‘นักวิจัย TDRI’ ชี้ นโยบายอุดหนุนเกษตรกร ผ่านโครงการประกัน ‘ราคา-กำไร’ ทำ ‘เกษตรกร’ ขาดแรงจูงใจ ‘ลดต้นทุน’ ส่งผลให้พืชสำคัญ 5 ชนิดของไทย มี ‘ผลผลิต/ไร่’ ต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ใน ‘เอเชีย’ เตือนนโยบาย ‘แจกปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์’ สุ่มเสี่ยงเกิดทุจริต
......................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์นโยบายเกษตรของพรรคการเมือง โดยเฉพาะการนำนโยบายประกันราคาและประกันกำไรพืชผลทางการเกษตร มาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง 2569 ซึ่งวิเคราะห์ โดย ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ดังนี้
ดร.นิพนธ์ ระบุ กรณีที่มีหลายพรรคการเมืองเสนอนโยบายอุดหนุนเกษตรกรผ่านโครงการ ‘ประกันราคา-ประกันกำไร’ นั้น แม้นโยบายดังกล่าวจะเป็นการลดความเดือดร้อนของเกษตรกรจากการที่ราคาผลผลิตตกต่ำกว่าปกติ และเป็นมาตรการที่ประเทศต่างๆ นิยมใช้กันทั่วโลก แต่ปัจจุบันผลการศึกษาของสถาบันนโยบายอาหารนานาชาติ พบว่านโยบายในลักษณะนี้ก่อให้เกิดการบิดเบือนการใช้ทรัพยากร เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งก่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ
“หลังจากรัฐบาลมีนโยบายประกันรายได้หรือการจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรไทยที่มีที่ดินมากจะใช้วิธีการแบ่งแยกครัวเรือนออกเป็นหลายครัวเรือนเพื่อให้ได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้น เช่น หากรัฐกำหนดเพดานของการอุดหนุนไว้ที่ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน แต่เกษตรกรมีที่ดิน 60 ไร่ก็จะแยกครัวเรือนออกเป็น 2-3 ครัวเรือนเพื่อรับสิทธิในการขอเงินอุดหนุนเพิ่มเติม” ดร.นิพนธ์ กล่าว
ดร.นิพนธ์ ระบุด้วยว่า นโยบายดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหารด้วย เพราะเมื่อเกษตรกรสามารถขายสินค้าได้ในราคาประกัน หรือได้รับเงินอุดหนุนต่อไร่ เกษตรกรจะไม่มีแรงจูงใจที่จะลดต้นทุน หรือเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ยังผลให้ปัจจุบันผลผลิตต่อไร่ของพืชสำคัญของไทยต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น ข้าว อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง และยางพารา
ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องเดินไปสู่นโยบายอุดหนุนที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อการทำเกษตรแบบยั่งยืนและมั่นคง ลดก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพการผลิต รวมทั้งการสร้างความยืดหยุ่นในระบบอาหาร เหมือนกับที่รัฐบาลหลายประเทศได้เริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนนโยบายเกษตรไปสู่มาตรการอุดหนุนที่มีเงื่อนไขแล้ว โดยรัฐบาลควรให้เกษตรกรสามารถเลือกเงื่อนไขตามศักยภาพของตน
นอกจากนี้ รัฐควรเน้นลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่สำคัญรวมทั้งการสนับสนุนภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมในกระบวนการปรับโครงสร้างการผลิตของเกษตรกรอย่างจริงจัง
ดร.นิพนธ์ ยังวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเกี่ยวกับการช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตของพรรคการเมือง โดยระบุว่า นโยบายช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต ทั้งการแจกปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ กล้ายาง เครื่องจักรการเกษตร หรือขายปัจจัยการผลิตในราคาต่ำกว่าราคาตลาดดังกล่าว ล้วนเป็นนโยบายที่สุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดการทุจริตสูง
เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในกรณีการจัดซื้อกล้าต้นยาง 90 ล้านต้นในช่วงปี 2547 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดนักการเมือง ข้าราชการ และเอกชนจำนวนมาก ถึงแม้ว่าสุดท้ายศาลฎีกาจะยกฟ้อง แต่สุดท้ายภาครัฐต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับบริษัทเมล็ดพันธุ์กว่า 300 ล้านบาทจากการแพ้คดี ยิ่งไปกว่านั้นเกษตรกรจะได้ปัจจัยการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการที่แท้จริง
“ธนาคารโลกเคยศึกษาเปรียบเทียบราคาปัจจัยการผลิตต่าง ๆ จากประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงพบว่าเกษตรกรไทยซื้อปัจจัยการผลิตในราคาต่ำกว่าเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะตลาดปัจจัยการผลิตของไทยมีการแข่งขันกันสูง รัฐจึงไม่ควรแทรกแซงตลาด แต่ควรใช้การอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข โดยให้เกษตรกรเลือกวิธีลดต้นทุน หรือเพิ่มผลิตภาพการผลิตเอง
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างตลาดปุ๋ยของไทยยังมีการครอบงำโดยผู้ประกอบการรายใหญ่น้อยราย นโยบายสำคัญของรัฐบาลจึงควรมุ่งไปที่การป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดของบริษัทผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่” ดร.นิพนธ์ ระบุ
ดร.นิพนธ์ ยังกล่าวถึงนโยบายแจกโฉนดให้กับผู้ถือครองที่ดิน ส.ป.ก. ว่า ประเด็นสำคัญที่สุดพรรคการเมืองผู้เสนอนโยบายดังกล่าวต้องตอบคำถามของสังคมให้ชัดเจนว่า รัฐจะป้องกันไม่ให้ที่ดินของรัฐจำนวนมากที่ได้ตกไปอยู่ในมือของนักการเมือง และผู้มีที่อิทธิพลในท้องถิ่นได้อย่างไร นอกจากนั้น ในบรรดาประเทศที่มีนโยบายปฏิรูปที่ดิน ไทยเป็นประเทศที่มีการแจกที่ดินจำนวนมากที่สุดประเทศหนึ่ง หรือประมาณ 35-36 ล้านไร่ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร และความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินได้
“ข้อมูลเชิงประจักษ์จากการวิจัยต่าง ๆ พบว่าเกษตรกรที่ได้รับจัดที่ดินทำกินจากรัฐ มีรายได้จากการเกษตรต่ำมาก จนไม่พอต่อการยังชีพ เพราะอาชีพเกษตรไม่ใช่อาชีพที่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้น สิ่งที่พรรคการเมืองทุกพรรคควรให้ความสนใจเป็นพิเศษคือการสร้างทักษะ และอาชีพนอกภาคการเกษตรให้กับชาวชนบทอย่างจริงจัง” ดร.นิพนธ์ กล่าว
ดร.นิพนธ์ ระบุด้วยว่า สำหรับที่ดินที่ไม่เหมาะต่อการเกษตร นอกจากจะต้องศึกษาระบุพื้นที่ดังกล่าวแล้ว รัฐควรมีมาตรการให้เกษตรกรย้ายไปทำกินในพื้นที่ที่เหมาะสม หรือถ้าจะยินยอมให้เกษตรกรนำที่ดินไปใช้ประกอบอาชีพอื่นที่เหมาะสม ก็ควรทำเป็นสัญญาเช่าระยะยาวที่มีค่าเช่าต่ำ แต่ต้องมีกระบวนการตรวจสอบป้องกันการโอนสิทธิ์อย่างเข้มงวด
ส่วนนโยบายการบริหารจัดการน้ำ การสร้างความมั่นคงด้านน้ำ การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และปัญหาภัยน้ำท่วมนั้น ดร.นิพนธ์ กล่าวว่า การเกิดปัญหาน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในหลายพื้น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินอย่างไร้การควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายพื้นที่อยู่อาศัย และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ที่ขวางทางน้ำ
แต่พรรคการเมืองเกือบทั้งหมดที่มีนโยบายการลงทุนด้านการจัดการน้ำ ยังคงเน้นการลงทุนในโครงการสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ที่นอกจากจะไม่คุ้มค่าแล้ว ยังจะก่อปัญหาการเวนคืนที่ดินของราษฎรจำนวนมาก ซึ่งจะสร้างปัญหาข้อพิพาทให้เกิดขึ้น
ดร.นิพนธ์ เสนอตัวอย่างการจัดการน้ำชุมชนของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ที่อาศัยหลักการบริหารจัดการน้ำชุมชน คือ การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานรัฐส่วนกลาง ภาควิชาการ และชุมชนในการออกแบบโครงการ (co-design) ให้สอดคล้องกับปัญหาความต้องการของประชาชน และสภาพภูมิประเทศของชุมชน การลงทุนร่วมกันระหว่างชุมชน ภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐ และการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ชุมชน
นอกจากนี้ โครงการจัดการทรัพยากรน้ำของชุมชนยังต้องอาศัยความร่วมมือและการลงทุนร่วมกันของอบต.หลายแห่งที่บนลุ่มน้ำย่อยที่ติดกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
ดร.นิพนธ์ ย้ำว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมนั้น การลงทุนในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ คลองระบายน้ำ รวมทั้งการสร้างผนังกั้นน้ำริมแม่น้ำเพื่อป้องกันเขตเศรษฐกิจในเมืองอย่างเดียว ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิผล นอกจากการลงทุนทั้งในสิ่งก่อสร้างตามหลักวิศวกรรมแล้ว ยังต้องวางระบบวัฏจักรการบริหารจัดการภัยพิบัติ ตลอดจนการลงทุนแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติตามข้อเสนอของบางพรรคการเมืองด้วย
ดร.นิพนธ์ ได้มีข้อเสนอเกี่ยวกับนโยบายการจัดการน้ำว่า หลังจากมีรัฐบาลใหม่ ในช่วง 1-2 ปีแรกพรรคการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาลควรมีนโยบายให้มีการเร่งจัดทำแบบจำลองการพยากรณ์น้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยงสูงควบคู่กับการสร้างมาตรวัดน้ำในจุดสำคัญที่เสี่ยงจะเกิดน้ำท่วม โดยการมอบหมายให้สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ เป็นผู้ประสานกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ต่างๆ เพื่อทำแบบจำลองการพยากรณ์น้ำในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมแบบต่างๆ ตั้งแต่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน เช่น เชียงราย และหาดใหญ่ พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมแบบซ้ำซากในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง และบางจังหวัดในภาคอีสาน รวมทั้งพื้นที่เสี่ยงจากดินโคลนถล่มริมเชิงเขา เป็นต้น
ขณะเดียวกัน เพื่อให้การพยากรณ์แม่นยำขึ้น รัฐต้องลงทุนด้านแผนที่การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในพื้นที่เสี่ยงสูง รวมทั้งการลงทุนทำแผนที่จำลองระดับความสูงของพื้นดินด้วยระบบดิจิทัล ส่วนในช่วงปีที่ 2-3 ของรัฐบาลใหม่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ควรร่วมมือกับกรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมที่ดินออกกฎกระทรวงการกำกับการควบคุมการใช้ที่ดินในพื้นที่ที่ประกาศเป็นผังน้ำ ตามกฎกระทรวงที่เพิ่งประกาศ โดยอาศัยอำนาจของ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 รวมทั้งการพัฒนาเครื่องมือหรือมาตรการใหม่ที่ใช้ในการควบคุมการใช้ที่ดิน เช่น สิทธิในการพัฒนาที่ดิน (Development rights)
“ในระยะถัดไปช่วง 2-4 ปี รัฐบาลใหม่ ควรถอดบทเรียนจากน้ำท่วมที่หาดใหญ่ในปี 2568 ในการวางระบบและโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำท่วมใหม่ตั้งแต่ “การยกเครื่องระบบวัฏจักรการบริหารจัดการภัยพิบัติ” ที่มีองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ (ก) การป้องกัน ได้แก่การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ควบคู่กับการฝึกซ้อมพยากรณ์และการเตือนภัยล่วงหน้าที่ชัดเจน
(ข) การจัดการและเผชิญเหตุในภาวะฉุกเฉิน โดยสร้างการร่วมมือระหว่างฝ่ายต่างๆ (ค) การฟื้นฟู และการซ่อมสร้าง และ (ง) การลดความเสี่ยงและความเสียหายจากภัยพิบัติ รวมทั้งการสนับสนุนการประกันวินาศภัยเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเยียวยา
รวมทั้งออกแบบและพัฒนาโครงสร้างการบริหารจัดการที่แบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายการเมือง กับฝ่ายราชการมืออาชีพ พิจารณาเลือกรูปแบบการบริหารแบบ ‘คำสั่งเดียว-single command’ โดยผู้บริหารมืออาชีพ (ดังตัวอย่างผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกับปฏิบัติการกู้ภัยถ้ำหลวงเมื่อเดือน มิ.ย.2561 รวมทั้งการแบ่งอำนาจความรับผิดชอบระหว่างเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น กับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐส่วนกลาง” ดร.นิพนธ์ ระบุ
อ่านประกอบ :
ส่องนโยบายหาเสียง‘เกษตรกร’ ดันประกัน‘รายได้-กำไร’-รื้อระบบ‘ราคา’ ไทยติดกับดักประชานิยม?

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา