
‘ศาลแพ่งฯ’ สั่ง ‘บ.อัคราฯ’ ชดใช้ ‘ค่าเสื่อมสุขภาพ-เสื่อมสภาพจิตใจ-ค่ารักษาพยาบาล-ค่าใช้จ่ายดำรงชีพ-ค่าขาดประโยชน์’ ให้ชาวบ้าน จ.พิจิตร-เพชรบูรณ์ 386 ราย ได้รับผลกระทบจาก 'โลหะหนัก' รั่วไหลการทำ ‘เหมืองทอง’
.............................
เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ศาลแพ่ง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม (ศาลชั้นต้น) อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ สว2/2559 คดีหมายเลขแดงที่ สว3/2569 ระหว่าง น.ส.สื่อกัญญาหรือธัญญารัศมิ์ ธีระชาติดำรง กับพวกรวม 4 คน ตัวแทนชาวบ้าน จ.พิจิตร และจ.เพชรบูรณ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแบบกลุ่ม ต่อ บมจ.อัครา รีซอร์สเซส ผู้ประกอบการเหมืองทองคำชาตรี กรณีการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ สร้างผลกระทบในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตให้กับชาวบ้านในพื้นที่มานานกว่า 20 ปี
โดยศาลฯพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า มีการรั่วไหลของโลหะหนักจากบ่อเก็บกักกากแร่ที่ 1 จากทางทิศใต้ออกไปสู่ที่ราบผ่านไปตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้พบโลหะหนักตามลำคลอง และทำให้ประชาชนมีสารโลหะหนักในร่างกาย และได้รับผลกระทบจากฝุ่นที่เกิดจากการระเบิดเหมืองแร่ และได้รับผลกระทบจากการเสี่ยงในการทำเหมืองแร่ของจำเลย ศาลฯจึงกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่ และสมาชิกกลุ่มจำนวน 382 ราย
พิพากษาสั่งจำเลย (บมจ.อัครา รีซอร์สเซส) ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ โจทก์ 4 คน และสมาชิกในกลุ่ม ดังนี้
-โจทก์ที่ 1 ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยทางร่างกาย 50,000 บาท ,ค่าเสื่อมสภาพจิตใจ (ความหวาดกลัวและวิตกกังวล) 10,000 บาท ,ค่ารักษาพยาบาล 5,000 บาท ,ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ 5,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ 5,000 บาท
-โจทก์ที่ 2 ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยทางร่างกาย 50,000 บาท ,ค่าเสื่อมสภาพจิตใจ (ความหวาดกลัวและวิตกกังวล) 10,000 บาท ,ค่ารักษาพยาบาล 5,000 บาท ,ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ 5,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ 5,000 บาท
-โจทก์ที่ 3 ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยทางร่างกาย 50,000 บาท ,ค่าเสื่อมสภาพจิตใจ (ความหวาดกลัวและวิตกกังวล) 10,000 บาท ,ค่ารักษาพยาบาล 5,000 บาท ,ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ 5,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ 5,000 บาท
-โจทก์ที่ 4 ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยทางร่างกาย 100,000 บาท ,ค่าเสื่อมสภาพจิตใจ (ความหวาดกลัวและวิตกกังวล) 20,000 บาท ,ค่ารักษาพยาบาล 5,000 บาท ,ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ 5,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ 5,000 บาท
ส่วนสมาชิกเบื้องต้น 382 คน ได้รับชำระค่าสินไหมทดแทนฯ ดังนี้
-ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยทางร่างกาย
กรณีมีค่าโลหะหนักในร่างกายเกินเกณฑ์: อายุ 15 ปีลงมา ชดใช้รายละ 200,000 บาท / อายุมากกว่า 15 ปี ชดใช้รายละ 100,000 บาท
กรณีมีค่าโลหะหนักในร่างกายไม่เกินเกณฑ์: อายุ 15 ปีลงมา ชดใช้รายละ 100,000 บาท / อายุมากกว่า 15 ปี ชดใช้รายละ 50,000 บาท
-ค่าเสื่อมสภาพจิตใจ (ความหวาดกลัวและวิตกกังวล): ผู้ที่มีสารโลหะหนักเกินเกณฑ์ ชดใช้รายละ 20,000 บาท / ผู้ที่ไม่เกินเกณฑ์ ชดใช้รายละ 10,000 บาท
-ค่ารักษาพยาบาล: ชดใช้รายละ 5,000 บาท
-ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ: (ค่าซื้อน้ำดื่มและอาหารทดแทนแหล่งน้ำธรรมชาติ) ชดใช้รายละ 5,000 บาท
-ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ: ชดใช้รายละ 5,000 บาท
นอกจากนี้ ศาลยังได้มีคำสั่งบังคับให้จำเลยดำเนินการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม โดยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ได้แก่ 1.บำบัดฟื้นฟูดินและน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม ตลอดจนคลองสาธารณะโดยรอบพื้นที่เหมือง คลองล่องหอย คลองสายรุ่ง อ่างเก็บน้ำเขาหม้อ 2.กลบหลุมบ่อเก็บกากแร่ที่ 1 TSF
และ 3.ปรับสภาพภูมิทัศร์ บริเวณบ่อเหมือง บ่อเก็บกากแร่ที่ 1 TSF ทุกแห่ง ให้มีความปลอดภัย และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ โดยต้องอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับการตรวจสอบ และรับรองโดยคณะกรรมการติดตามจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ส่วนคำขออื่นให้ยก
“โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และสมาชิกกลุ่มมีภูมิลำเนาอยู่รอบพื้นที่ประทานบัตรและพื้นที่ประกอบกิจการแต่งแร่ทองคำของจำเลย การทำเหมืองของของจำเลยก่อให้เกิดการรั่วไหลของสารพิษไซยาไนด์ที่ถูกกักเก็บไว้ในบ่อกักเก็บกากแร่ มีการระเบิดหิน เป็นเหตุให้เกิดเสียงและแรงสั่นสะเทือน เกิดการแพร่กระจายของฝุ่นละออง ทำให้โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้รับความเสียหายเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายสุขภาพอนามัยและทรัพย์สินเสียหาย
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การทำเหมืองแร่ของจำเลยก่อให้เกิดการแพร่กระจายของสารพิษและโลหะหนักสู่แหล่งน้ำ พื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม และทำให้เกิดเสียงดังสั่นสะเทือนต่อพื้นที่ชุมชน โจทก์นำสืบโดยมีพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชวชาญด้านสิ่งแวดล้อมหลายปากมาเบิกความ ซึ่งมีทั้งมีพยานบุคคลที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุด้วยวิธีสำรวจทางธรณีฟิสิกส์
มีพยานที่เป็นคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรั่วไหลของสารพิษตามคำสั่งของหน่วยงานของรัฐ มีแพทย์ผู้ตรวจร่างกายประชาชนในพื้นที่มาเป็นพยานประกอบพยานเอกสารและพยานวัตถุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานหลักฐานจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ที่ตรวจพบความผิดปกติในระดับดีเอ็นเอ (DNA) ของโจทก์สมาชิกกลุ่ม และการตรวจสอบฝุ่นละอองที่เก็บตัวอย่างมาจากบ้านพักอาศัยของชาวบ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ เป็นฝุ่นละอองที่เกิดจากการะเบิดหินจากการทำเหมืองแร่ของจำเลยจริง
ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดขดใช้ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูและรับผิดชดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม และต้องแก้ไขฟื้นฟูสภาพแวดล้อมรอบพื้นที่ประทานบัตรการทำเหมืองแร่ของจำเลย เป็นค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยที่ได้รับทุกขเวทนาด้านร่างกายและจิตใจ ค่าเสื่อมสภาพด้านจิตใจ ความหวาดกลัวและหวั่นวิตกจากการเกิดโรค
ค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะ ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องนับถัดจากวันฟ้องเป็นเวลา 10 ปี ค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพในครัวเรือนและค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแหล่งน้ำและวิถีชีวิตเกษตรกรรมถูกทำลาย
กับกำหนดให้จำเลยเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินมาตรการแก้ไขและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม เป็นเงิน 40,740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทั้งนี้ หากปรากฎว่าโจทก์ทั้งสี่และสมาชิกกลุ่มคนใดเกิดความเจ็บป่วยที่ต้องรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานานและต้องรักษาอาการหลังจากวันฟ้องจะต้องรักษาต่อเนื่องกันไปอีก จึงสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาอีกภายในระยะเวลา ไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 วรรคสอง” สรุปคำพิพากษาศาลแพ่ง คดีหมายเลขดำที่ สว2/2559 คดีหมายเลขแดงที่ สว3/2569 ระบุ
ทั้งนี้ บมจ.อัครา รีซอร์สเซส มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
ก่อนหน้านี้ น.ส.สื่อกัญญาฯ กับพวกรวม 4 คน ยื่นฟ้อง บมจ.อัครา รีซอร์สเซส โดยคำฟ้องในคดีนี้สรุปความได้ว่า โจทก์ฟ้องว่า จากการประกอบกิจการเหมืองแร่ของจำเลย (บมจ.อัครา รีซอร์สเซส) ก่อให้เกิดการแพร่กระจายของฝุ่นละอองโลหะหนักที่มีพิษออกสู่ภายนอกเหมือง โดยการพัดปลิวไปตามกระแสลมเกิดเสียงสั่นสะเทือนจากการระเบิดหิน เกิดการรั่วไหลของสารพิษไซยาไนด์ที่ถูกกักเก็บไว้ในบ่อกักเก็บกากแร่ เกิดการแพร่กระจายของสารโลหะหนักอื่นๆ เช่น สารหนู, แมงกานีส, เหล็ก เป็นต้น ได้แพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมของโจทก์และสมาชิกกลุ่มที่อาศัยบริเวณโดยรอบลำคลองและอ่างเก็บน้ำ
เมื่อโจทก์และสมาชิกกลุ่มนำน้ำจากลำคลองมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จะส่งผลให้เกิดการสะสมของสารพิษในผลผลิตทางการเกษตร เช่น เมล็ดข้าว ข้าวโพด เป็นต้น ตลอดจนการบริโภคข้าวและอาหารจากแหล่งน้ำดังกล่าวมีสารไซยาไนด์ สารหนู และแมงกานีสเจือปนเป็นเหตุให้โจทก์และสมาชิกกลุ่มเจ็บป่วย ได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย และจิตใจ
โจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม กล่าวคือ ค่ารักษาพยาบาลการเจ็บป่วยมีสารพิษในร่างกาย ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยด้านร่างกาย ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยด้านจิตใจ ค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพ และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
การฟ้องคดีดังกล่าว เป็นการฟ้องคดีแบบกลุ่มด้านสิ่งแวดล้อมเป็นคดีแรกของประเทศไทย และคำพิพากษาของศาลแพ่ง แผนกคดีสิ่งแวดล้อมในคดีดังกล่าว จะกำหนดบรรทัดฐานใหม่เกี่ยวกับคดีด้านสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ก่อนหน้านี้ บริษัท Kingsgate Consolidated Limited จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบมจ.อัครา รีซอร์สเซส ได้ถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศกับรัฐบาลไทย ยุติข้อพิพาทกรณีเหมืองทองอัคราฯที่ยืดเยื้อมากว่า 8 ปี

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา