
"...การดำเนินงานของ สสส. สอดคล้องกับหลักการสำคัญของกฎบัตรออตตาวา (Ottawa Charter for Health Promotion) ปี 1986 ซึ่งประกอบด้วยการสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การเสริมพลังชุมชน การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล และการปรับระบบบริการสุขภาพให้เน้นการป้องกันโรคมากขึ้น รวมถึงสอดคล้องกับกฎบัตรกรุงเทพ (Bangkok Charter) ปี 2005 ที่ขยายแนวคิดการสร้างเสริมสุขภาพให้ตอบสนองต่อบริบทโลกาภิวัตน์ ผ่านการสร้างพันธมิตร การลงทุนด้านสุขภาพ การพัฒนากฎหมายและนโยบายสาธารณะ และการพัฒนาศักยภาพองค์กรและบุคลากร..."
“สัมมาทิฐิต่อการสร้างเสริมสุขภาพ คือการเข้าใจว่าการมีสุขภาพดีของประชาชนไม่ได้เกิดขึ้นจากการปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากนโยบายสาธารณะ สภาพแวดล้อม ชุมชน ครอบครัว และพฤติกรรมที่เอื้อต่อสุขภาวะ การลงทุนเพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทางจึงไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่าย หากเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ และเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทุกคน”
ทุกปีประเทศไทยต้องสูญเสียชีวิต ทรัพยากร และงบประมาณจำนวนมหาศาลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อุบัติเหตุทางถนน การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพรูปแบบต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คำถามสำคัญคือ หากเราสามารถป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ตั้งแต่ต้นทาง ประเทศจะสามารถลดความสูญเสียและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้มากเพียงใด
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในแนวคิด “สร้างนำซ่อม” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพ และเป็นที่มาของการจัดตั้ง “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ” หรือ สสส.
สสส. ก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 โดยมีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดโรคหรือความสูญเสีย มากกว่าการรอรักษาเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว
แหล่งรายได้ของ สสส. มาจากภาษีสรรพสามิตยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอัตราร้อยละ 2 ของภาษีที่จัดเก็บได้ หลักการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดที่สำคัญว่า รายได้จากสินค้าที่ก่อผลกระทบต่อสุขภาพควรถูกนำกลับมาลงทุนเพื่อลดผลกระทบและป้องกันปัญหาสุขภาพของประชาชน
ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา สสส. มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายสาธารณะ สนับสนุนงานวิชาการ และสร้างเครือข่ายภาคีสุขภาพทั่วประเทศ หลายโครงการที่คนไทยคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ การส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย การลดอุบัติเหตุทางถนน การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การดูแลสุขภาพจิต การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กและเยาวชน การสร้างชุมชนเข้มแข็ง หรือการลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ล้วนได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
การดำเนินการทำให้เกิด “พหุนวัตกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ” ทั้งเชิงนโยบาย และ เชิงปฏิบัติการ จำนวนมาก ที่นำสู่การดำเนินการ ทั้งในประชากรทุกช่วงวัย ในประชากรกลุ่มเฉพาะ เช่น กลุ่มผู้พิการ กลุ่มข้ามเพศ กลุ่มผู้รับโทษในเรือนจำ กลุ่มมุสลิม เป็นต้น
สิ่งสำคัญที่สังคมควรเข้าใจคือ สสส. ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยปฏิบัติการโดยตรงในทุกเรื่อง หากแต่ทำหน้าที่เป็น “ผู้จุดประกาย” “ผู้เชื่อมโยง” และ “ผู้สนับสนุน” ให้หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพ ภาคประชาชน และชุมชน สามารถพัฒนาแนวทางสร้างเสริมสุขภาพที่เหมาะสมกับข้อมูลสุขภาพและศักยภาพของตนเพื่อได้รูปแบบสู่การขยายผลให้กว้างขวาง
องค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของสังคม ย่อมเผชิญทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับมาตรการที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือพฤติกรรมเดิมของสังคม เช่น การควบคุมยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ไฟฟ้า หรือมาตรการด้านความปลอดภัยทางถนน เป็นต้น
ดังนั้น การให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และการติดตามผลการดำเนินงานจากประชาชนและสื่อมวลชน ถือเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการพัฒนาองค์กรและระบบสุขภาพในสังคมประชาธิปไตย ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ การปรับปรุง และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ สสส หยั่งรากลึก เป็นฐานรากที่แข็งแกร่งสำหรับการสร้างเสริมสุขภาพในสังคมไทย
ทั้งนี้ การประเมินบทบาทของ สสส. สามารถพิจารณาในมิติของผลลัพธ์และผลกระทบระยะยาว ไม่เพียงกิจกรรมหรือโครงการใดโครงการหนึ่ง เพราะหัวใจของการสร้างเสริมสุขภาพคือการเปลี่ยนแปลงปัจจัยเสี่ยงและพฤติกรรมของสังคม ซึ่งมักต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะนโยบายของรัฐ
หากมองในมิติทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพ น่าจะเป็นหนึ่งในการลงทุนสาธารณะที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศ เพราะการรักษาโรคเป็นการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ ขณะที่การสร้างเสริมสุขภาพคือการลดโอกาสเกิดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง
การสร้างพฤติกรรมสุขภาพเชิงบวก และ การลดพฤติกรรมเสี่ยง ทั้ง การลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ การลดอุบัติเหตุทางถนน การส่งเสริมการออกกำลังกาย หรือการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล แต่ยังช่วยลดการสูญเสียจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การสูญเสียผลิตภาพแรงงาน การขาดงาน และภาระที่ตกอยู่กับครอบครัวและสังคม เหล่านี้ ถือเป็น วิสัยทัศน์ ของ สสส ที่มุ่งให้ ทุกคนในแผ่นดินไทย มี วิถึชีวิต สังคม และ สิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อสุขภาวะ
นักเศรษฐศาสตร์สุขภาพจำนวนมากเห็นตรงกันว่า การลงทุนเพื่อป้องกันปัญหาในวันนี้ สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าหลายเท่าในอนาคต เพราะสุขภาพที่ดีของประชาชนคือรากฐานของทุนมนุษย์ การพัฒนาเศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
หากการรักษาพยาบาล เปรียบเสมือนปลายน้ำของระบบสุขภาพ สสส. ก็ทำหน้าที่สำคัญในฐานะต้นน้ำที่ช่วยลดจำนวนคนที่จะป่วย ลดจำนวนคนที่จะบาดเจ็บ และลดภาระที่ประเทศต้องแบกรับในอนาคต
บทความเรื่อง “Operationalizing the Ottawa Charter for Health Promotion in Thailand: The Role of ThaiHealth” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Health Promotion International ปี 2026 ได้สะท้อนให้เห็นบทบาทของ สสส. ในการนำหลักการสร้างเสริมสุขภาพระดับโลกมาปฏิบัติจริงในประเทศไทย อ้างอิง https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC13217606/
การดำเนินงานของ สสส. สอดคล้องกับหลักการสำคัญของกฎบัตรออตตาวา (Ottawa Charter for Health Promotion) ปี 1986 ซึ่งประกอบด้วยการสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การเสริมพลังชุมชน การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล และการปรับระบบบริการสุขภาพให้เน้นการป้องกันโรคมากขึ้น รวมถึงสอดคล้องกับกฎบัตรกรุงเทพ (Bangkok Charter) ปี 2005 ที่ขยายแนวคิดการสร้างเสริมสุขภาพให้ตอบสนองต่อบริบทโลกาภิวัตน์ ผ่านการสร้างพันธมิตร การลงทุนด้านสุขภาพ การพัฒนากฎหมายและนโยบายสาธารณะ และการพัฒนาศักยภาพองค์กรและบุคลากร
บทความดังกล่าวยังรายงานว่า สสส. ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติในฐานะต้นแบบของระบบการเงินเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพอย่างยั่งยืน และได้รับรางวัล Nelson Mandela Award for Health Promotion จากองค์การอนามัยโลกในปี 2021 ซึ่งในแต่ละปีจะให้รางวัลสำหรับบุคคลผู้มีผลงาน มีเพียงสองหน่วยงาน รวม สสส ที่ได้รับรางวัลสำคัญระดับโลกนี้ อ้างอิง https://apps.who.int/gb/awards/pdf_files/Mandela/Winners_en.pdf
ผลลัพธ์สำคัญที่บทความรายงานว่าเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สสส. และภาคีเครือข่าย ได้แก่ การลดอัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยจาก 21.2% ในปี 2007 เหลือ 16.5% ในปี 2024 การลดการดื่มแอลกอฮอล์แบบเสี่ยงอันตราย การเพิ่มสัดส่วนประชาชนที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ การสนับสนุนโรงเรียนปลอดน้ำอัดลมหลายพันแห่ง การมีส่วนผลักดันมาตรการภาษีความหวาน การสนับสนุนความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางถนน และการสร้างเครือข่ายภาคีสุขภาพมากกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน สสส. กำลังพัฒนางานในประเด็นใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับความท้าทายด้านสุขภาพของศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นการจัดการปัจจัยกำหนดสุขภาพเชิงพาณิชย์ (Commercial Determinants of Health) การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่และปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ การพัฒนาระบบข้อมูลร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการขับเคลื่อนแนวคิด “Health in All Policies” เพื่อให้ทุกนโยบายคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
บทความดังกล่าวยังชี้ว่า ผลงานของ สสส. ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าหลักการสร้างเสริมสุขภาพจากกฎบัตรออตตาวาและกฎบัตรกรุงเทพสามารถแปลงเป็นการปฏิบัติจริงได้ ผ่านการผสานนโยบาย ข้อมูล ความเข้มแข็งของชุมชน และนวัตกรรมทางสังคม จนเกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระดับประเทศ และกลายเป็นบทเรียนที่หลายประเทศให้ความสนใจ
สัมมาทิฐิต่อการสร้างเสริมสุขภาพ มิใช่การมองเพียงกิจกรรมรณรงค์หรือโครงการใดโครงการหนึ่ง หากคือการเข้าใจว่าการมีสุขภาพดีของประชาชนไม่ได้เกิดขึ้นจากการปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากนโยบายสาธารณะ สภาพแวดล้อม ชุมชน ครอบครัว และพฤติกรรมที่เอื้อต่อสุขภาวะ การลงทุนเพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทางจึงไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่าย หากเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ และเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทุกคน.
หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก plus.thairath.co.th , samitivejhospitals.com

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา