฐมนตรีพาณิชย์ดังกล่าวแม้ว่าเป็นนโยบายที่ดีและฟังดูสมเหตุสมผล แต่กลับถูกมองว่าเป็นคำแก้ตัว เพราะไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือคำชี้แจงและเจตนาดีเพียงใดก็ตาม คำตัดสินและดราม่าบนโลกออนไลน์มักมีเสียงดังกว่าคำชี้แจงเสมอ คำชี้แจงจึงเป็นเหมือนขนนกที่ปลิวไปกับสายลมที่ไม่อาจสวนกระแส ดราม่าของโลกออนไลน์ได้ เพราะทั้งอัลกอริทึมและอินฟลูเอนเซอร์ รวมทั้งฝูงชนที่อยู่บนแพลตฟอร์ม ล้วนแต่สอดประสานกันสร้างดราม่าที่เรียกความสนใจได้มากกว่าคำชี้แจงใดๆของคุณศุภจี ซึ่งหมายถึงพลังของคำชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั้นมีน้ำหนักเบากว่ากระแสดราม่าจนกระทั่งไม่สามารถลบล้างความเป็น ดราม่าที่เกิดขึ้นได้
เมื่อปี 2014 อัลเบอร์โต แบรนโดลินี(Alberto Brandolini) วิศวกรซอฟแวร์ชาวอีตาลี ได้สรุปถึง การพูดจาไร้สาระ เพ้อเจ้อ เท็จปนจริงหาความน่าเชื่อถือไม่ได้หรือที่เรียกกันว่า “บูลชิท” ที่เกิดขึ้นมากมายบนโลกออนไลน์ เอาไว้ว่า “ การหักล้างความเพ้อเจ้อ ไร้สาระ ต้องใช้พลังงานที่มากกว่าพลังงานที่สร้างความเพ้อเจ้อ ไร้สาระนั้นหลายเท่าตัว” ข้อสังเกตของ อัลเบอร์โต แบรนโดลินี จึงกลายเป็นหลักการที่เรียกว่า “ หลักการของ แบรนโดลินี” (Brandolini’s principle) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการสร้างคอนเทนต์ที่เต็มไปด้วยความเพ้อเจ้อ ไร้สาระนั้นง่ายและมีต้นทุนต่ำโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก นักเลงคีย์บอร์ดจึงสามารถละเลงความไม่มีสาระลงบนแพลตฟอร์มต่างๆได้โดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลยจนเลยเถิดกลายเป็นดราม่า แต่การลบล้างความไร้สาระเหล่านั้นกลับเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้ความพยายามมากกว่าการสร้างความไร้สาระหลายเท่าตัว ต่างจากการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่าซึ่งต้องลงทุนลงแรงและใช้เวลามากมายดังเช่นกรณีของรัฐมนตรีศุภจีกับพิมรี่พาย แต่กลับโดนเล่นงานจากคนกลุ่มหนึ่งราวกับเป็นศัตรูกัน หลักการของ แบรนโดนิลี จึงพอที่จะนำมาใช้อธิบายปรากฎการณ์ดราม่าไลฟ์ขายทุเรียนของคุณศุภจีและพิมรี่พายได้ เพราะการเอาชนะดราม่าที่มีพลังเหนือกว่าด้วยคำชี้แจงซึ่งไม่ได้เป็นคอนเทนต์ไวรัลในลักษณะเดียวกันนั้นเป็นเรื่องที่ยากหรืออาจเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะหากจำนวนผู้คนยิ่งเชื่อในดราม่าเหล่านั้นมากเท่าใด ความพยายามที่จะไปค้นหาความจริงก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น
โซเชียลมีเดียเป็นสื่อที่ทำให้เรารู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในโลกนี้ งานหลักของโซเชียลมีเดียคือการสร้างความสนใจ สร้างอารมณ์ สร้างความวุ่นวายสับสนและนำพาผู้คนไปพบกับสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นในสื่อกระแสหลัก รวมทั้งยังสามารถเปลี่ยนความเท็จให้เป็นความจริงและทำให้คนดีกลายเป็นผู้ร้ายได้ในชั่วพริบตา โซเชียลมีเดียจึงเป็นสื่อที่ไม่เคยชอบความเงียบ ความเป็นสื่อที่ชอบความวุ่นวายและไร้การถูกควบคุมของโซเชียลมีเดียจึงเป็นช่องทางให้ใครต่อใครเข้าไปหาประโยชน์ ฉกฉวยความได้เปรียบและทำลายล้างกันได้อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดราม่าการไลฟ์ขายทุเรียนของคุณศุภจีจึงสะท้อนถึงพลังของโซเชียลมีเดียทั้งในทางสร้างสรรค์ซึ่งเกิดจากงานของคุณศุภจีกับพิมรี่พายและพลังทำลายล้างซึ่งเกิดจากดราม่าของฝูงชนบนแพลตฟอร์มที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้
อ้างอิง
1. https://datascihaeng.medium.com/thinking-fast-and-slow-review-96f2f4464900
2. Who are you following? โดย Sadie Robertson Huff
3. The Extinction of Experience โดย Christine Rosen
4. https://www.thansettakij.com/economy/657705
https://mgronline.com/business/detail/9690000039519

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา