
"...หนึ่งในแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจระดับโลก คือ “Smoke-Free Generation” หรือ “สังคมปลอดบุหรี่ในคนรุ่นใหม่” ซึ่งหมายถึง การกำหนดให้คนที่เกิดหลังปีที่กำหนดในกฎหมาย จะไม่มีสิทธิซื้อบุหรี่ได้อย่างถูกกฎหมายตลอดชีวิต เป็นการ “ตัดวงจรการเริ่มสูบ” ตั้งแต่ต้นทาง..."
บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ตลอดจน ผลิตภัณฑ์นิโคติน ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพในหลายมิติ ทั้งโรคหัวใจ โรคปอด โรคมะเร็ง รวมถึงผลต่อสมองและพัฒนาการของเด็กและเยาวชน ที่สำคัญคือ “นิโคติน” เป็นสารเสพติดที่ทำให้ติดได้ง่าย โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่
ปัจจุบัน เด็กและเยาวชนทั่วโลกกำลังกลายเป็น “เป้าหมายทางการตลาด” ของธุรกิจบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ดูทันสมัย กลิ่นหอม สีสันสวยงาม รวมถึงการใช้สื่อสังคมออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์ และการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้การเข้าถึงเป็นเรื่องง่ายอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
การต่อสู้ใน “สงครามนิโคติน” ในศตวรรษนี้ จึงไม่ใช่เพียงการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ แต่คือการ “หยุดการระบาดในเด็กและเยาวชน” ก่อนที่คนรุ่นใหม่จะกลายเป็นผู้เสพติดรุ่นต่อไป
สังคมปลอดบุหรี่ในนิวเจน : บทเรียนจากมัลดีฟ อังกฤษ
หนึ่งในแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจระดับโลก คือ “Smoke-Free Generation” หรือ “สังคมปลอดบุหรี่ในคนรุ่นใหม่” ซึ่งหมายถึง การกำหนดให้คนที่เกิดหลังปีที่กำหนดในกฎหมาย จะไม่มีสิทธิซื้อบุหรี่ได้อย่างถูกกฎหมายตลอดชีวิต เป็นการ “ตัดวงจรการเริ่มสูบ” ตั้งแต่ต้นทาง
ประเทศเล็กอย่าง Maldives หรือมัลดีฟ ซึ่งมีประชากรเพียงประมาณ 5 แสนคน กล้าประกาศวิสัยทัศน์ด้านสาธารณสุขที่ก้าวหน้า โดยเฉพาะในช่วงปี 2024–2025 ที่รัฐบาลเริ่มเดินหน้าควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าและนิโคตินอย่างจริงจัง ท่ามกลางความกังวลว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผ่านการขายออนไลน์และการนำเข้าโดยนักท่องเที่ยว
ในเดือนตุลาคม 2024 รัฐบาลมัลดีฟประกาศแผนควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าและเริ่มมาตรการห้ามนำเข้าและจำกัดการจำหน่ายในระยะต่อมา กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ แนวคิดสำคัญของมัลดีฟ คือ การสร้าง “สังคมปลอดนิโคตินสำหรับคนรุ่นใหม่” แม้ประเทศจะพึ่งพาการท่องเที่ยวอย่างสูง แต่รัฐบาลเลือกให้ความสำคัญกับสุขภาพของเยาวชนมากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น
อุปสรรคสำคัญของมัลดีฟ คือ การควบคุมการนำเข้าผ่านนักท่องเที่ยว การลักลอบขายออนไลน์ และข้อกังวลว่าการเข้มงวดมากเกินไปอาจกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงเดินหน้ามาตรการเชิงรุก เนื่องจากมองว่า หากไม่ควบคุมตั้งแต่วันนี้ ประเทศจะต้องเผชิญภาระโรคเรื้อรังและการเสพติดในเยาวชนอย่างหนักในอนาคต
ขณะที่ ประเทศอังกฤษ ได้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจด้านสาธารณสุขที่ผลักดันแนวคิด “Smoke-Free Generation” อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก
จุดเริ่มต้นสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2024 รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Rishi Sunak เสนอร่างกฎหมาย Tobacco and Vapes Bill ต่อรัฐสภา เพื่อสร้าง “คนรุ่นปลอดบุหรี่”
สาระสำคัญของกฎหมาย คือ ผู้ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2009 เป็นต้นไป จะไม่สามารถซื้อบุหรี่ได้อย่างถูกกฎหมายตลอดชีวิต แม้อายุจะมากขึ้นก็ตาม พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า การโฆษณา กลิ่น รสชาติ และการตลาดที่มุ่งเป้าเด็กและเยาวชน
ลำดับพัฒนาการของกฎหมายในอังกฤษ
- 20 มีนาคม 2024 : รัฐบาลเสนอร่างกฎหมาย Tobacco and Vapes Bill
- 5 พฤศจิกายน 2024 : ร่างกฎหมายเข้าสู่สภาสามัญชนอย่างเป็นทางการ
- 26 พฤศจิกายน 2024 : ผ่านการอ่านวาระสอง ด้วยเสียงสนับสนุนจำนวนมาก
- ต้นปี 2025 : เข้าสู่การพิจารณารายมาตราและการแก้ไขเพิ่มเติม
- 29 เมษายน 2026 : กฎหมายได้รับพระบรมราชานุมัติและมีผลเป็นกฎหมาย
- 1 มกราคม 2027 : เริ่มบังคับใช้ข้อห้ามขายบุหรี่แก่ผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นไป
แม้ได้รับการสนับสนุนจากแพทย์ นักวิชาการ และองค์กรสาธารณสุขจำนวนมาก แต่อังกฤษก็เผชิญอุปสรรคหลายด้าน เช่น เสียงคัดค้านเรื่อง “เสรีภาพส่วนบุคคล” ความกังวลของร้านค้ารายย่อย ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายตามอายุที่เปลี่ยนทุกปี รวมถึงแรงกดดันจากอุตสาหกรรมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม กระแสสนับสนุนทางสังคมยังคงแข็งแรง เพราะอังกฤษมองว่า การสูบบุหรี่ยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่ป้องกันได้อันดับต้น ๆ และสร้างภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลต่อระบบสุขภาพแห่งชาติ (NHS)
กระแสโลกใหม่ในการปกป้องเยาวชน
นอกจากมัลดีฟและอังกฤษ ยังมีอีกหลายประเทศที่เริ่มขยับเข้าสู่แนวคิด “คนรุ่นปลอดบุหรี่” เช่น
- นิวซีแลนด์ ซึ่งเคยออกนโยบาย Smoke-Free Generation ในปี 2021 โดยกำหนดให้คนรุ่นใหม่ไม่สามารถซื้อบุหรี่ได้ตลอดชีวิต และลดจำนวนร้านขายบุหรี่ลงอย่างมาก แต่เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลได้มีการยกเลิก
- มาเลเซีย เคยเสนอร่างกฎหมาย Generational End Game (GEG) เพื่อห้ามขายบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าแก่คนที่เกิดหลังปี 2007
- เดนมาร์ก และ สิงคโปร์ ที่เพิ่มความเข้มงวดต่อบุหรี่ไฟฟ้า การตลาดออนไลน์ และการคุ้มครองเยาวชน
- ออสเตรเลีย ใช้มาตรการเข้มงวดต่อบุหรี่ไฟฟ้า โดยจำกัดการเข้าถึงนิโคตินและควบคุมการจำหน่ายอย่างมาก
สำหรับ ประเทศไทย สถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนกำลังรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายพื้นที่พบการแพร่ระบาดในโรงเรียนและชุมชนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผ่านช่องทางออนไลน์และเครือข่ายสังคม
ในขณะนี้ ประเทศไทย เริ่มมีกระแสการขับเคลื่อนนำเสนอต่อภาครัฐ ให้บังคับใช้กฏหมาย“ห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนด ซื้อบุหรี่” เพื่อคุมกำเนิดนักสูบหน้าใหม่ที่เป็นเด็กและเยาวชน
อ้างอิง : https://www.dailynews.co.th/news/5839480/
หากประเทศไทยสามารถผลักดันแนวคิด “New Gen ปลอดบุหรี่และนิโคติน” ได้อย่างจริงจัง ทั้งการคุ้มครองเด็ก การควบคุมการขายออนไลน์ การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม การพัฒนากฎหมายใหม่ และการสื่อสารสาธารณะที่เข้มแข็ง ประเทศไทยอาจก้าวขึ้นเป็น “ผู้นำด้านการคุ้มครองคนรุ่นใหม่จากนิโคติน” อีกประเทศหนึ่งของโลก
เพราะการสร้างสังคมปลอดบุหรี่ ไม่ใช่เพียงการลดจำนวนผู้สูบ แต่คือการปกป้องอนาคตของเด็ก เยาวชน และอนาคตของประเทศทั้งประเทศ



Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา