
ปปง.อายัดทรัพย์ 1.5 แสน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ‘อิทธิพงษ์ กับพวก’ อ้างทำผิดจราจร-เอี่ยวฟอกเงินที่พิษณุโลก บีบเหยื่อโอนตรวจสอบ พบพฤติการณ์แบ่งหน้าที่ทำ-สุ่มเบอร์หลอกลวงทั่วไป
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย. 38/2569 เรื่อง อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว รายกลุ่มบุคคลที่เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารเพื่อใช้ในการหลอกลวงประชาชนผ่านทางโทรศัพท์ ชื่อบัญชี นายอิทธิพงษ์ กับพวก ซึ่งเป็นกรณีมีพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนและความผิดฐานฟอกเงิน เป็นทรัพย์สินประเภทเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารจำนวน 7 รายการ พร้อมดอกผล มูลค่ารวมประมาณ 152,986.58 บาท (ดูเอกสารท้ายข่าว)
คำสั่งระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 นายคณิศร (ผู้เสียหาย) ถูกกลุ่มมิจฉาชีพโทรศัพท์มาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยใช้อุบายหลอกลวงว่าผู้เสียหายขับรถฝ่าฝืนกฎจราจรที่จังหวัดพิษณุโลก และมีชื่ออยู่ในขบวนการฟอกเงิน จึงขอตรวจสอบบัญชีเงินฝาก จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปยังบัญชีของกลุ่มผู้กระทำความผิด (บัญชีแถว 1) คือ บัญชีนายอิทธิพงษ์ และบัญชีนางสาววรรณภา รวม 4 ครั้ง เป็นเงิน 143,500.21 บาท
ต่อมาพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสงคราม ตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่ามีการโอนเงินต่อไปยังบัญชีแถว 2 อีก 3 บัญชี คือ บัญชีนางสาวพิรดา, นางสาวชัญญานุช และนางสาวเพชร์รพี พนักงานสอบสวนจึงได้กล่าวโทษดำเนินคดีในความผิดฐานฟอกเงินเพิ่มเติม
คำสั่งมีรายละเอียดดังนี้
คำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย. 38/2569 เรื่อง อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว ด้วยสำนักงาน ปปง. ได้รับรายงานจากสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสงคราม ตามหนังสือลงวันที่ 24 เมษายน 2567 รายงานความผิดมูลฐานรายนายอิทธิพงษ์ กับพวก ซึ่งพิจารณาแล้วพบว่ากลุ่มผู้ถือกรรมสิทธิ์บัญชีเงินฝากแถว 2 มีพฤติการณ์ร่วมกันรับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น
พฤติการณ์คือ เป็นเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีการวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำ มีเจตนาโทรศัพท์สุ่มหมายเลขของประชาชนทั่วไปเพื่อหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จ โดยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อบีบบังคับให้เหยื่อโอนเงินมาตรวจสอบ จากการตรวจสอบยังพบว่ามีผู้เสียหายรายอื่นที่หลงเชื่อและโอนเงินเข้าบัญชีกลุ่มนี้ในอีกหลายท้องที่ อันเข้าลักษณะความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (3) และ (18) แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
@สั่งอายัด 7 รายการ 1.5 แสนบาท พร้อมดอกผล
จากการตรวจสอบรายงานการทำธุรกรรมและรวบรวมพยานหลักฐาน ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 7 รายการ และเนื่องจากทรัพย์สินเป็นเงินในบัญชีเงินฝากซึ่งสามารถ ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นได้โดยง่าย จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากไม่สั่งอายัดไว้ชั่วคราว สำนักงาน ปปง. อาจไม่สามารถติดตามทรัพย์สินกลับคืนมาได้หากศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินในภายหลัง
คณะกรรมการธุรกรรมในการประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 จึงมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว จำนวน 7 รายการ พร้อมดอกผล มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน คือตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 รวมมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 152,986.58 บาท มีรายละเอียดดังนี้:
-
เงินในบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาเอสพละนาด รัชดาภิเษก ชื่อบัญชี นายอิทธิพงษ์ (2 รายการ) รวมเงิน 27,749.03 บาท
-
เงินในบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาเดอะมอลล์ นครราชสีมา และสาขาโรบินสัน ฉะเชิงเทรา ชื่อบัญชี นางสาวชัญญานุช (2 รายการ) รวมเงิน 61,372.98 บาท
-
เงินในบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาเอสพละนาด รัชดาภิเษก, สาขากาฬสินธุ์ และสาขาเซ็นทรัล ขอนแก่น ชื่อบัญชี นางสาวเพชร์รพี (3 รายการ) รวมเงิน 63,864.57 บาท
ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกอายัดทรัพย์สินหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อเลขาธิการ ปปง. พร้อมหลักฐานประกอบเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งอายัดได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง



Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา