
การกำกับดูแลที่ดี ไม่จำเป็นต้องวัดจากจำนวนกฎหมายที่เพิ่มขึ้น แต่อยู่ที่การเลือกใช้กฎหมายและมาตรการให้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ระบบสาธารณสุขสามารถคุ้มครองผู้ป่วยและประโยชน์สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อพูดถึงการป้องกันการทุจริตในระบบสาธารณสุข ประเด็นหนึ่งที่ได้รับความสนใจในหลายประเทศ คือความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทยากับบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะการรับประโยชน์หรือการสนับสนุนจากภาคธุรกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความเป็นอิสระในการตัดสินใจรักษาผู้ป่วย
หลายประเทศจึงพัฒนามาตรการเพื่อสร้างความโปร่งใส เช่น สหรัฐอเมริกามีกฎหมาย Physician Payments Sunshine Act (PPSA) ที่กำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลการจ่ายเงินหรือการให้ประโยชน์แก่บุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่ฝรั่งเศสใช้มาตรการตามกฎหมายสาธารณสุข ส่วนสหราชอาณาจักรและออสเตรเลียใช้ระบบกำกับดูแลตนเองของอุตสาหกรรมยา
สำหรับประเทศไทย คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “เรายังไม่มีกฎหมายแบบเดียวกับต่างประเทศหรือไม่” แต่ควรถามให้รอบด้านกว่านั้นว่า กฎหมายลักษณะดังกล่าวจำเป็นต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยหรือไม่
งานศึกษาของ สรวีย์ เทพหนู1 เรื่อง “ข้อพิจารณาการทุจริตเกี่ยวกับยา: กรณีศึกษากรอบการกำกับดูแลผู้สั่งใช้ยาในประเทศไทย” เสนอให้พิจารณาประเด็นนี้จากข้อมูลและสภาพปัญหาของประเทศไทยเอง แทนที่จะนำมาตรการของต่างประเทศมาเป็นคำตอบโดยตรง
การรับประโยชน์จากบริษัทยาของไทยไม่ได้ปรากฏในสัดส่วนสูง
ข้อมูลที่ศึกษาจากข่าวเกี่ยวกับการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ผ่าน YouTube และ Facebook ในช่วงย้อนหลัง 1 ปี พบว่า จากรายการที่รวบรวมทั้งหมด 262 รายการ มีเพียง 13 รายการที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยา หรือประมาณ 4.9% ขณะที่ส่วนใหญ่เป็นการสนับสนุนจากบริษัทอื่นที่ไม่ใช่บริษัทยา
ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับบริษัทยาไม่ควรได้รับการกำกับดูแล หากแต่สะท้อนว่า เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่นำมาศึกษา การรับประโยชน์จากบริษัทยาอาจไม่ได้เป็นปัญหาหลักของการทุจริตเกี่ยวกับยาในประเทศไทย
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีแนวทางกำกับดูแลบุคลากรภาครัฐที่เข้มงวด เช่น No Gift Policy ซึ่งมีเป้าหมายลดความเสี่ยงจากการรับประโยชน์ส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่
จึงเห็นได้ว่าบริบทของประเทศไทยแตกต่างจากบางประเทศที่ใช้วิธีอนุญาตให้รับประโยชน์ได้ภายใต้เงื่อนไข พร้อมกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้สังคมตรวจสอบ
แล้วปัญหาทุจริตเกี่ยวกับยาในไทยอยู่ตรงไหน?
คำตอบอาจอยู่ที่การมองปัญหาจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
จากการรวบรวมข่าวย้อนหลัง 10 ปี งานศึกษาดังกล่าวจำแนกการทุจริตเกี่ยวกับยาออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่ การขโมยและยักยอกยา การสวมสิทธิ การยิงยา และการช็อปปิ้งยา
ในจำนวนนี้ “การขโมยและยักยอกยา” เป็นปัญหาที่พบมากที่สุด มี 25 ข่าว จากทั้งหมด 33 ข่าว หรือประมาณ 75.7%
ตัวเลขนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า หากปัญหาส่วนใหญ่เป็นการขโมยและยักยอกยา มาตรการเปิดเผยข้อมูลการรับประโยชน์จากบริษัทยาจะสามารถแก้ปัญหาได้มากน้อยเพียงใด
เพราะการเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับบริษัทยาเป็นมาตรการที่มุ่งป้องกันและตรวจสอบ ผลประโยชน์ทับซ้อน ขณะที่การขโมยหรือยักยอกยาเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นและอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอยู่แล้ว
กล่าวได้ว่า เครื่องมือในการแก้ปัญหาควรสอดคล้องกับลักษณะของปัญหา
มีกฎหมายอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือทำให้กฎหมายทำงาน
ในกรณีการทุจริตเกี่ยวกับยา ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสถานะที่ไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายเสียทีเดียว
การศึกษาพบว่ามีทั้งกฎหมายอาญา กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมถึงมาตรการด้านวินัยและจริยธรรมของบุคลากรทางการแพทย์ที่สามารถนำมาใช้กับพฤติกรรมที่เป็นการทุจริตได้
ตัวอย่างเช่น การลักทรัพย์และยักยอกทรัพย์มีฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ขณะที่กรณีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงอาจมีฐานความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเพิ่มเติม
ในด้านจริยธรรม ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมยังอยู่ภายใต้กลไกของแพทยสภา ซึ่งมีมาตรการตั้งแต่การว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต ไปจนถึงเพิกถอนใบอนุญาตตามกรณี
ดังนั้น ประเด็นที่ควรพิจารณาจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “เราควรมีกฎหมายใหม่หรือไม่” แต่รวมถึงคำถามว่า “กฎหมายที่มีอยู่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแล้วหรือยัง”
ก่อนเพิ่มกฎหมาย ควรมองหาช่องว่างของการกำกับดูแล
หลักคิดสำคัญประการหนึ่งของการออกกฎหมายใหม่ คือ ต้องตอบให้ได้ว่ากฎหมายหรือมาตรการเดิมมี “ช่องว่าง” ตรงไหน และกฎหมายใหม่จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้นอย่างไร
หากปัญหาสามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและลงโทษตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว การออกกฎหมายเพิ่มเติมควรแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการป้องกัน การตรวจสอบ หรือการยับยั้งการกระทำผิด
เพราะการมีกฎหมายมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าระบบจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเสมอไป
ในบางกรณี สิ่งที่จำเป็นอาจไม่ใช่กฎหมายใหม่ แต่เป็นการทำให้กลไกที่มีอยู่สามารถทำงานได้รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิผลมากขึ้น
บทเรียนจากต่างประเทศควรนำมาปรับกับไทย ไม่ใช่นำมาใช้ทั้งชุด
มาตรการของต่างประเทศยังคงมีคุณค่าอย่างมากต่อการพัฒนาระบบกำกับดูแลของไทย โดยเฉพาะในเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อน
แต่การนำมาใช้ควรพิจารณาจากบริบทของประเทศไทยเป็นสำคัญ
คำถามจึงไม่ควรเป็นเพียงว่า “ประเทศอื่นมี แล้วไทยควรมีหรือไม่” หากควรเป็นว่า “มาตรการนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาอะไร และปัญหานั้นเหมือนกับปัญหาของประเทศไทยหรือไม่”
หากบริบทแตกต่างกัน เครื่องมือในการกำกับดูแลก็อาจต้องแตกต่างกันด้วย
สิ่งสำคัญที่สุดคือประโยชน์ของผู้ป่วย
ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการกำกับดูแลการใช้ยาไม่ได้อยู่ที่การทำให้ประเทศไทยมีกฎหมายเหมือนประเทศอื่น แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้การสั่งใช้ยา การจัดซื้อยา และการบริหารจัดการทรัพยากรด้านสาธารณสุขเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์ของผู้ป่วยและสาธารณะเป็นสำคัญ
จากข้อมูลและเหตุผลในงานศึกษาดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่า ประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็นต้องตรากฎหมายเฉพาะว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลการรับประโยชน์ของบุคลากรทางการแพทย์จากบริษัทยาในขณะนี้ แต่ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสิทธิภาพของมาตรการและกฎหมายที่มีอยู่ เพื่อให้สามารถป้องกัน ตรวจสอบ และจัดการกับการทุจริตเกี่ยวกับยาได้ตรงกับสภาพปัญหาของประเทศ
ท้ายที่สุด กฎหมายที่ดีอาจไม่ใช่กฎหมายที่มีจำนวนมากที่สุด แต่คือกฎหมายที่สามารถทำงานได้ตรงกับปัญหา และทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ระบบสาธารณสุขกำลังปกป้องสิทธิและประโยชน์ของผู้ป่วยอย่างแท้จริง
สุวรรณา สมบัติรักษาสุข
คัดย่อจากบทความของ สรวีร์ เทพหนู
----------------------------------------
1เอกัตศึกษา นิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2568.







Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา