"...การตรวจสอบที่ดีต้องไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน และความคล่องตัวในการทำงานก็ต้องไม่กลายเป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ..."
จากกรณีการเผยแพร่ข่าวการตรวจสอบไทยพีบีเอสของ สตง. “ไทยพีบีเอส” งานเข้า! สตง.จี้ชดใช้ 85 ล้าน แจ้งข้อหา ผอ.-พนักงานลูกจ้างรวม 10 คน
เป็นเหตุการณ์น่าสนใจ และควรเพิ่มเติมข้อมูลเพื่อให้สังคม "ฉุกคิด" โดยอ้างอิงเนื้อหาจากผลการศึกษาของ น.ส. ณัฐชยา สุขศรี นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปีการศึกษา 2568 Refที่เผยแพร่ไว้ https://digital.library.tu.ac.th/.../Info/item/dc:341708
โดยสามารถสรุปความได้ดังนี้
ปัญหาประสิทธิภาพของไทยพีบีเอสไม่ได้เกิดจากการบริหารภายในเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับ ข้อจำกัดของระบบกฎหมายและกลไกการตรวจสอบจากภายนอกที่อาจไม่สอดคล้องกับธรรมชาติขององค์กรสื่อสาธารณะ
ประเด็นนี้ปรากฏชัดในวิทยานิพนธ์นี้ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า การตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีความเข้มงวดตามระบบราชการและขาดความยืดหยุ่น อาจไม่สอดคล้องกับลักษณะการบริหารงานของ ส.ส.ท. และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้องค์กรไม่สามารถดำเนินภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ปัญหานี้สะท้อนความย้อนแย้งสำคัญ กล่าวคือ กฎหมายจัดตั้งไทยพีบีเอสให้เป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระและไม่ใช่ส่วนราชการ แต่การตรวจสอบบางด้านกลับอาศัยกรอบคิดที่ใกล้เคียงกับการตรวจสอบหน่วยงานราชการ
ทั้งที่การทำงานของสื่อมีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากระบบราชการทั่วไป
ตัวอย่างเช่น การผลิตข่าวและรายการอาจต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ การจัดหาเทคโนโลยีต้องทันต่อการเปลี่ยนแปลง การว่าจ้างผู้ผลิตอิสระและผู้เชี่ยวชาญต้องคำนึงถึงคุณภาพและความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนการบริหารลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาที่ต้องอาศัยความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจเพื่อสนับสนุนภารกิจสาธารณะ
หากใช้เกณฑ์การตรวจสอบที่เน้นความถูกต้องของขั้นตอนตามแบบราชการเป็นสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงลักษณะเฉพาะของงาน ย่อมมีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เลือกวิธีทำงานที่ปลอดภัยจากข้อทักท้วงมากกว่าวิธีที่สร้างประโยชน์สูงสุดแก่องค์กรและประชาชน
ผลที่อาจตามมาคือ การตัดสินใจล่าช้า การหลีกเลี่ยงนวัตกรรม การเพิ่มขั้นตอนภายใน และการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาบริการสื่อสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ สตง. ไม่ควรตรวจสอบไทยพีบีเอส เพราะไทยพีบีเอสใช้เงินสาธารณะและจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบที่เข้มแข็ง
แต่คำถามคือ ระบบตรวจสอบควรมีหลักเกณฑ์อย่างไร จึงจะรักษาทั้งความโปร่งใส ความคุ้มค่า และความคล่องตัวในการทำหน้าที่สื่อสาธารณะไปพร้อมกัน
การปฏิรูปจึงควรพิจารณากำหนดแนวทางตรวจสอบที่สอดคล้องกับสถานะและภารกิจเฉพาะของ ส.ส.ท. ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญทั้งความชอบด้วยกฎหมาย ความสุจริต ความคุ้มค่า การบริหารความเสี่ยง และผลสัมฤทธิ์ของการใช้เงิน มากกว่าการพิจารณาความถูกต้องของขั้นตอนเพียงมิติเดียว
ขณะเดียวกัน ไทยพีบีเอสเองก็ต้องยกระดับระบบควบคุมภายใน การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารต้นทุน และการเปิดเผยข้อมูลให้มีมาตรฐานสูงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม
การตรวจสอบที่ดีต้องไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน และความคล่องตัวในการทำงานก็ต้องไม่กลายเป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
นี่จึงเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการพิจารณาหากรัฐสภาจะเปิดกระบวนการแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอสอย่างรอบด้าน เพราะการปฏิรูปที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนหรือเปลี่ยนแหล่งรายได้ แต่ต้องแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้องค์กรไม่สามารถใช้ทรัพยากรสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
ที่มา: น.ส.สุวรรณา สมบัติรักษาสุข ประธานกรรมการบริหารสถาบันอิศรา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Dan Suwanna

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา