
นายกฯอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย สะท้อนปัญหาราคาน้ำมันพุ่งพรวด ทำต้นทุนวัตถุดิบทั้งเหล็กเส้น ยางมะตอย ปูนซีเมนต์ และค่าขนส่งถีบตัวสูงขึ้น ผู้ประกอบการแบกหลังแอ่น จี้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ 3 ด้าน ‘ออกกม.ครอบคลุมงานสัญญาเอกชนทุกประเภทและให้เป็นเหตุสุดวิสัย เพื่อขยายสัญญาโครงการได้-งานภาครัฐขยายระยะเวลาสัญญาโดยไม่ต้องใช้ดุลยพินิจ-อุ้มราคาวัตถุดิบต้นทุนบางส่วน’ ชี้เพื่อให้งานก่อสร้างภาครัฐ-เอกชนไปต่อได้
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 3 เมษายน 2569 นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก ‘Liza Ngamtrakulpanit’ ว่า หยุดงาน ทิ้งงาน หรือ ไปต่อแล้วตายเอาดาบหน้า เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชนทุกคนตั้งคำถามในวันนี้ที่
1.น้ำมันดีเซลขึ้นไปแล้ว 14.30 บาทต่อลิตร (เทียบราคาวันที่ 1 มีนาคม กับวันที่ 2 เมษายน) ทำให้สินค้าทุกชนิดปรับราคาขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
2.ราคายางมะตอยและ asphalt concrete ปรับขึ้นกว่า 1.5 เท่า
3.ราคาเหล็กเส้น ปรับขึ้นอย่างน้อย 4.5 บาทต่อกิโลกรัม ไม่รวมค่าขนส่งและในราคานี้ไม่มีของ
4.ราคาปูนซิเมนต์ผสมเสร็จ ปรับขึ้นคิวละ 300-450 บาท และ CPAC ให้ข้อมูลว่าทุกๆ 1 บาทที่น้ำมันขึ้นราคา ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้น 40 บาทต่อคิว และยังไม่มีทีท่าจะหยุด หากน้ำมันปรับขึ้นต่อ
5.ราคาขนส่ง รถเทรเลอร์ 30 ตัน ที่ supplier บางรายแจ้งขอขึ้นราคาอีก 30,000 บาทต่อเที่ยวในกรุงเทพ และสูงสุด 78,000 บาทต่อเที่ยวเมื่อส่งไปภาคใต้ หากส่งไปจังหวัดสมุยจะเพิ่มขึ้นเป็น 90,000 บาทต่อเที่ยว
6.ยังไม่นับรวมวัสดุก่อสร้างอื่นๆที่ทะยอยปรับราคาขึ้นอย่างน้อย 15%
7.Suppliers มีปํญหาในการหารถขนส่งสินค้า และหาวัตถุดิบในการผลิตสินค้าทำให้ไม่สามารถส่งของได้ตามกำหนด และอื่นๆอีกมากมายที่กำลังจะตามมา
@พลิกปัญหางานก่อสร้าง ‘เอกชน-เอกชน’ กับ ‘เอกชน-รัฐ’
นางสาวลิซ่ากล่าวว่า เหตุผลหลักที่ต้องพิจารณาว่าจะหยุดงาน ชะลองาน ทิ้งงานหรือไปต่อ
สำหรับงานก่อสร้างระหว่างเอกชนกับเอกชน
1.ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มาตราการใดๆที่ภาครัฐออกมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการก่อสร้าง จะไม่สามารถบังคับใช้กับสัญญาก่อสร้างระหว่างเอกชนกับเอกชนได้ ตัวอย่างเช่น มาตราการการงด/ลดค่าปรับในช่วงโควิดที่ภาครัฐสั่ง lock down ไซด์ก่อสร้าง ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ งานล่าช้า แต่มีเจ้าของงานเอกชนหลายรายฉวยโอกาสที่จะไม่รับรู้, ไม่ขยายอายุสัญญาและปรับผู้ประกอบการทั้งที่เป็นเหตุสุดวิสัย
2.สัญญางานก่อสร้างระหว่างเอกชนกับเอกชนไม่มีค่าความผันผวนของวัสดุ (ค่าK) ในสัญญาจ้าง ดังนั้นความผันผวนด้านราคาใดๆที่เกิดขึ้นจึงมักโยนให้ผู้ประกอบการเป็นผู้รับผิดชอบและรับความเสี่ยงทั้งหมด
3.ในขณะนี้สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างฯได้รับเรื่องร้องว่า เจ้าของโครงการเอกชนหลายแห่งยังยืนยันที่จะบังคับใช้ราคาและระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญาเดิม พูดง่ายๆว่าถ้าช้าก็ขอปรับตามสัญญาและขอไม่รับรู้ถึงปัญหาน้ำมัน การขนส่งและการขึ้นราคาสินค้า
สำหรับงานก่อสร้างภาครัฐ ที่หลายคนคิดว่าไม่เดือดร้อนเพราะมีค่าผันผวนของวัสดุก่อสร้าง (ค่าK) ข้อเท็จจริง
1.สูตรค่าK ทั้งหมด เป็นสูตรที่ทำมาตั้งแต่ปี 2532 ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างในระดับนี้ ค่าK จึงไม่ตอบสนองต่อราคาน้ำมัน เหล็กเส้น คอนกรีต และวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น
2,ในสูตรค่าK หลายสูตร ไม่มีดัชนีราคาน้ำมันในสูตร แต่ใช้การอ้างอิงดัชนีผู้บริโภคแทน และหากดูองค์ประกอบที่มาของดัชนีผู้บริโภคจะพบว่าเป็นราคาวัดจากการรวบรวมข้อมูลราคาสินค้าและบริการ 400-500 รายการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เครื่องนุ่งห่ม ค่าเช่าบ้าน ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาล เป็นต้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับราคางานก่อสร้างด้วยซ้ำ ส่วนสูตรที่มีดัชนีน้ำมันก็คิดสัดส่วนน้อยกว่าปริมาณการใช้จริง
3.ราคาดัชนีของสินค้าบางอย่างเช่น คอนกรีต เป็นราคาตาม pricelist ที่ผู้ผลิตไม่ยอมแจ้งกระทรวงพาณิชย์ว่าราคาปรับขึ้นตามข้อเท็จจริง โดยอ้างว่าทุกครั้งที่จะปรับราคา มักถูกห้ามจากกระทรวงพาณิชย์เพราะเป็นสินค้าควบคุม แต่ผู้ผลิตกลับขึ้นราคากับผู้ประกอบการและขึ้นมาตลอด เมื่อราคาที่แจ้งกระทรวงพาณิชย์ไม่ขยับ ดัชนีราคาคอนกรีตที่อยู่ในสูตรค่าK ทุกสูตรจึงไม่ขยับ ผู้ประกอบการจึงไม่เคยได้รับการชดเชยใดๆจากค่าคอนกรีตที่ปรับตัวสูงขึ้นมาตลอด
4.สูตรค่าK ไม่สามารถใช้กับงานคุรุภัณฑ์ทได้ แม้ว่าจะเป็นงานคุรุภัณฑ์ที่ติดตั้งมากับอาคาร เช่น ลิฟต์ บันไดเลื่อน
5.ในสูตรค่าK ผู้ประกอบการจะต้องรับภาระความผันผวน 4% แรก
6.และสำคัญที่สุดคือ การจ่ายค่าK ภาครัฐจะจ่ายเมื่อมีเงินงบประมาณเหลือ และที่ผ่านมากว่าจะจ่ายใช้เวลาเป็นปี ผู้ประกอบการจึงต้องรับการขาดทุนจากวัสดุ น้ำมันและค่าขนส่งขึ้นราคาไปก่อน
@เร่งช่วย ‘ออกกม.เหตุสุดวิสัย-ขยายสัญญาหรือยกเลิกโดยไม่ขึ้น Blacklist-อุดหนุนต้นทุนก่อสร้างบางส่วน’
นางสาวลิซ่ากล่าวต่อไปว่า ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างฯ ที่เป็นตัวแทนผู้ประกอบการ ดิฉันจึงอยากขอความเห็นใจและให้ภาครัฐออกมาตราการเร่งด่วนที่สุด เช่น
1. ออกกฎหมาย หรือ พระราชกำหนด หรือระเบียบใดๆด่วนที่สุดที่ครอบคลุมสัญญางานเอกชนทุกประเภท (ไม่เฉพาะงานก่อสร้าง)ให้ถือสถานการณ์นี้เป็นเหตุสุดวิสัย (force majeure) เพื่อขยายอายุสัญญา งดค่าปรับ หยุดค่าเช่าหรือค่าใช้จ่ายใดๆ พร้อมให้สิทธิ์ในการชะลอ หรือหยุดงานเพื่อเจรจาราคาและ/หรือค่าก่อสร้างใหม่ หรือจนกว่าสถาณการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติ เพื่อลดความขัดแย้งและลดภาระทางการเงิน ซึ่งกฎหมายลักษณะนี้ประเทศสิงค์โปร์เคยออกมาใช้แล้วในช่วงโควิด
2. สำหรับงานภาครัฐ ขอให้มีการขยายอายุสัญญาโดยไม่ต้องใช้ดุลยพินิจ รวมทั้งขอให้มีการยกเลิกสัญญาที่ยังไม่ได้เริ่มทำงานได้โดยไม่ติด Black list เปลี่ยนหรือเพิ่มคู่สัญญาได้
3. ขอให้ภาครัฐพิจารณาช่วย subsidize ค่าขนส่งและค่าวัสดุก่อสร้างที่ปรับเพิ่ม เช่น subsidize ตรง ปรับสูตรค่าK ยกเลิก 4% แรกที่ผู้ประกอบการต้องรับ จ่ายค่าK ทันทีที่มีการเบิกจ่ายเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง สัญญาใดๆที่ทำกับหน่วยงานรัฐที่ยังไม่มีค่าK ให้เพิ่มค่าK เข้าไปในสัญญา ปรับค่าK0 ให้เป็นวันที่คิดราคากลางไม่ใช่วันที่เคาะราคา ราคาน้ำมันที่เอามาคิดดัชนีควรเป็นราคาหน้าโรงกลั่นจนกว่าสถาณการจะกลับสู่ภาวะปกติ ให้นำคุรุภัณฑ์ประกอบอาคารมาใช้คิดค่าK ได้ เป็นต้น
ทั้งนี้ ในการขยายอายุสัญญาจะช่วยลดแรงกดดันของราคาและลด financial pressure ได้บางส่วน คือรอให้สถาณการณ์นิ่ง ความผันผวนต่างๆลดลงก่อน
“ในข้อเท็จจริง ดิฉันไม่อยากชวนให้หยุดงานหรือทิ้งงาน เพราะคิดว่าจะมีผลเสียต่อเจ้าของโครงการและในงานราชการหลายโครงการจะส่งผลกระทบต่อสังคมและประชาชนมากกว่า แต่หากไม่ได้รับการตอบสนองหรือช่วยเหลือใดๆจากภาครัฐอย่างเร่งด่วนที่สุด ผู้ประกอบการก็อาจไม่สามารถทนอยู่ต่อไปได้ เข้าข่ายต้องรักษาชีวิตตัวเองก่อนที่จะช่วยคนอื่น การหยุดงานหรือทิ้งงานจึงเป็นสิ่งที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้” นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยทิ้งท้าย
ที่มาภาพปก: สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา