
ป.ป.ช.ตีตกข้อกล่าวหาอดีตผู้ว่าฯสตูล พร้อมพวก-เอกชน รวม 7 ราย คดีก่อสร้างโรงผลิตเนื้อ 17.15 ล. ไม่คุ้มงบประมาณ ไม่สามารถใช้งานได้ ยกเหตุความเสียหายไม่ได้มาจากการก่อสร้างไม่ตรงตามสัญญา แต่เกิดจากการปล่อยทิ้งร้าง
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่าเมื่อวันที่ 26 ก.พ. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดสตูลได้เผยแพร่เอกสารข่าวแจกกรณี ป.ป.ช.สตูลได้ตีตกข้อกล่าวหาผู้ต้องหาจำนวน 7 ราย ในคดีการก่อสร้างโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐาน วงเงิน 17,150,000 บาท ในพื้นที่หมู่ที่ 12 ตำบลละงู อำเภอละงู จังหวัดสตูล โดยดำเนินการไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ ซึ่งไม่สามารถใช้งานได้
โดยผู้ต้องหาทั้ง 7 รายประกอบไปด้วย1. นายสุเมธ ชัยเลิศวณิชกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล 2. นายเหนือชาย จิระอภิรักษ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ปฏิบัติราชการแทน ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล 3. นายช่วงชัย เปาอินทร์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล 4. นายวิบูลย์ เลิศวัฒนาสมบัติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ปศุสัตว์จังหวัดสตูล 5. นายมนตรี ศักดิ์เมือง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสตูล 6. บริษัท ส.และ 7. นาย ส. กรรมการผู้จัดการ บริษัท ส.
ป.ป.ช.ได้ให้เหตุผลของการตีตกข้อกล่าวหาระบุว่าทั้ง ในการประชุม ป.ป.ช. ครั้งที่ 90/2567 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2567 ที่ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นชอบตามความเห็นของคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้น ดังนี้ เห็นว่า โรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานได้รับความเสียหายจากการปล่อยทิ้งร้าง ไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้ ไม่ได้เกิดจากการก่อสร้างไม่เป็นไปตามสัญญาจ้างแต่อย่างใด ประกอบกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการจัดหางบประมาณระบบสาธารณูปโภค ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ให้กับโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานสามารถเปิดใช้งานได้ และเกี่ยวข้องกับการขอขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุของโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐาน ได้เสียชีวิตแล้ว คดีอาญาเป็นอันระงับ มาตรา 39 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ดังนั้นผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 - 7 ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานให้เป็นไปตามสัญญาจ้าง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกรณีการปล่อยทิ้งร้างของโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐาน จึงได้มีมติว่า จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่า นายสุเมธ ชัยเลิศวณิชกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กับพวก รวม 7 ราย ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
@ความเป็นมาของข้อกล่าวหา
สำนักข่าวอิศรารายงานเพิ่มเติมว่าสำหรับความเป็นมาของข้อกล่าวหานั้นเริ่มต้นจากการที่ กรมปศุสัตว์ ได้มอบนโยบายตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 ในการก่อสร้างโรงฆ่าสัตว์ ปรับปรุงการฆ่าสัตว์ การผลิตเนื้อสัตว์ให้ได้มาตรฐานด้านสุขอนามัยให้กับสำนักงานปศุสัตว์ทุกจังหวัด
โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลได้เสนอโครงการโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐาน เนื่องจากจังหวัดสตูลไม่มีโรงฆ่าที่ได้มาตรฐานถูกหลักอนามัย ซึ่งโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด ประเด็นยุทธศาสตร์ พัฒนาอาชีพ ที่ก่อให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืน กลยุทธ์ ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพและเพิ่มมูลค่าเกษตรและผลิตภัณฑ์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลจึงได้เสนอโครงการก่อสร้างโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานพร้อมทั้งระบบสาธารณูปโภคไปยังจังหวัดสตูลเพื่อบรรจุเข้าแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดสตูล เพื่อพิจารณาขอรับงบประมาณดำเนินโครงการดังกล่าว
จากนั้นจังหวัดสตูลได้จัดสรรงบประมาณ งบพัฒนาจังหวัด ปี 2552 จำนวนเงิน 17,150,000 บาท ให้กับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลเป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบดำเนินการก่อสร้างโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานดังกล่าว โดยได้รับจัดสรรเฉพาะงบประมาณก่อสร้างโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานเท่านั้น ส่วนงบประมาณทางด้านระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบไฟฟ้าระบบประปา จะต้องขอเพิ่มเติมภายหลัง ดังนั้นสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลจึงมีหน้าที่ในการจัดหาระบบสาธารณูปโภค เพื่อให้โรงผลิตเนื้อโคฯ สามารถเปิดใช้งานได้
ต่อมาปศุสัตว์จังหวัดสตูลได้เขียนโครงการดังกล่าว เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลอนุมัติโครงการ หลังจากอนุมัติโครงการแล้ว ปศุสัตว์จังหวัดสตูลได้เลือกสถานที่ ที่อำเภอละงู หมู่ที่ 12 ตำบลละงู อำเภอละงู จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ เนื่องจาก
1. ผู้ประกอบการโคมีจำนวนมากพอที่จะควบคุมการฆ่า ให้เป็นไปตามมาตรฐาน
2. เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ ที่เหมาะสมสำหรับก่อสร้างโรงฆ่าสัตว์ เนื่องจากห่างไกลแหล่งชุมชน วัด มัสยิด เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องกลิ่น เสียง และการแพร่กระจายของเชื้อโรค ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 พร้อมทั้งได้ทำประชาพิจารณ์เกี่ยวกับสถานที่ตั้งดังกล่าวกับร่วมกับชาวบ้านในท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. และสำนักงานปศุสัตว์ โดยได้เห็นชอบให้ก่อสร้างโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานดังกล่าว
หลังจากผ่านประชาพิจารณ์แล้ว ปศุสัตว์จังหวัดสตูลได้ดำเนินการขอใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์ไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดสตูล สาขาละงู หลังจากผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานที่ดินสาขาละงู แล้วสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลได้ดำเนินการจัดจ้างก่อสร้างโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานด้วยวิธีประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และบริษัท ส. ได้เสนอราคาต่ำสุด วงเงิน 15,350,000 บาท เป็นผู้ชนะประกวดราคาโครงกรฯดังกล่าว และได้ลงนามทำสัญญาจ้างระหว่างผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลในฐานะผู้ว่าจ้าง กับผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 บริษัท ส. และ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 กรรมการผู้จัดการ บริษัท ส. ในฐานะผู้รับจ้าง ตามสัญญาจ้าง เลขที่ 151/2552 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552
โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 240 วัน แล้วเสร็จ ในวันที่ 27 มกราคม 2553 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลได้มีบันทึกฯแต่งตั้ง
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 – 5 เป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างและควบคุมงาน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 หลังจากนั้นบริษัท ส. ได้ส่งมอบงานแต่ละงวดงานตามสัญญาจ้างให้กับคณะกรรมการตรวจการจ้างและผู้ควบคุมงาน เพื่อดำเนินการตรวจรับงานจ้างต่อไป แต่เนื่องด้วยการตรวจรับงานจ้างจะต้องมีการทดสอบระบบร่วมด้วย ผู้รับจ้างจึงได้นำเครื่องปั่นไฟ เพื่อทดสอบระบบไฟฟ้าของเครื่องจักรทั้งหมดของโครงการ และนำรถบรรทุกน้ำมาใช้แทนระบบน้ำประปา คณะกรรมการตรวจการจ้างเห็นว่าระบบเครื่องจักรต่าง ๆ ใช้งานได้ดี ตามสัญญาจ้าง คณะกรรมการตรวจการจ้างจึงได้ตรวจรับงานจ้างดังกล่าว และจังหวัดสตูลได้เบิกจ่ายเงินให้กับบริษัท ส. เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2553 แล้ว
ภายหลังจากการก่อสร้างโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าสำนักงาน ปศุสัตว์จังหวัดสตูลยังไม่ได้ติดตั้งระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า และประปา เนื่องจากไม่ได้ตั้งงบประมาณ ค่าสาธารณูปโภคไว้ ทำให้โรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานไม่สามารถเปิดใช้งานได้ แต่อย่างไรก็ตามสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลสามารถของบประมาณจากแหล่งอื่นเพื่อดำเนินการโครงการด้านสาธารณูปโภคเพื่อแก้ไขปัญหา ระบบไฟฟ้า ประปา ได้ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานต้นสังกัด แต่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลเพิกเฉยไม่ติดตามดำเนินการเรื่องดังกล่าว ทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ
เมื่อการก่อสร้างโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานแล้วเสร็จ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานและนำส่งขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุต่อกรมธนารักษ์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากได้ปลูกสร้างอาคารโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานพร้อมเครื่องจักรและอุปกรณ์ บนที่ดินสาธารณประโยชน์ ตำบลละงู อำเภอละงู จังหวัดสตูล ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินในการจัดซื้อจัดจ้างและการดำเนินโครงการเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ อาคารโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 เมื่ออาคารโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานเป็นที่ราชพัสดุการบริหารจัดการต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กล่าวคือ กรมปศุสัตว์ต้องดำเนินการสำรวจรายการสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวนำส่งขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ปลูกสร้างเสร็จ (กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 6 ) และหากกรมปศุสัตว์เลิกใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุก็ต้องดำเนินการส่งคืนที่ราชพัสดุภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ เลิกใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุ (กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 34) สำหรับการใช้ที่ราชพัสดุนั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 กำหนดให้องค์กการบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง
ได้แก่ การจัดให้มีและควบคุมการฆ่าสัตว์ไว้ใน มาตรา 16 (22) ดังนั้น หากมีการกระจายอำนาจในเรื่องการจัดให้มีและควบคุมการฆ่าสัตว์ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลละงู ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ความรับผิดชอบ และองค์การบริหารส่วนตำบลละงู มีความประสงค์จะใช้อาคารราชพัสดุโรงผลิตเนื้อโคฯ เพื่อประกอบกิจการโรงฆ่าสัตว์ โดยองค์การบริหารส่วนตำบลละงูเป็นหน่วยงานดำเนินการเองก็สามารถขอเช่าที่ราชพัสดุได้โดยไม่ต้องประมูล (กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 26 (5) หรือหากองค์การบริหารส่วนตำบลละงูประสงค์จะนำอาคารราชพัสดุโรงผลิตเนื้อโคฯ ไปให้เอกชนเข้าบริหารจัดการก็จะเป็นกรณีนำที่ราชพัสดุ ไปจัดหาประโยชน์ตามอำนาจหน้าที่ องค์การบริหารส่วนตำบลละงู ก็จะต้องขอเช่าที่ราชพัสดุก่อนนำไปจัดใช้เช่าช่วงต่อไป ตามหนังสือสั่งการของกรมธนารักษ์ ที่ กค 0304/9334 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2553
ต่อมาสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สตูลได้มีหนังสือ ที่ กค 0307.70/101 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2553 แจ้งให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลสำรวจรายการสิ่งปลูกสร้างอาคารโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ
แต่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลไม่ได้นำส่งขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุตามคำแนะนำของสำนักงานธนารักษ์พื้น ที่จังหวัดสตูล และไม่ได้มีการเปิดใช้งานโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐาน เนื่องจากไม่มีการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาบริหารจัดการโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานและจัดหาระบบสาธารณูปโภคสำหรับใช้กับโรงผลิตเนื้อโคฯ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลได้เพิกเฉยไม่ดำเนินการจนเวลาล่วงเลยมานานจนถึงปี พ.ศ. 2557 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลจึงได้เสนอโครงการอุตสาหกรรมการปศุสัตว์มาตรฐานครบวงจร สู่ความมั่นคงทางอาหารและส่งออก วงเงิน 1,760,000 บาท เพื่อดำเนินการก่อสร้างขยายเขตระบบจำหน่ายไฟฟ้า 3 เฟส ให้กับโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานให้สามารถเปิดใช้งานได้ โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลได้เสนอโครงการดังกล่าวไปยังจังหวัดสตูลเพื่อบรรจุในแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดสตูล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559
จากนั้นสำนักงานจังหวัดสตูลได้รวบรวมและจัดส่งแผนงานโครงการไปยังคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.), ทีมบูรณาการกลางและคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ หากโครงการผ่านการพิจารณาแล้วจะบรรจุใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 แต่เนื่องด้วยโครงการของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลไม่เข้าหลักเกณฑ์ จึงไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ในปีงบประมาณดังกล่าว และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลได้เพิกเฉยไม่ติดตามดำเนินการจัดหางบประมาณดำเนินการระบบสาธารณูโภค เพื่อให้โรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานสามารถเปิดใช้งานได้ทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ
จากนั้นเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลแจ้งขอขึ้นทะเบียนโรงฆ่าโคและคอกพักสัตว์ก่อนฆ่าของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูล ซึ่งสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สตูลได้นำส่งขึ้นทะเบียนสิ่งปลูกสร้างของรัฐที่ปลูกอยู่บนที่ดินที่มิใช่ที่ราชพัสดุ โดยกรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานนำส่ง และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลเป็นหน่วยงานย่อยนำส่ง
ต่อมาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2566 จังหวัดสตูลได้ขอแก้ไขข้อมูลหน่วยงานนำส่ง จากกรมปศุสัตว์ เป็นจังหวัดสตูล และหน่วยงานย่อยนำส่ง จากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลเป็นสำนักงานจังหวัดสตูล ซึ่งสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สตูลได้แก้ไขข้อมูลดังกล่าวแล้ว เนื่องจากกรมธนารักษ์ได้มีหนังสือแจ้งเวียน ที่ กค 0302/ว 101 วันที่ 19 กรกฎาคม 2564 และหนังสือกรมธนารักษ์ ที่ กค 0310/ว140 วันที่ 25 ธันวาคม 2566 แจ้งเวียนแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินจังหวัดและกลุ่มจังหวัดประกอบกับคำให้การของเจ้าหน้าที่สำนักงานธนารักษ์พื้นที่จังหวัดสตูล ได้ข้อเท็จจริงว่าเดิมทีให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการผู้รับผิดชอบ (สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูล) มีหน้าที่ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ แต่ได้มีหนังสือกรมธนารักษ์ ที่ กค 0302/ว 101 วันที่ 19 กรกฎาคม 2564 และหนังสือกรมธนารักษ์ ที่ กค 0310/ว140 วันที่ 25 ธันวาคม 2566 แจ้งเวียนแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินจังหวัดและกลุ่มจังหวัด
กล่าวคือ กรณีเป็นงบประมาณจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ก่อนพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 ให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดเป็นผู้นำทรัพย์สินส่งขึ้นทะเบียนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในการได้ทรัพย์สินนั้นมา โดยขอให้จังหวัดมีหนังสือแจ้งส่วนราชการที่จังหวัดประสงค์จะมอบทรัพย์สินนั้น ให้เป็นผู้ยื่นหนังสือแสดงความประสงค์ขอใช้ที่ราชพัสดุต่อกรมธนารักษ์ เมื่อกรมธนารักษ์อนุญาตให้ใช้ที่ราชพัสดุแล้ว จึงให้จังหวัดส่งมอบทรัพย์สินให้กับหน่วยงานนั้น ตามแบบส่งมอบทรัพย์สิน แต่หากไม่มีหน่วนงานใดประสงค์ขอใช้ที่ราชพัสดุ ให้จังหวัดดูแลรักษาที่ราชพัสดุไว้จนกว่าจะมีส่วนราขการยื่นความประสงค์ขอใช้
กรณีดังกล่าวนี้ โรงผลิตเนื้อโคมาตรฐานเป็นที่ราชพัสดุ ใช้งบบระมาณจังหวัดสตูล ซึ่งจังหวัดสตูลจะต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุต่อกรมธนารักษ์ โดยจังหวัดสตูลจะต้องมีหนังสือ แจ้งสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลเป็นผู้ขอใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการก่อน โดยให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลยื่นหนังสือแสดงความประสงค์ขอใช้ที่ราชพัสดุ (อาคารโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐาน) ต่อกรมธนารักษ์ ต่อไป
ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2566 ได้มีการประชุมหารือแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินโครงการจัดตั้งโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐาน ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดสตูล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 โดยนายชาตรี ณ ถลาง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลได้สั่งการให้เปลี่ยนแปลงผู้ขอใช้ที่ราชพัสดุจากโครงการโรงผลิตเนื้อโคมาตรฐาน จากสำนักงานจังหวัดสตูลเป็นสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูล เพื่อให้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโครงการก่อน จึงจะสามารถดำเนินการนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อไปได้ ตามที่สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สตูลได้ตั้งข้อสังเกตไว้ และได้มอบหมายให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลเป็นหน่วยงานรับผิดชอบแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงประเด็นดังกล่าว
ดังนั้นความเสียหายที่เกิดจากการปล่อยทิ้งร้าง ไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้ ไม่ได้เกิดจากการก่อสร้าง ไม่เป็นไปตามสัญญาจ้างแต่อย่างใด

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา