
"...ผมอดไม่ได้ที่จะคิดว่าเรื่องอย่างนี้ไม่น่าจะเกิดหรือเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ ถ้า ป.ป.ช. ทำงานอย่างมืออาชีพ ตรงไปตรงมา และไม่มีวาระซ่อนเร้นหรือประโยชน์ทับซ้อน ก็ไม่น่าจะต้องกังวลกับข้อมูลการไต่สวนที่ได้กระทำไป..."
หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนที่มีต่อประเด็นดังกล่าว มิได้เป็นความเห็นของกองบรรณาธิการสำนักข่าวอิศราแต่อย่างใด
ปรากฏการณ์ที่น่าแปลกประหลาดเพิ่งเกิดขึ้นในกระบวนยุติธรรมของไทยเมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2569 คือการที่ศาลคดีทุจริตกลางภาค 1 ได้มีคำพิพากษาลงโทษอดีตกรรมการ ป.ป.ช. 2 คน คือ พล ต.อ.. วัชรพล ประสารราชกิจ และ นางสาวสุภา ปิยจิตติ ให้จำคุก 3 ปีโดยไม่รอลงอาญาฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดให้เปิดเผยข้อมูลการไต่สวนคดีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันท์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2560
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้อยู่ที่มีผู้ไปร้องต่อ ป.ป.ช. ว่า พลเอกประวิตร มิได้แจ้งรายการรายการทรัพย์สินที่สำคัญคือนาฬิการาคาแพงที่ปรากฏในภาพถ่ายพลเอกประวิตรในวันเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองที่ทำเนียบรัฐบาลขณะยกมือขึ้นบังแดดโดยสวมนาฬิกา Richard Mills ราคาหลายล้านบาอยู่ซึ่งมิได้ปรากฏรายการดังกล่าวอยู่ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ต่อมามีผู้ไปสืบค้นดูภาพถ่ายอื่นๆของพลเอกประวิตร ก็พบว่าได้สวมใส่นาฬิกาหรูราคาแพงอีกหลายสิบเรือนโดยมิได้ปรากฏรายการในบัญชีทรัพย์สินเช่นเดียวกัน จากนั้นจึงมี “นักร้อง” หลายคนไปร้องต่อ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบความถูกต้องและการมีอยู่จริงของทรัพย์สินของพลเอกประวิตร คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงรับคดีนี้ไว้และเริ่มทำการไต่สวนโดยได้ใช้เวลาปีเศษจึงมีผลการพิจารณาโดยเสียงข้างมาก 5 ต่อ 3 เห็นว่านาฬิกาที่พลเอกประวิตรสวมใส่นั้นเป็นของที่ยืมมาจากนายปัฐวาท สุขศรืวงศ์ซึ่งเป็นเพื่อนของพลเอกประวิตร ไม่ใช่ของพลเอกประวิตรเอง ในเมื่อเป็นเช่นนี้พลเอกประวิตรก็ไม่มีความผิดฐานปกปิดรายการทรัพย์สินอันควรแจ้งให้ทราบ และให้ข้อกล่าวหาตกไป
มติข้างต้นนี้ได้สร้างข้อสงสัยต่อประชาชนคนไทยโดยทั่วไปในวงกว้าง แต่ในเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เสียงส่วนใหญ่มีมติออกมาเช่นนี้ก็ต้องถือว่าคดีนี้ยุติ ไม่อาจดำเนินการฟ้องร้องเอาผิดเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จได้อีกต่อไป แต่กระนั้นก็ยังมีประชาชนคนไทยที่ยังไม่ละความพยายามที่จะค้นหาความจริงว่าเพราะเหตุใดกรรมการ ป.ป.ช. เสียงส่วนใหญ่จึงเชื่อว่าพลเอกประวิตรมิได้เป็นเจ้าของนาฬิการาคาแพงหลายสิบเรือนดังกล่าวหากแต่ยืมเพื่อนมา และผู้ที่เดินเรื่องนี้ต่ออย่างจริงจังคือนายวีระ สมความคิด ในฐานะเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ซึ่งเริ่มต้นโดยการไปขอดูสำนวนที่ ป.ป.ช. เมื่อไม่ได้ก็ไปร้องต่อคณะกรรรมการข้อมูลข่าวสารให้บังคับให้ ป.ป.ช. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการไต่สวนให้นายวีระก็ยังไม่ได้อีก นายวีระจึงไปร้องต่อศาลปกครองซึ่งศาลปกครองทั้งสองศาล คือศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดก็เห็นพ้องด้วยว่า ป.ป.ช. ต้องให้ข้อมูลการไต่สวนแก่นายวีระอย่างครบถ้วน แต่ทาง ป.ป.ช. ก็ทำตามอย่างครึ่งๆกลางๆโดยใช้วิธีปิดชื่อหรือข้อความในสำนวนจนอ่านมีรู้เรื่อง เมื่อถึงขั้นนี้นายวีระก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากฟ้องศาลทุจริตกลางว่า ป.ป.ช. มีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญาฐานไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดให้เปิดเผยข้อมูลการไต่สวนคดีนาฬิกาของพลเอกประวิตรให้นายวีระอย่างครบถ้วน ซึ่งในที่สุดศาลคดีทุจริตก็มีคำพิพากษาออกมาเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ตามที่กล่าวถึงแล้วข้างต้น
เพื่อความเป็นธรรม เราต้องเข้าใจด้วยว่า ทำไมคณะกรรการ ป.ป.ช. จึงปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการไต่สวนคดีต่างๆของ ป.ป.ช. หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าใน พรบ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ได้มีบทบัญญัติที่ชัดเจนที่ห้ามมิให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ร้องและพยานต่างๆขณะทำการไต่สวนคดีต่างๆ บทบัญญัติที่ว่านี้คือมาตรา 36 ซึ่งระบุไว้ดังนี้
มาตรา 36 คณะกรรมการ ป.ป.ช. พนักงานเจ้าหน้าที่ และบุคคลซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งหรือมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างใด จะเปิดเผยข้อมูลซึ่งมีลักษณะเป็นข้อมูลเฉพาะของบุคคล บรรดาที่ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่มิได้ การเปิดเผยข้อมูลการดําเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในแต่ละขั้นตอน ห้ามเปิดเผยข้อมูล ที่เป็นรายละเอียดของผู้กล่าวหา ผู้แจ้งเบาะแส และผู้ซึ่งเป็นพยาน หรือกระทําการใดอันจะทําให้ ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลดังกล่าว การเปิดเผยข้อมูลอื่นใดเพื่อให้สาธารณชนได้ทราบ ให้อยู่ภายใต้ เงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(1) ในชั้นก่อนการไต่สวน ห้ามเปิดเผยชื่อผู้ถูกร้อง เว้นแต่มีเหตุอันจําเป็นเพื่อประโยชน์ ในการไต่สวนหรือไต่สวนเบื้องต้น และได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว
(2) เมื่อได้ดําเนินการไต่สวนหรือไต่สวนเบื้องต้นแล้วมีพยานหลักฐานพอสมควรก่อนที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะพิจารณาวินิจฉัย การเปิดเผยข้อมูลให้เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไข ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กําหนด
(3) เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นหรือวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์การกระทํา ความผิด ให้เปิดเผยความเห็นหรือคําวินิจฉัยได้ เว้นแต่จะเปิดเผยชื่อผู้กล่าวหา ผู้แจ้งเบาะแสและ ผู้ซึ่งเป็นพยานมิได้ และต้องไม่กระทบต่อรูปคดีหรือความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้มีการเปิดเผยหรือเผยแพร่ข้อมูลรายงานและสํานวนการตรวจสอบ การสอบสวน การไต่สวน หรือการไต่สวนเบื้องต้น รวมทั้งบรรดาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ สอบสวน ไต่สวน หรือ ไต่สวนเบื้องต้นที่อยู่ระหว่างการดําเนินการจนกว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะได้พิจารณาและมีมติ ในเรื่องดังกล่าวแล้ว เว้นแต่จะเป็นการเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการไต่สวนหรือไต่สวนเบื้องต้น ทั้งนี้ ให้ถือว่าเป็นความลับของทางราชการ
จะเห็นได้ว่า ป.ป.ช. ต้องมีความระมัดระวังพอสมควรในการทำหน้าที่ของตน เพราะถ้าหากทำผิดพลาดไปก็มีสิทธิ์เป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ผมเองจำได้ว่าระหว่างที่ยังเป็นกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ก็ระวังเรื่องนี้เป็นอย่างมากเพราะใน พรบ ป.ป.ช. ฉบับก่อนก็มีข้อห้ามอย่างนี้อยู่เช่นเดียวกัน แต่ที่ผมไม่เข้าใจก็คือว่าในเมื่อศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลการไต่สวนได้แล้ว ทำไมจึงยังไม่ปฏิบัติตาม เพราะคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดน่าจะเป็น “หลังพิง” ที่ปลอดภัยที่สุดที่จะปกป้องหรือคุ้มครองตนเองจากความผิดามมาตรา 36 มีผู้ให้ขอสังเกตว่าทาง ป.ป.ช. อาจจะถือว่าศาลปกครองสูงสุดมิใช่ศาลยุติธรรมที่จะมีอำนาจเหนือองค์กรอิสระอย่างเช่น ป.ป.ช. ซึ่งความคิดอย่างนี้ไม่น่าจะมี เพราะฉะนั้นในเมื่อศาลยุติธรรมอย่างเช่นศาลทุจริตกลางมีคำพิพากษาออกมาว่ากรรมาร ป.ป.ช. 2 คนมีความผิด ต่อจากนี้ไปท่าทีที่แข็งกร้าวของ ป.ป.ช. เรื่องการให้ข้อมูลเพื่อแสดงความโปร่งใสของการทำงานของ ป.ป.ช. เอง คงจะลดลี้
ผมอดไม่ได้ที่จะคิดว่าเรื่องอย่างนี้ไม่น่าจะเกิดหรือเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ ถ้า ป.ป.ช. ทำงานอย่างมืออาชีพ ตรงไปตรงมา และไม่มีวาระซ่อนเร้นหรือประโยชน์ทับซ้อน ก็ไม่น่าจะต้องกังวลกับข้อมูลการไต่สวนที่ได้กระทำไป แต่ถ้า ป.ป.ช. ทำงานโดยขาดคุณภาพ หละหลวม ผิดพลาด หรือขาดความระมัดระวังเท่าที่ควร ผลการไต่สวนก็จะหลักฐานที่จะฟ้องการทำงานในส่วนนี้ หรือหากพยานคนไหนให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นความจริงแทนที่จะให้ข้อมูลตรงไปตรงมา ข้อมูลจาการไต่สวนก็อาจแสดงส่วนนี้ออกมาโดยที่เราไม่ต้องกลัวว่าพยานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยสุจริตจะได้ผลกระทบในทางลบ
ข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งของผมในคดีนี้ก็คือความพลิกผันของบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องหลายคนในคดีนี้ ยกตัวอย่างเช่น ผมทราบว่าพล ต.อ. วัชรพล ประธาร ป.ป.ช. ได้ขอถอนตัวในการไต่สวนคดีนี้ตั้งแต่ต้นเพราะเคยทำงานใกล้ชิดกับพลเอกประวิตร และได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ถอนตัวไม่เข้าร่วมการไต่สวนได้ ทำไปทำมากลายมกเป็นผู้ต้องโทษติดคุกในคดีนี้เสียเอง กรณีของนางสาวสุภาก็เช่นเดียวกัน ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คุณสุภาเป็นกรรมการเสียงข้างน้อย 1 ใน 3 เสียงที่ไม่เห็นด้วนกับการมติให้ยกคำร้องการกล่าวหาพลเอกประวิตรในขณะนั้น กลับกลายเป็นว่าเธอต้องถูกโทษจำคุกเสียเองขณะที่กรรมการคนอื่นที่มีมติให้ยุติเรื่องไม่มีใครเลยที่ต้องโทษจำคุกเหมือนเธอ นับเป็นความพลิกผันของเหตุการณ์ที่น่าเจ็บปวดจริงๆ
ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของหัวข้อเรื่องบทความนี้ว่า คนยืม : ไม่ผิด คนปิด : ติดคุก ครับ
บทความโดย :
ศาสตราจารย์ ดร.เมธี ครองแก้ว
1 มิ.ย. 2569

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา