
‘ธปท.’ เปิดรับฟังความคิดเห็นฯ ร่างหลักเกณฑ์ ‘ตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า’ กรณีทำธุรกรรมผ่าน ‘แบงก์-นอนแบงก์’ มูลค่าตั้งแต่ 2 แสนดอลลาร์สหรัฐฯขึ้นไป ต้องเรียกตรวจสอบเอกสาร หวังดูแลเสถียรภาพ‘อัตราแลกเปลี่ยน’-สกัดเงินที่ไม่พึงประสงค์เข้าประเทศ
.....................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ร่างหลักเกณฑ์ตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า) เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการออกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน โดย ธปท.จะเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์ฯดังกล่าวไปจนถึงวันที่ 16 ม.ค.นี้
สำหรับร่างหลักเกณฑ์ตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้าฯ ดังกล่าว ยังคงให้การทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า สามารถทำได้ไม่จำกัดจำนวน แต่ปรับปรุงแนวทางการตรวจสอบเอกสารหลักฐานประกอบการทำ ธุรกรรมให้เข้มงวดขึ้น ดังนี้
1.หากเป็นธุรกรรมที่ดำเนินการผ่านธนาคารพาณิชย์ โดยมีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่า จะกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกตรวจสอบเอกสารตามแหล่งที่มาที่ลูกค้าแจ้งไว้เป็นรายธุรกรรมทุกครั้ง ยกเว้นกรณีที่เป็นการทำธุรกรรมปกติของลูกค้าธุรกิจที่ธนาคารพาณิชย์รู้จักดีและมีกระบวนการทำ Know Your Business (KYB) และ Customer Due Diligence (CDD) อย่างต่อเนื่อง ให้สามารถยกเว้นการเรียกเอกสารได้
อย่างไรก็ดี สำหรับการโอนเงินเข้าประเทศในบางกรณีที่อาจเป็นช่องทางในการทำธุรกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจตามปกติหรือมีแหล่งที่มาไม่ชัดเจน เช่น รายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ เงินรับจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล การนำเข้าเงินทุนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินลงทุนโดยตรงหรือเงินลงทุนในหลักทรัพย์ หรือเงินได้จากแหล่งอื่นๆ ที่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจน ให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเอกสารหลักฐานที่แสดงที่มาของเงิน เป็นรายธุรกรรมแม้จะเป็นกรณีที่ลูกค้าได้ผ่านกระบวนการรู้จักลูกค้าแล้ว
นอกจากนี้ หากเป็นเงินตราต่างประเทศที่ได้มาจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล ให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเอกสารหลักฐานที่แสดงแหล่งที่มาของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือแหล่งที่มาของเงินที่นำไปซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มเติมด้วย
2.หากเป็นธุรกรรมที่ดำเนินการผ่านผู้ประกอบธุรกิจ non-bank โดยมีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่า จะกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจ non-bank เรียกตรวจสอบเอกสารตามแหล่งที่มาที่ลูกค้า แจ้งไว้เป็นรายธุรกรรมทุกครั้ง โดยหากเป็นเงินตราต่างประเทศที่ได้มาจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล ให้เรียกเอกสารหลักฐานที่แสดงแหล่งที่มาของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือแหล่งที่มาของเงินที่นำไปซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มเติมด้วย
นอกจากนี้ กรณีเงินสดที่มีมูลค่าเกินกว่า 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่า ให้ผู้ประกอบธุรกิจ non-bank เรียกตรวจสอบเอกสารแจ้งการนำเงินเข้าประเทศที่แสดงต่อเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรด้วย
ธปท. ระบุว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ตามแนวทางดังกล่าว อาจส่งผลกระทบอย่างจำกัดต่อผู้ที่ทำธุรกรรมมูลค่าไม่สูง หรือภาคธุรกิจที่ผ่านกระบวนการรู้จักลูกค้าของธนาคารพาณิชย์และทำธุรกรรมตามปกติ เนื่องจากยังจะได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องแสดงเอกสารหลักฐาน สำหรับผู้ที่ทำธุรกรรมมูลค่าสูงหรือภาคธุรกิจที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการรู้จักลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ หรือเป็นธุรกรรมที่อยู่ในกลุ่มที่ต้องแสดงเอกสารหลักฐาน เนื่องจากอาจมีแหล่งที่มาไม่ชัดเจน
อาจมีภาระเพิ่มขึ้นในด้านการจัดเตรียมเอกสารหลักฐานประกอบการทำธุรกรรม ซึ่งหากเป็นธุรกรรมปกติจะมีเอกสารหลักฐานประกอบที่สามารถแสดงได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบธุรกิจ non-bank จะมีภาระในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานเพิ่มขึ้นในกรณีดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงหลักเกณฑ์ตามแนวทางข้างต้นจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสของการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่มีมูลค่าสูง ลดความเสี่ยงจากการนำเงินเข้าประเทศที่ผิดจากแหล่งที่มาที่แจ้งไว้หรือเป็นแหล่งที่ไม่พึงประสงค์ รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อการดูแลเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม
“ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลังและ ธปท. ได้ทยอยเปิดเสรีการทำธุรกรรมการนำเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเงินของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปและเพื่อให้เอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคธุรกิจและประชาชน
โดยหลักเกณฑ์ปัจจุบัน ธุรกรรมการซื้อหรือโอนออกเงินตราต่างประเทศที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป จะถูกกำหนดให้ต้องมีการตรวจเอกสาร (ยกเว้นธุรกรรมที่มีการทำ Know Your Business (KYB)) เนื่องจากจะต้องมีการตรวจสอบการโอนเงินออกบางวัตถุประสงค์ ที่จะต้องยื่นขออนุญาตต่อ ธปท. เพื่อการดูแลเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ดี การนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาเพื่อขายรับบาทหรือฝากเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ สามารถกระทำได้ โดยแจ้งแหล่งที่มาโดยไม่ต้องแสดงเอกสาร ดังนั้น จึงจำเป็นต้องยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้าให้เข้มงวดขึ้น ทั้งธุรกรรมที่ดำเนินการผ่านธนาคารพาณิชย์และผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (ผู้ประกอบธุรกิจ non-bank)
เช่น ผู้ให้บริการ แลกเปลี่ยนธนบัตรเงินตราต่างประเทศ (money changer) หรือผู้ให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศ (money transfer agent) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศของภาคธุรกิจและประชาชน และเอื้อต่อการดูแลเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนในภาพรวม” ธปท. ระบุถึงเหตุผลในจัดทำร่างหลักเกณฑ์ตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้าฉบับใหม่

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา