
"...“เราจะสร้างสันติภาพได้อย่างไร?” ซึ่งสันติภาพถูกมองว่าไม่มีความแน่นอน สันติภาพจะสามมรถนำมาสู่ความมั่นคงร่วมกันได้อย่างไรและสันติภาพจะมีความยั่งยืน-ยาวนานหรือไม่..."
ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรงในหลายมิติ ทั้งการเมืองระหว่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐกิจ ตลอดจนการแบ่งขั้วทางความเชื่อและวัฒนธรรม ทุกฝ่ายเรียร้องให้เกิด “สันติภาพ” ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่อยู่ในความขัดแย้งโดยตรง ประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยอ้อม หรือ แม้แต่ประชาชนทั่วไปที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวัน
สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่คำถามพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งว่า “เราจะสร้างสันติภาพได้อย่างไร?” ซึ่งสันติภาพถูกมองว่าไม่มีความแน่นอน สันติภาพจะสามมรถนำมาสู่ความมั่นคงร่วมกันได้อย่างไรและสันติภาพจะมีความยั่งยืน-ยาวนานหรือไม่ ในอีกมิติหนึ่งก็เปรียบเสมือนเป็นคำถามถึง “สันติศึกษา” ด้วยเช่นกันว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้างภายใต้โลกที่เต็มไปด้วยความรุนแรง?
คำถามเหล่านี้จะไม่สามารถอธิบายได้หากสังคมยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่าง “ความขัดแย้ง” และ “ความรุนแรง” ในทางสันติศึกษาความขัดแย้งเป็นสิ่งปรกติในสังคม ความขัดแย้งวางอยู่บนสัมพันธ์ของผู้คนที่มีความคิดที่แตกต่างกัน สันติศึกษาไม่ได้มองความขัดแย้งในเชิงลบ ดังเช่น Roger Fisher และ Willian Ury จากมหาวิทยาลัยฮาวาดร์ ได้อธิบายไว้อย่างดีในหนังสือ “Getting to Yes : Negotiating Without Giving In” ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อความคิดเห็น จุดยืน หรือ เป้าหมายของผู้คนแตกต่างกันและไม่สามรถหาจุดร่วมในประเด็นนั้นได้
เมื่อนำความหายนี้มาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในชีวิประจำวัน เราจะพบว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ตลอดเวลากับทุกคน ทุกช่วงอายุ ทุกศาสนา ทุกกลุ่มการเมืองในประเทศ เช่นเดียวกันในระดับที่ใหญ่ขึ้น หรือ ระหว่างประเทศ นานาประเทศต่างมีกระบวนการสร้างชาติ การบริหารประเทศ ความต้องการและเป้าหมายที่แตกต่างกัน เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกประเทศมีความคิดแบบเดียวกัน นักวิชาการสันติศึกษาก็มีความคิดเช่นนั้นทีไม่ได้มองความขัดแย้งในเชิงลบ เนื่องจากเชื่อว่ามนุษย์ต่างมีความคิดเป็นของตนเอง มีความคิด จุดยืนและเป้าหมายเป็นความตนเอง ซึ่งมักแตกต่างกัน
อย่างไรก็ตามในทางตรงกันข้ามสันติศึกษามอง “ความรุนแรง” ในเชิงลบ แน่นอนที่เราจะรับรู้ได้ตามหน้าสื่อ หน้าหนังสือพิมพ์ หรือ การบอกเล่าถึงการกระทำที่ทำให้มีการบาดเจ็บ หรือ สูญเสีย ล้มตาย จากกิจกรรมความรุนแรงที่เห็นได้ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น อาชญากรรมต่างๆ หรือ สงคราม เป็นต้น ในทางสันติศึกษา เป็นที่ทราบกันดีว่าสรูปแบบกิจกรรมความรุนแรงดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความรุนแรงทั้งหมด ความรุนแรงที่เรามองเห็นและเข้าใจได้มีเฉพาะที่เรามองเห็นตามสื่อต่างๆ
เนื่องจากความรุนแรงมีความซับซ้อนมากว่า “การมองเห็น” แต่มันเกี่ยวข้องกับ “ความรู้สึก” ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่สามารถสัมผัสได้ด้วยความรู้สึก
Johan Galtung ได้เสนอกรอบคิดที่สำคัญเกี่ยวกับความรุนแรง หรือ “สามเหลี่ยมแห่งความรุนแรง” (Violence Triangle) ความรุนแรงมีลักษะสามเหลี่ยมที่ประกอบด้วยความรุนแรง 3 แบบ โดยแบบแรกที่เราคุ้นชิน คือ “ความรุนแรงทางตรง” ที่เรามองเห็นได้ หรือ ความรุนแรงทางกายภาพ (direct violence) เช่น สงคราม การใช้กำลังทางทหาร หรือ การใช้อาวุธในการป้องกัน หรือ ทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเอง
แต่ Galtung เสนอว่ายังมี “ความรุนแรงอีก 2 แบบ ที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงแบบที่ 2 คือ “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” (structural violence) ซึ่งเกิดจากความไม่เท่าเทียม ความไม่ยุติธรรมและความเหลื่อมล้ำในโครงสร้างและระบบสังคม และความรุนแรงแบบที่ 3 คือ “ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม” (cultural violence) ซึ่งเป็นความรุนแรงที่เกิดจากชุดความเชื่อ ค่านิยม และอุดมการณ์ใดๆ ก็ตามที่มองว่าชุดความเชื่ออื่นของสังคม หรือ ประเทศ อื่นๆ ไม่สอดคล้อง หรือ ไม่ถูกต้องกับของตนเอง กรณีตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนขณะนี้ คือ สถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งมีความรุนแรงทั้งสามลักษณะดำรงอยู่และกำลังทำงานอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมซึ่งทำหน้าที่เป็น “ฐานคิด” ที่เอื้อให้ความรุนแรงรูเชิงโครงาร้างและความรุนแรงทางตรงทำงานและดำรงอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งโดยไม่ถูกตั้งคำถาม
บนกรอบคิดเดียวกัน อาจารย์ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ได้เสนอชุดความคิดความรุนแรงในสังคมไทยและสังคมอื่นๆ ผ่านงานเขียน “ความรุนแรงเล่นซ่อนหา” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ภายใต้สังคมที่ดูเหมือนสงบสุข ความรุนแรงมิได้หายไป หากแต่ “แฝงตัว” และ “ซ่อนรูป” อยู่ในโครงสร้าง สถาบัน และกลไกต่างๆ ของสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความรุนแรงกำลัง “เล่นซ่อนหา” กับผู้คนในสังคม โดยซ้อนตัวเองอยู่ในโครงสร้างทางสังคม โครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางทางการเมือง เกี่ยวข้องกับคน สุขภาพ การศึกษา กฏหมาย เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และประชาธิปไตย ความรุนแรงเหล่านี้ อาจไม่ปรากฏอย่างชัดเจนในชีวิตประจำวันแต่ดำรงอยู่และสะสมพลังในรูปปบบความรุนแรงทางโครงสร้างและความรุนแรงทางวัฒนธรรม จนกระทั่งถึง “จังหวะเวลา” ที่เหมาะสมในการเผยตัวออกมาในรูปของความรุนแรงทางตรงในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง การลุกฮือของประชาชน หรือ แม้กระทั่งสงครามระหว่างประเทศ
บทความนี้เขียนเพื่อลำลึกถึงบิดาสันติศึกษาทั้งสองท่าน โดยจะใช้กรอบคิดทางสันติศึกษาในการทำความเข้าใจสันติภาพบนโลกที่เปราะบาง โดยไม่ได้มีเป้าหมายนำเสนอแนวทางในการทำให้โลกสงบสุข หรือ โลกสวยที่ทุกคนต้องรักกัน ไม่ได้มีความต้องการให้โลกใบนี้ปราศจากความขัดแย้งแต่มีเป้าหามายให้ “ปราศจากความรุนแรง” จากเป้าหมายนี้ ผู้เขียนจึงมีความต้องการค้นหาความหมายสันติภาพบนโลกที่เปราะบางเขณะนี้ที่ต็มไปด้วย “ความไม่แน่นอน” “ความมั่นคง”และ “ความไม่ยั่งยืน”
โดยสนใจโจทย์ที่ว่า “จะทำให้ผู้คนสามารถอยู่ร่วมกันแม้มีความขัดแย้งแต่ปราศจากความรุนแรงได้อย่างไร” ซึ่งจะเป็นการแปลงเปลี่ยนสันติภาพที่เปราะบางไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายเพื่อชวนให้ผู้อ่านรู้จักจักสันติศึกษาควบคู่ไปกับมุมมองทางรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศและสาขาวิชาอื่นๆ ในการทบทวนและออกแบบว่า “เราจะบริหารพื้นที่ความขัดแย้งอย่าไร ลดและป้องกันความรุนแรงและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน” ร่วมกันได้อย่างไร โดยใช้กรณีข้อพิพาทและสงครามระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาและกรณีศึกษาประเทศต่างๆ มาทบทวนการแปลงเปลี่ยนสันติภาพที่เปาะบางสู่ไปการสร้างและพัฒนาสันติภาพที่ยั่งยืน
โปรดติดตามตอนต่อไป

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา