
"...นอกจากการโกงสอบท้องถิ่น และฮั้ว สว.ที่กำลังถูกกล่าวถึงและจับตามองแล้ว ยังได้มีการพูดกันไปถึงการเข้าสู่ตำแหน่งที่สำคัญ อีกคือ ตำแหน่ง สส.ที่มีความสำคัญสูงสุดของประเทศ โดยเป็นเรื่องสำคัญสูงยิ่งในระบอบประชาธิปไตย และมากยิ่งกว่า สว.เสียอีก เพราะประชาชนเป็นผู้เลือก สส.โดยตรง เพื่อเข้าไปเป็นผู้แทนปวงชนในการทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติของประเทศ เป็นกลุ่มบุคคลที่จะทำหน้าที่ลงมติเลือกผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหารคือ นายกรัฐมนตรี และยังทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารตลอดอายุของสภาผู้แทนราษฎร ความสำคัญของการเข้าสู่ตำแหน่งผู้แทนปวงชนของ สส.เมื่อเปรียบเทียบการเข้าสู่ตำแหน่งของข้าราชการ อปท.ในระดับปฏิบัติการ ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าการเข้าสู่ตำแหน่งผู้แทนปวงชน มีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศมากกว่าข้าราชการ อปท.ระดับปฏิบัติการอย่างมหาศาล..."
ขณะนี้สังคมไทยกำลังถูกสั่นสะเทือนด้วยการกระทำฉาวโฉ่เกี่ยวกับการโกงสอบ เพื่อบรรจุเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท.ที่ล่าสุดการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกจนกระทั่งได้รับการเรียกให้ไปรายงานตัวเพื่อเข้าปฏิบัติหน้าที่ใน อปท.ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ถึงเกือบ 6 พันคน อาจผ่านการสอบเข้ามาด้วยการแก้ไขกระดาษคำตอบ เพื่อให้มีคะแนนเพิ่มขึ้นอยู่ในลำดับที่จะได้รับการเรียกให้เข้าปฏิบัติงาน ซึ่งบุคคลเหล่านี้อยู่ในข่ายต้องสงสัยว่าน่าจะมีส่วนร่วมในขบวนการทุจริต โดยแต่ละคนสมัครใจที่จะจ่ายเงินจำนวนหลายแสนบาทให้กับผู้ดำเนินการซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ เพื่อให้ได้เข้าทำงานในระดับปฏิบัติการ
เรื่องนี้รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ต่างก็ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า เป็นขบวนการที่เลวร้าย ถึงขั้นเป็นการกระทำที่บ่อนทำลายการพัฒนาประเทศ เพราะเมื่อเริ่มต้นเข้าทำงานด้วยวิธีการที่ทุจริตแล้ว ก็ย่อมจะปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปด้วยการทุจริตเช่นเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการรั่วไหลของงบประมาณแผ่นดินจากการกระทำของข้าราชการ อปท.เหล่านี้ เพื่อถอนทุนคืน
บุคคลในคณะรัฐบาลจึงประสานเสียงกันกล่าวว่าจะต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดและจริงจัง ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการเพิกถอนการบรรจุข้าราชการ อปท.เกือบ 6 พันคนดังกล่าวแล้ว โดยใช้เวลาเพียงประมาณ 1 เดือน หลังจากเรื่องนี้ร้อนแรงขึ้นมา
ในขณะที่เรื่องโกงสอบท้องถิ่นได้ข้อยุติแล้วว่าต้องเพิกถอน แต่อีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นมาก่อนและอื้อฉาวไม่แพ้กัน คือ การฮั้ว สว.ของขบวนการสีน้ำเงิน กลับใช้เวลาสืบสวนกันมายาวนานกว่า 2 ปี แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป แม้ขณะนี้จะอยู่ในช่วงสุดท้ายที่ กกต.ชุดใหญ่จะมีมติว่า จะส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งเป็นที่จับตามองของสังคม เนื่องจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าผู้เกี่ยวข้องทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด โดยเป็นความเห็นที่ตรงข้ามกับคณะสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ที่เห็นว่าผู้เกี่ยวข้องทุกคนมีความผิด จึงต้องรอดูว่า กกต.ชุดใหญ่ 7 คน จะเห็นอย่างไร
การฮั้ว สว.มีลักษณะที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการทุจริตในการเข้าสู่ตำแหน่งเช่นเดียวกับการโกงสอบท้องถิ่น แต่มีความสำคัญยิ่งกว่าการสอบท้องถิ่นมาก เนื่องจากเป็นการเข้าสู่ตำแหน่งผู้แทนปวงชนในสภาสูง ซึ่งมีอำนาจและบทบาทอย่างมากในการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นเรื่องที่องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องคือ กกต.จะต้องเอาจริงเอาจังและเร่งรัดดำเนินการให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจนและสิ้นข้อสงสัย โดย กกต.ควรจะต้องเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งวินิจฉัยเรื่องนี้ให้สิ้นกระแสความ ไม่ใช่ปัดตกในชั้นพิจารณาของ กกต.7 คน แล้วจบเรื่องลงเพียงเท่านี้ ซึ่งจะทำให้สังคมครหา กกต.ไปอีกนานแสนนาน เนื่องจาก กกต.ส่วนหนึ่งได้รับความเห็นชอบมาจาก สว.สีน้ำเงินชุดปัจจุบันที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา จึงย่อมจะถูกมองว่า กกต.ที่เข้ามาทีหลังจะพิจารณาเข้าข้างพวกเดียวกัน
นอกจากการโกงสอบท้องถิ่น และฮั้ว สว.ที่กำลังถูกกล่าวถึงและจับตามองแล้ว ยังได้มีการพูดกันไปถึงการเข้าสู่ตำแหน่งที่สำคัญ อีกคือ ตำแหน่ง สส.ที่มีความสำคัญสูงสุดของประเทศ โดยเป็นเรื่องสำคัญสูงยิ่งในระบอบประชาธิปไตย และมากยิ่งกว่า สว.เสียอีก เพราะประชาชนเป็นผู้เลือก สส.โดยตรง เพื่อเข้าไปเป็นผู้แทนปวงชนในการทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติของประเทศ เป็นกลุ่มบุคคลที่จะทำหน้าที่ลงมติเลือกผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหารคือ นายกรัฐมนตรี และยังทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารตลอดอายุของสภาผู้แทนราษฎร ความสำคัญของการเข้าสู่ตำแหน่งผู้แทนปวงชนของ สส.เมื่อเปรียบเทียบการเข้าสู่ตำแหน่งของข้าราชการ อปท.ในระดับปฏิบัติการ ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าการเข้าสู่ตำแหน่งผู้แทนปวงชน มีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศมากกว่าข้าราชการ อปท.ระดับปฏิบัติการอย่างมหาศาล
เมื่อนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และข้าราชการประจำระดับปลัดกระทรวง เห็นว่าการโกงสอบท้องถิ่นเป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศชาติ รัฐบาลจึงควรสนับสนุนการสืบสวนและไต่สวนการได้มาของผู้แทนปวงชน ทั้ง สว. และ สส.อย่างเต็มที่ ไม่ควรใช้วิธีลับลมคมใน ทำให้เรื่องที่กำลังพิจารณาอยู่ในองค์กรอิสระต้องสดุด และอาจจะไม่ถูกส่งฟ้องต่อศาล
หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในการเลือกตั้งผู้แทนปวงชนในส่วนของ สว.ได้ถูกเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และมากมายหลายประเด็น ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่วนหลักฐานการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง สส.ก็มีกระจายอยู่เกือบทุกเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ
โดยเฉพาะในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ในจังหวัดขนาดกลางแห่งหนึ่ง ที่มีเขตเลือกตั้งไม่ถึง 5 เขต แต่มีการขนเงินสดเข้าพื้นที่ของทุกพรรคการเมืองรวมกันแล้วจำนวนนับร้อยล้านบาท อีกทั้งผู้บริหาร กกต.ในจังหวัดนั้น ยังทำตัวเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเสียเองอีกด้วย จึงเป็นเรื่องที่ กกต.ส่วนกลาง ควรจะต้องถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะดำเนินการตรวจสอบให้มีความกระจ่างชัดและยุติธรรม
ส่วนจะเป็นเรื่องอะไร เกิดขึ้นที่จังหวัดไหน พอจะบอกใบ้เพื่อเป็นแนวทางให้ กกต.ส่วนกลาง สืบเสาะและไต่สวนให้เกิดความเป็นธรรม จากคลิปต่าง ๆ ที่มีผู้เก็บไว้ในมือและพร้อมที่จะเปิดเผยหาก กกต.ส่วนกลางต้องการ
ซึ่งมีทั้งคลิปที่เป็นการแจกเงินให้กับหัวคะแนนโดยตัวผู้สมัครเองร่วมกับผู้ช่วยหาเสียงที่เห็นกันแบบจะจะทั้งภาพและเสียง...คลิปนัดหมายกันรับเงินสดก้อนใหญ่หลายล้านบาทจากผู้บริหารพรรคการเมืองที่จะส่งมอบให้กับผู้สมัครเพื่อนำไปแจกเป็นค่าดูแลพื้นที่ ให้กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกคนในเขตเลือกตั้ง...
คลิปผู้บริหาร กกต.ระดับผู้อำนวยการประจำจังหวัด ที่มีความใกล้ชิดกับนักการเมืองบ้านใหญ่ของจังหวัดหนึ่ง แอบนัดพบเป็นการส่วนตัวกับผู้สมัครของพรรคการเมืองบ้านใหญ่นั้น ในจังหวัดที่ตนปฏิบัติหน้าที่ โดยผู้บริหาร กกต.ใช้พาหนะของทางราชการคือรถตู้ของสำนักงาน กกต.เดินทางเพียงลำพังข้ามอำเภอไปพบกับผู้สมัครในที่ลับเฉพาะแห่งหนึ่ง...
และคลิปเหตุการณ์ที่แกนนำชุมชน ประกอบด้วยผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารท้องที่ และคนใกล้ชิด ซึ่งผู้สมัครและพรรคการเมืองจัดตั้งขึ้นหลายร้อยคน รับเงินจากผู้ดำเนินงานของพรรคการเมืองเพื่อนำไปแจกให้กับ “ลูกไก่” ในพื้นที่ของตน (ลูกไก่ เป็นศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยอมรับเงินซื้อเสียง)
นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่เป็นการขนย้ายธนบัตรจำนวนมากข้ามจังหวัดเข้าไปในพื้นที่ เป็นธนบัตรใบละ 500 บาท ใหม่เอี่ยม เรียงหมายเลขขึ้นต้นด้วยหมวดอักษร 3 ต และหมวดใกล้เคียงกัน กระจายอยู่ในพื้นที่ก่อนวันเลือกตั้งเป็นจำนวนมากอย่างผิดสังเกต
ซึ่ง กกต.สามารถเริ่มต้นสืบสวนเรื่องนี้โดยประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศเพื่อตรวจสอบว่า ธนบัตรชุดนี้หลังจากจัดพิมพ์ที่โรงพิมพ์ธนบัตร สายออกบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ได้ถูกจัดส่งไปยังศูนย์จัดการธนบัตรของจังหวัดใดที่มีอยู่ 9 แห่งทั่วประเทศ และธนาคารพาณิชย์ใดเป็นผู้ได้รับธนบัตรชุดนี้ไป โดยสุดท้ายแล้วเจ้าของบัญชีเงินฝากคนใดของธนาคารพาณิชย์นั้นเป็นผู้ได้รับธนบัตรออกไปด้วยการถอนเงินสดที่หน้าเคาน์เตอร์ ก่อนที่จะลำเลียงส่งออกไปยังเขตเลือกตั้งต่าง ๆ
ที่ยกตัวอย่างมานี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าทุกการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย ย่อมมีร่องรอยหรือข้อพิรุธให้ตรวจสอบพบได้อยู่เสมอ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความตั้งใจที่จะกระทำการตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบุคคลกลุ่มใด ก็ย่อมจะสามารถตรวจพบได้
เหตุการณ์ทั้งที่เป็นเรื่องการเลือก สว.ที่ผ่านมาแล้ว 2 ปี และการเลือกตั้ง สส.ตามที่ยกมาเป็นตัวอย่าง จึงเปิดโอกาสให้ กกต.ส่วนกลาง และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการสืบสวนหรือไต่สวน เพื่อความโปร่งใสและยุติธรรมของระบบเลือกตั้งไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งกว่าการโกงสอบท้องถิ่น จึงควรที่จะมีความรวดเร็วเช่นเดียวกัน
ทั้งยังจะเป็นการทำให้ประชาชนมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อ กกต. และแก้ข้อกล่าวหาที่ว่า กกต.ขาดความเป็นกลาง
หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก ect.go.th , thairath.co.th

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา