"...ขยะในกระสอบส่วนมากเป็นขวดพลาสติก ฝาขวดแบบต่างๆ กระป๋องเปล่าๆของปลากระป๋อง และน้ำอัดลม ซองขนมซองลูกอม ถุงเท้าเน่ารองเท้าแยกร่าง ผ้าเย็นซึ่งไม่ใช่ใยผ้าจริง แต่มันคือสปันด์บอนด์ คือเส้นใยพลาสติกละเอียดซึ่งจะไม่ย่อยสลายไปอีกสักร้อยปี แต่ที่น่าตกใจคือหลอดดูด…ค่อยๆ คีบออกมาจากพื้นดินเหนียวตามมุมต่างๆ โดยเฉพาะที่ใกล้กับที่นั่งพัก ที่ขายอาหารริมทางที่เรียกว่า “ซำ” ต่างๆ …แทบทุกหลอดยังอยู่ในสภาพแข็งแรงสมบูรณ์…และมีปริมาณมากมายจนน่าตกใจ..."
..........................
ในฐานะที่ผมชอบกิจกรรมปีนเขาเข้าถ้ำ จึงพอจะมีประสบการณ์การได้เห็นการจัดการกับขยะในป่าเขาตามควรและเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก บวกกับความรู้อื่นที่สะสมในภายหลัง
จึงคิดว่าน่าเอามาเล่าถ่ายทอด ให้เข้าชุดซีรีย์ บทความเรื่อง ขยะ เพื่อให้ครบสาขามากขึ้น ตั้งแต่ขยะชุมชน การจำแนกขยะ ขยะรีไซเคิล โรงเผาขยะ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ กฏหมายไทยกับขยะ ขยะอันตราย และขยะในพื้นที่พิเศษ อย่างขยะบนภูเขา ตอนหน้าจะเล่าไปถึงขยะริมหาดและขยะทะเลต่อไป
โดยเฉพาะบัดนี้ ท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ซึ่งดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯประกาศนโยบายไว้ว่า ทุกอุทยานแห่งชาติต้องมีช่วงปิดพักให้ธรรมชาติของอุทยานนั้นๆมีเวลาพักฟื้น
ไม่ว่าจะทางบกหรือทางทะเล
อันนี้ถูกใจครับ
ประสบการณ์เรื่องขยะภูเขาในตอนที่แล้วเป็นขยะที่อยู่บนยอดดอย แต่ขยะภูเขาในบทความนี้จะเป็นขยะที่ไม่ได้อยู่บนยอดแต่อยู่ตามทางที่ขึ้นเขา ประสบการณ์นี้เกิดในคราวที่ผมไปนำกิจกรรมเก็บขยะที่ภูกระดึงเมื่อหลายปีก่อน...ราวปี2559 สมัยนั้นผมยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบอรด์ขององค์การมหาชนชื่อ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มีชื่อย่อว่า อพท. นั่นเป็นช่วงก่อนจะถูกตามตัวมาเป็นรัฐมนตรีท่องเที่ยวครั้งหลังสุด

ทุกปี อุทยานแห่งชาติภูกระดึงจะประกาศปิดการเยี่ยมชมอุทยานเพื่อพักฟื้นป่าในฤดูฝน สัตว์ป่าจะได้ออกมาหากินสะดวก และเพราะเส้นทางปีนขึ้นภูกระดึงจะลื่น อาจเป็นอันตรายต่อผู้มาเที่ยว..ปิดปีละ4เดือน
ในวันปิดป่า ผมและจิตอาสาอีกราวๆ 500 คน ก็จึงนัดกันขอปีนขึ้นเป็นกลุ่มสุดท้าย…ก่อนปิดพักป่า…ไม่ได้จะไปดูหมอก ดูใบเมเปิ้ล หรือสนสามใบหรอก ... แต่เป้าหมายของเราอยู่ “ข้างทางระหว่างปีน”…
“เรามาด้วยจุดประสงค์เดียวครับ…เก็บขยะบนภูเขา…” ไม่ใช่มาเอาวิว นั่นคือคำประกาศที่ดังชัดในเช้าต่อหน้ากลุ่มอาสาสมัครก่อนยกพลขึ้นภู
เพราะเราไม่อยากให้มีการแวะตั้งท่าถ่ายรูปสนุกๆกันไปเรื่อยเหมือนเวลามาเที่ยวตามปกติ

และที่นั่น…เราจึงได้รับรู้ว่า…ก่อนหน้านั้นยังไม่เคยมีกิจกรรมที่คนภายนอกมาช่วยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เก็บขยะลงเขาแบบนี้มาก่อนเลย…เราปล่อยให้เจ้าหน้าที่และแม่ค้าตามซำหรือจุดพักเติมแรงต่างๆเก็บขนหรือจัดการกับขยะกันไปตามกำลังที่มีน้อยนิดนั้นเอง ทั้งๆ ที่ภูกระดึงเป็นสุดฮิตของคนไทยมานาน...วัยรุ่นไทยไปได้แฟนกับไปแล้วเลิกกับแฟนจนเป็นตำนาน ปีนึงๆมีคนขึ้นภูกระดึงราว7เกือบ8หมื่นคน ทุกปี และดำเนินมาตั้งแต่ 2486 เพราะภูกระดึงถูกประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับต่อจากการประกาศยกเขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติ เรียกได้ว่าเป็นอุทยานอายุเก่าแก่เกือบที่สุดแล้ว
ในที่สุดการปีนสลับเดินขึ้น 8 กิโลเมตรก็ถูกพิชิต แต่ไม่ได้เป็นสถิติอะไร เพราะเราไปกันช้ามาก มัวเสาะหาเศษขยะตามมุม ตามซอกต่างๆ คีบใส่ถุงไว้แล้วกองรอข้างทาง...เพื่อหิ้วลงตอนขากลับ

ทำอย่างนี้ไปเรื่อยจนถึงยอดภูกระดึง…ลิ้นห้อยไปตามๆ กัน เพราะบางช่วงสูงชัน…บางช่วงแค่ราบเอียงเล็กน้อย…มีบันไดชันเกือบ90องศาเป็นจุดๆ ระหว่างทางฝนตกลงมาโครมใหญ่ และตกนานจนพวกเราทนหลบฝนใต้กำบังไม่ไหว ด้วยว่าควรไปให้ถึงหลังแป คือ ยอดภูกระดึง ก่อนฟ้ามืด จึงตัดสินใจเดินกึ่งวิ่งฝ่าดงทากที่มารอรับอย่างระริกระรี้ (ระริกระรี้นี่หมายถึงทากนะครับ) ซึ่งเราก็ไปถึงยอดภูทันเวลาก่อนฟ้ามืด
คณะจิตอาสามีทั้งเด็กแค่ 7 ขวบ ยันผู้สูงอายุใจสู้ 72 ขวบ…ทุกคนพอใจอากาศดีชะมัด…หาอะไรทานแล้วแยกย้ายเข้าที่นอน
ตื่นเช้ามา กำลังแปรงฟันอยู่ดีๆ มีทากโดดใส่ที่ข้อมือผมจากหลังขันน้ำ บนชั้นไม้ถึงได้เห็นกับตาว่าทากดีดตัวได้ไกลกว่าที่เราคิด พอเอามือหย่อนลงจะเขี่ยทิ้ง จึงเหลือบเห็นทากอีกสามสี่ตัวชูเรดาร์เตรียมพุ่งเข้ามาใหม่ เลยต้องถอยออกมาจัดการเด็ดตัวที่เกาะอยู่ออกไป

ทากเป็นดัชนีที่บอกความสมบูรณ์ของป่าได้อย่างหนึ่ง
จากนั้นผมใส่เสื้อฝนที่อุทยานจัดให้เพื่อไปร่วมปลูกต้นเมเปิ้ลเพิ่มเพราะมีฝนปรอยลงมา จากนั้นก็แห่กันลงเขา เก็บคว้าถุงที่เราคีบขยะใส่ไว้ตอนขาขึ้นติดมือลงมาเรื่อยๆ ขาลงนี่ช้ากว่าขาขึ้นเสียอีก เพราะลื่น สักพักฝนเทอีกแล้ว เสื้อฝนที่ใส่ไว้กลับยิ่งทำให้อบอ้าวก้าวยาก เพราะใช้พลังจนเหงื่อออกท่วมตัวเปียกเหงื่ออบอ้าวอยู่ดี
อย่ากระนั้นเลย ถอดเสื้อฝนม้วนเก็บแล้วเดินลงแบบเปียกๆจะง่ายกว่า
ขยะในกระสอบส่วนมากเป็นขวดพลาสติก ฝาขวดแบบต่างๆ กระป๋องเปล่าๆของปลากระป๋อง และน้ำอัดลม ซองขนมซองลูกอม ถุงเท้าเน่ารองเท้าแยกร่าง ผ้าเย็นซึ่งไม่ใช่ใยผ้าจริง แต่มันคือสปันด์บอนด์ คือเส้นใยพลาสติกละเอียดซึ่งจะไม่ย่อยสลายไปอีกสักร้อยปี
แต่ที่น่าตกใจคือหลอดดูด…ค่อยๆ คีบออกมาจากพื้นดินเหนียวตามมุมต่างๆ โดยเฉพาะที่ใกล้กับที่นั่งพัก ที่ขายอาหารริมทางที่เรียกว่า “ซำ” ต่างๆ …แทบทุกหลอดยังอยู่ในสภาพแข็งแรงสมบูรณ์…และมีปริมาณมากมายจนน่าตกใจ…

ผมมาได้ความรู้ในภายหลังว่า หลอดดูดนั้นทำด้วยพลาสติกเกรดเข้าปากได้ มันต้องแข็งแรงพอ สัตว์ป่ามักเข้าใจผิดกินเข้าไป
...ขยะอีกอย่างที่น่าตื่นเต้น คือ ขวดเครื่องดื่มเกลือแร่ คนปีนเขาเสียเหงื่อ รู้ว่าหากขาดน้ำ ขาดเกลือแร่จะเป็นตะคริวง่าย…ดังนั้นก็จะพกเครื่องดื่มเกลือแร่มาขึ้นภู...ดื่มเสร็จ…จะถือขึ้นหรือถือลงก็คงเห็นว่าหนัก เพราะเป็นขวดแก้ว…
อย่ากระนั้นเลย…ขว้างทิ้งหรือแอบๆ สอดเข้าใต้พุ่มไม้ หรือซอกหินแล้วกัน…เท่านั้นไม่พอ…เราพบขวดที่แตกบิดอยู่ในดินหลายๆ จุด กว่าจะแงะจะขุดกู้ซากออกมาได้ก็เล่นเอาเหนื่อย…บางทีเดินบนดินแล้วมีเสียงดังกร๊อบอยู่ใต้ดิน จึงลองขุดก็พบขวดที่แตกอยู่ใต้ดินอีกบางจุด…
ขวดเครื่องดื่มเกลือแร่นี้ นักเดินเขาชอบเอามาปักพื้น 3-4 ขวด แล้วใช้แทนขาเตาหุงต้มครับ…ต้มบะหมี่ ต้มกาแฟไปตามเรื่อง พอเดินทางเป็นกลุ่มก็ต้มนานเผื่อแผ่สมาชิก ครั้นจะออกเดินทางต่อ ดินจุดที่ปักขวดไว้ก็แข็งเป็นหม้อดินเผาแล้ว ตัวขวดก็ร้อนจี๋จากการรับบทเป็นขาเตาตั้งไฟ คนต้มเลยต้องยอมทิ้งสโตนเฮนจ์จำลองแล้วเดินจากไป
เมื่อดินได้รับน้ำค้าง น้ำฝน ก็อ่อนตัวลง ขวดที่เคยตั้งอยู่จึงล้มเอียง ถ้าไม่ถูกเหยียบหรือถูกเก็บไป มันจะค่อยๆ จมลง ขวดถูกเผานานๆ จะเปราะแตกง่าย กลายเป็นอันตราย..
แถมขยะก็เป็นมลพิษทางสายตา

เราเก็บขยะกระย่องกระแย่งลงมาจนถึงพื้นราบ…ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยและคณะมารอต้อนรับเหล่าจิตอาสาผู้อุ้มกระสอบขยะลงมาจากเขาที่จุดพักก่อนลงเขาจุดสุดท้าย ชื่อ “ซำแฮก” (สมชื่อมาก) และฝนก็เทลงมาแบบฟ้ารั่วอีกหนส่งท้าย เล่นเอาทั้งคณะผู้ว่าราชการและคณะจิตอาสานับร้อยมีสภาพเหมือนคนตกสระน้ำ…เปียกเละทั้งตัว…แต่หัวใจเบ่งบาน ยิ้มให้กัน
เมื่อถึงพื้นราบ ทุกคนเอาถุงขยะมาเทกองรวมกันเพื่อคัดแยก…พบว่ามีน้ำหนักถึงครึ่งตัน หัวใจที่พองอยู่แล้วก็พองใหญ่ขึ้นอีก…เพราะรู้ว่าสิ่งเล็กๆ ที่ตัวได้ทำนั้น เมื่อรวมกัน…มันยิ่งใหญ่พอ…ที่จะกลายเป็นประเพณีปีนภูกระดึงเก็บขยะที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ซึ่งมีการจัดต่อเนื่องทุกปี
นับแต่นั้น
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
สมาชิกวุฒิสภา กรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา