
“ดังนั้น อธิปไตยทางการสื่อสาร จึงหมายถึง การที่ประเทศไม่ได้เป็นเพียง “ผู้เช่าระบบหรือผู้บริโภค” ที่ต้องยอมจำนนต่อกฎของบริษัทยักษ์ใหญ่ หากแต่ต้องมีอำนาจในการปกป้องและกำหนดทิศทางดิจิทัลด้วยตนเอง เพื่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง…”
หมายเหตุ : พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. กล่าวในงานเสวนา หัวข้อ ‘ความมั่นคงของชาติในโลกผันผวน: เศรษฐกิจ สังคม และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ง’ หลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 7 ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2569
นอกเหนือจากภัยไซเบอร์อย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์ ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลแล้ว
ยังมีภัยเงียบที่มีแนวโน้มรุนแรงยิ่งขึ้น
คือ ภัยคุกคาม “อธิปไตยทางการสื่อสาร” (Communication Sovereignty) ซึ่งหมายถึง “อำนาจอิสระของรัฐหรือประชาชนในการควบคุม กำกับดูแล และปกป้องระบบสื่อสาร ข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไม่ให้ถูกครอบงำหรือแทรกแซงจากภายนอก” ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยในยุคดิจิทัล
หากเปรียบเทียบอดีต ที่ “อธิปไตย” หมายถึง การปกป้องเขตแดน ผืนดิน ผืนน้ำ และน่านฟ้า ดังนั้น “อธิปไตยทางการสื่อสาร” คือ การปกป้องเขตแดน “บนโลกไซเบอร์” ที่ไร้พรมแดน โดยที่ประเทศต้องปกป้อง ครอบคลุมใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่
1.อธิปไตยทางโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Sovereignty)
-ควบคุมระบบโครงข่าย: มีอำนาจดูแลสายเคเบิลใต้น้ำ สถานีฐาน ระบบดาวเทียม และระบบคลาวด์หรือศูนย์ข้อมูล (Data Center) ภายในประเทศ
-ลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์: ป้องกันการถูกตัดสัญญาณหรือปิดกั้นระบบ หากต้องพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติทั้งหมดจะยิ่งมีความเสี่ยงสูง
2.อธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty)
-คุ้มครองข้อมูลในชาติ: จัดเก็บข้อมูลพฤติกรรม ข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลความมั่นคงภายใต้กฎหมายของตนเอง เช่น Sovereign Cloud
-ลดการพึ่งพาต่างประเทศ: ป้องกันการสูญเสียอำนาจในการควบคุมและใช้ประโยชน์จาก Big Data ของคนไทยที่เกือบ 100% อยู่บนเซิร์ฟเวอร์บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Tech Giants) ข้ามชาติ
3.อธิปไตยทางกฎหมายและการกำกับดูแล (Regulatory Sovereignty)
-อำนาจบังคับใช้กฎหมาย: รัฐสามารถกำหนดกฎและหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลระบบและแพลตฟอร์มที่กระทำความผิดได้
-ทลายข้อจำกัดเชิงอำนาจ: ก้าวข้ามข้ออ้าง "กฎหมายเอื้อมไม่ถึง" หรือการไม่ยอมให้มีการกำกับ OTT หรือแพลตฟอร์ม เพื่อจัดการข่าวปลอม (Fake News) และเนื้อหาผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
4.อธิปไตยทางวัฒนธรรมและเนื้อหา (Content & Cultural Sovereignty)
-อิสระภาพทางความคิด: ประชาชนรับรู้ข่าวสารได้อย่างถูกต้องโดยไม่ถูกครอบงำด้วยอัลกอริทึม (Algorithm) ที่ใช้ AI ของแพลตฟอร์มต่างชาติ
-ป้องกันการครอบงำ: ลดความเสี่ยงจากการถูกป้อนข้อมูลเพื่อล้างสมอง เปลี่ยนแปลงค่านิยม หรือสร้างความแตกแยกทางการเมือง ผ่านการดำเนินงานที่แยบยลของแพลตฟอร์มในปัจจุบัน
ดังนั้น อธิปไตยทางการสื่อสาร จึงหมายถึง การที่ประเทศไม่ได้เป็นเพียง “ผู้เช่าระบบหรือผู้บริโภค” ที่ต้องยอมจำนนต่อกฎของบริษัทยักษ์ใหญ่ หากแต่ต้องมีอำนาจในการปกป้องและกำหนดทิศทางดิจิทัลด้วยตนเอง เพื่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง
เมื่อพิจารณาสถานภาพของประเทศไทย ที่ยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มต่างชาติเป็นสำคัญ ย่อมเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซง ข้อมูลรั่วไหล และการครอบงำทางวัฒนธรรมโดยไร้ทางสู้ สถานการณ์นี้ทำให้ย้อนนึกอดีตที่ไทยเคย “สูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ที่อาจไม่ต่างจากปัจจุบันที่เมื่อเกิดปัญหาบนโลกออนไลน์
รัฐกลับต้องบังคับใช้กฎหมายผ่านกระบวนการตามกฎของแพลตฟอร์มต่างชาติ เพียงเพราะเราพึ่งพาเทคโนโลยีเขา และสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ คือ คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกบังคับแต่เต็มใจมอบข้อมูลให้เอง เพื่อแลกกับการได้ใช้ประโยชน์จากบริการที่ทันสมัยและสะดวกสบาย
ระบบการสื่อสารไทยจึงมี "ความเปราะบาง" (Vulnerability) ซึ่งไม่ได้หมายความว่าระบบหรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ดีพอ แต่คือการพึ่งพาต่างชาติเป็นสำคัญ เพราะวันนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ได้หยุดแค่แพลตฟอร์มหรือ OTT
แต่กำลังรุกคืบให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านสัญญาณดาวเทียมวงโคจรต่ำยิงตรงสู่ผู้บริโภคโดยไม่ผ่านตัวแทนในประเทศ หากเป็นเช่นนั้นประเทศไทยอาจจะไม่เหลืออธิปไตยตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
เพื่อป้องกันการสูญเสียอธิปไตยทางการสื่อสาร ประเทศไทยควรต้องสร้างภูมิป้องกันให้ประชาชนในการใช้บริการ และเร่งสร้างเกราะป้องกันใน 3 ด้านหลัก คือ
1.สร้างเทคโนโลยีตนเอง: สนับสนุนการพัฒนาระบบและแพลตฟอร์มภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ
2.บังคับใช้กฎเกณฑ์เชิงรุก: กำหนดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลระบบและ OTT อย่างเหมาะสม เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากการครอบงำ
3.ผนึกกำลังภูมิภาค: สร้างพันธมิตรระดับนานาชาติ เช่น กลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ
ในอดีต ใครคุม “ระบบพลังงานและไฟฟ้า” คือ ผู้กุมอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของชาติ แต่ปัจจุบัน ใครคุม “ระบบสื่อสารและข้อมูล” คือ ผู้กุมเศรษฐกิจและสังคมที่ครอบคลุมไปถึงความคิด พฤติกรรม และอำนาจทางการเมืองของประชาชนด้วย
ดังนั้น ท่านในฐานะที่เป็นผู้บริหารและผู้นำของประเทศในอนาคต ต้องช่วยมีส่วนร่วมในการสร้าง “เกราะป้องกัน” ลดความเปราะบางในเรื่องนี้ เพื่อความมั่นคงของลูกหลานเราในอนาคต

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา