
“…ภาคประชาชนมีความสำคัญ เรามีการให้ทุนการศึกษาที่มีคุณภาพมานานแล้ว และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ของเรา คือ เราไม่ต้องใช้ล่ามใดๆทั้งสิ้น เรา 2 ประเทศ พูดคุยกันได้ โดยไม่ต้องใช้ล่าม อันนี้ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ภาคประชาชนของเราดี...”
.............................................
หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2569 นางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ แสดงวิสัยทัศน์ และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย และสปป.ลาว ในระหว่างการศึกษาดูงานส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 2 โครงการ “เพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชน เรื่อง : กระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อหลังโลกาภิวัตน์ รุ่นที่ 3”
นางครองขนิษฐ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ฯระหว่างไทยกับ สปป.ลาว ขณะนี้ ต้องบอกว่ามีความแน่นแฟ้นเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในปีนี้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเยือน สปป.ลาว และเป็น State Visit (การเยือนรัฐอย่างเป็นทางการ) หลังจากไม่มี State Visit ในลักษณะนี้มาเนิ่นนานแล้ว จึงถือว่าเป็นการเปิดความสัมพันธ์ฯ
“ถือว่าเป็นโชคดีของดิฉันด้วย เพราะเพิ่งมารับตำแหน่งหน้าที่ เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2569 ซึ่งทั้งสองพระองค์เสด็จมาเมื่อวันที่ 26 มี.ค.2569 ก็ยังตื่นเต้นอยู่ เพราะถือเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญ ที่น้อยคน จะได้มีโอกาสได้รับเสด็จพระองค์ท่าน
ในขณะที่การเสด็จเยือนฯครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม เพราะทางฝ่าย สปป.ลาวเอง โดยเฉพาะท่านประธานประเทศ สปป.ลาว และภรรยา ได้ติดตามไปทุกๆกำหนดการ ถือเป็นการปูพื้นความสัมพันธ์ฯ และยังมีเหตุการณ์ตามมาอีกมากมาย หลังจากการเสด็จฯเยือน” นางครองขนิษฐ กล่าว
สำหรับปีนี้ ในด้านการเมือง ไทยกับสปป.ลาว จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission: JC) ซึ่งการประขุมดังกล่าวจะมีขึ้นประมาณเดือน ต.ค.2569 รวมทั้งจะมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission-JBC) ในสัปดาห์หน้าด้วย นอกจากนี้ ยังมีการประชุมอื่นๆอีกมากมายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์อย่างยิ่งระหว่างไทยกับ สปป.ลาว
ในด้านเศรษฐกิจ ไทยยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของ สปป.ลาว ส่วนในด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวไทยเป็นนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของ สปป.ลาว โดยในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาท่องเที่ยวใน สปป.ลาว 1.2 ล้านคน จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของ สปป.ลาว ทั้งหมด 3 ล้านคน ขณะที่ในด้านการลงทุน นักลงทุนไทยลงทุนใน สปป.ลาว เป็นอันดับ 3 โดยมีจีนลงทุนใน สปป.ลาว เป็นอันดับ 1 และเวียดนาม ลงทุนเป็นอันดับ 2
“เรื่องการลงทุน เราเป็นอันดับ 3 จีนเป็นอันดับ 1 เวียดนามเป็นอันดับ 2 ไทยเป็นอันดับ 3 ซึ่งตัวเลขอันนี้ เราค่อนข้าง doubt (สงสัย) เนื่องจากเราลงทุนเยอะ โดยเฉพาะเรื่องโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ (hydro power plant) เราลงทุนประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาทต่อ 1 เขื่อน จึงคิดว่าเราน่าจะแซงเวียดนาม ซึ่งเรากำลังตรวจสอบตัวเลขนี้อยู่” นางครองขนิษฐ กล่าว
@มุ่งกระชับความสัมพันธ์‘ประชาชน’สองประเทศ
นางครองขนิษฐ กล่าวต่อว่า ไทยค่อนข้างมีบทบาทใน สปป.ลาว อย่างยิ่งและในทุกๆด้าน รวมถึงภาคประชาชนด้วย เพราะการที่ประเทศไทยมีจังหวัดประมาณ 10 จังหวัด อยู่ติดกับ 8 แขวง และ 1นครหลวง ของ สปป.ลาว ตลอดแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ 1,810 กิโลเมตร นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทย และสปป.ลาว จึงมีมาก ซึ่งนโยบายของทางสถานทูตฯตอนนี้ คือ การลงไปเยี่ยมคารวะผู้บริหารแขวงทั้งหมด รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดของไทยด้วย
“การกระชับความสัมพันธ์ภาคประชาชนถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ ซึ่งสำหรับดิฉันแล้ว ภาคประชาชนมีความสำคัญ เรามีการให้ทุนการศึกษาที่มีคุณภาพมานานแล้ว และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ของเรา คือ เราไม่ต้องใช้ล่ามใดๆทั้งสิ้น เรา 2 ประเทศ พูดคุยกันได้ โดยไม่ต้องใช้ล่าม อันนี้ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ภาคประชาชนของเราดี” นางครองขนิษฐ
นางครองขนิษฐ กล่าวถึงโจทย์สำหรับประเทศไทยเมื่อ สปป.ลาว กำลังจะออกจาก Least Developed Countries ว่า จริงๆแล้ว ไทยมีโอกาสเป็นอย่างมาก เพราะไทยและสปป.ลาว มีความใกล้ชิดด้านภาษา เราจึงมีโอกาสมากที่จะร่วมมือกับ สปป.ลาวในหลายๆด้าน
“จริงๆแล้ว การที่เขาออกจาก LDC คิดว่าเป็นความท้าทายของไทยด้วยซ้ำ เพราะเขาจะเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆมาลงทุนมากขึ้น ไทยก็จะมีคู่แข่งมากขึ้น สิ่งนี้เราเองต้องเร่งมือ เราอย่านิ่งนอนใจ ลาวเป็นประเทศที่ติดกับไทย อะไรที่เกิดขึ้นใน สปป.ลาว จะกระทบไทย ตอนนี้ประเทศที่มาลงทุนที่เห็นอยู่ คือ จีน และเวียดนาม ไทยเราเอง ก็มีบทบาทอยู่ในนี้ด้วย จึงอยากให้ทุกคน ทุกหน่วย เร่งมือเสริมความร่วมมือ
ต้องเร่งคณะเยือนไปๆมาๆ สร้างความใกล้ชิด มองหาโอกาส มองหาลู่ทางลงทุน ปฏิสัมพันธ์ทุกระดับ ซึ่งมีระดับและหลายพื้นที่ที่เราสามารถทำงานร่วมกันได้ เช่น ด้านสาธารณสุข Wellness การศึกษา พลังงาน การค้า การลงทุน การบริการ เรามาขายการจัดการได้ ทีมโรงแรมต่างๆ เราก็มี hospitality เป็นเยี่ยม ลาวยิ่งเปิดสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เรื่อง hospitality น่าจะมีโอกาส เรื่องโรงแรมอะไรต่างๆพวกนี้ น่าจะมีโอกาส รวมถึงเรื่อง fitness” นางครองขนิษฐกล่าว
@‘ไทย-สปป.ลาว’ร่วมมือปราบปราม‘สแกมเมอร์
นางครองขนิษฐ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สปป.ลาว มีการปราบปรามสแกมเมอร์ (Scammer) รวมถึงร่วมมือกับไทยในการปราบปรามเกี่ยวกับ Cyber Security และยาเสพติด แต่พอเป็นข่าวในเมืองไทยว่า คนร้ายหลบหนีมาจาก สปป.ลาว ยาเสพติดมาจาก สปป.ลาว ตรงนี้เป็นความอ่อนไหวบางอย่าง จึงอยากให้เราระมัดระวังในการใช้ชื่อ สปป.ลาวตั้งแต่แรก เพราะอาจเป็นความอ่อนไหวระหว่างประเทศได้ อยากขอเลี่ยงไปใช้คำว่าประเทศเพื่อนบ้านแทน
นางครองขนิษฐ ยังกล่าวถึงการทำงานร่วมกันระหว่างไทยและสปป.ลาว ในการปราบปรามสแกมเมอร์ ว่า ตอนนี้ทางการ สปป.ลาว มีการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มข้น เห็นได้จากการทลายแหล่งสแกมเมอร์ต่างๆ และนอกจากสแกมเมอร์แล้ว ในนั้นยังมีเรื่องพนันออนไลน์ ซึ่งใน สปป.ลาว การพนันเป็นเรื่องถูกกฎหมาย มีกาสิโน ฉะนั้น ธุรกิจพนันออนไลน์ จึงไปกระทบธุรกิจที่ถูกกฎหมายคือ ธุรกิจกาสิโน
“ไม่แปลกที่เขาจะจับอย่างเข้มข้น แล้วพอเป็นพนันออนไลน์ ก็จะรวมไปถึงสแกมเมอร์ต่างๆด้วย จะไปด้วยกัน ซึ่งเมื่อจับแล้ว ก็เป็นผลดี เพราะสแกมเมอร์พวกนี้ พบว่ามีการหลอกไปที่เมืองไทยด้วย การที่เขาจับ จึงเป็นสิ่งที่ดีต่อคนไทย และเมื่อจับแล้ว เขาจะบอกมาที่สถานทูตฯ เราก็จะประสานกับ ตม. ตม.ก็จะมารับที่ด่าน ก่อนจะผลักดันออก อย่างไรก็ตาม เราเองก็กลัวว่าเขาจะกลับเข้ามาอีก เพราะง่ายในการเดินทาง
การที่เรามีสะพานต่างๆ มันง่ายต่อการที่คนไทยจะไปมาหาสู่กัน ตอนนี้เรามีสะพานที่ 5 แล้ว ทั้งดีและไม่ดี เราร่วมมือกับ ตม.ไทย พอเขาจับปุ๊บ เราส่งออกแทบจะทันที โดยสถานทูตฯจะแจ้งรายชื่อทั้งหมดนี้ไปกระทรวงการต่างประเทศ และใส่บุคคลเหล่านี้เข้าไปใน watch list ถ้าเขาจะมาขอหนังสือเดินทางหรืออะไร เขาอยู่ใน watch list นี่เป็นสิ่งที่เราพอจะทำได้อยู่ แต่เนื่องจากสิทธิในการเดินทางของทุกคนมีอยู่ ฉะนั้น อันนี้เราเป็นสิ่งที่เราต้องระวัดระวังกฎหมายของไทยเองด้วยเช่นกัน” นางครองขนิษฐ กล่าว
สำหรับความร่วมมือระหว่างไทย กับสปป.ลาวในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 นั้น นางครองขนิษฐ กล่าวว่า เรื่องปัญหาฝุ่น PM 2.5 เราทั้งสองประเทศเห็นความสำคัญอย่างยิ่ง โดยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย ได้มาพูดคุยกับ รมว.กระทรวงกสิกรรม และจะมีความร่วมมือในเรื่อง capacity building เช่น การดับไฟป่า การให้เครื่องมืออุปกรณ์ที่จะติดตามฝุ่นต่างๆ และอุปกรณ์เกี่ยวกับโดรน
“PM 2.5 ในลาว คิดว่าคงจะเหมือนๆกับทางภาคเหนือของเรา เป็นวิถีชีวิตของคน ลาวมีชนเผ่าเยอะ ประมาณ 60% เป็นชนเผ่า ซึ่งมีวิถีชีวิตในการทำไร่เลื่อนลอย ฉะนั้น สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่ยากมากในการเข้าไปแก้ปัญหา แก้วิถีชีวิตของเขา สิ่งที่ทำได้ ณ ตอนนี้คือ เมื่อเขาเผา เราก็ต้องดับ หรือการไม่รับซื้ออ้อยที่เกิดจากการเผา ทุกคนก็รู้ว่า เรื่องวิถีชีวิต คงจะต้องแก้ แต่คงต้องใช้เวลาอย่างเดียว
แต่ไทยกับลาวมีความร่วมมือกันใกล้ชิดเรื่องนี้ เราเพิ่งมีการประชุมรัฐมนตรีประเทศในลุ่มน้ำโขงที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง PM 2.5 แต่ส่วนตัวเห็นว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับลาวในลักษณะทวิภาค อันนี้สำคัญ ซึ่งเป็นไปด้วยดี” นางครองขนิษฐ กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา