
กรณ์ อภิปรายอัดรัฐบาล ไม่จริงจังแก้ปัญหาน้ำมันแพง ชี้ชัดลดได้ 12 บาท/ลิตรแต่ไม่ทำ ซัด ‘เอกนิติ’ ไร้มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน ท่องแต่คาถากลไกตลาดอย่างเดียว เตือนล่วงหน้าไฟฟ้าแพงตามแน่นอน ก่อนตั้งคำถามรัฐบาลตั้ง ‘ประเสริฐ-สุริยะ’ เป็นรัฐมนตรีทั้งที่พัวพัน ‘เบนสมิธ’
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 10 เมษายน 2569 ในการการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เป็นวันที่สอง โดยมี นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม นายกรณ์ จาติกวนิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า จากการติดตามอย่างใกล้ชิด แนวทางการแก้ปัญหาโดยรัฐบาลในช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา ต้องสรุปว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร มีเพียงยุทธศาสตร์ และยุทธศาสตร์เท่าที่ปรากฏก็คือยุทธศาสตร์ซื้อเวลารอให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงมา แต่ถ้าท่านดูพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันหน้าปั๊มในเมื่อวานนี้ ก็จะเห็นว่า แม้ว่าราคาตลาดโลกปรับลดลงมา พี่น้องประชาชนก็ยังต้องจ่ายราคาน้ำมันที่สูงเกินไปเหมือนเดิม เมื่อวานนี้ (9 เม.ย. 69) ราคาหน้าโรงกลั่นลดลงถึง 9 บาทต่อลิตร แต่ราคาหน้าปั๊มที่พี่น้องประชาชนต้องจ่ายลดลง 2.14 บาท แล้วมันคือเกิดอะไรขึ้น
@รัฐบาลเกรงใจนายทุน ค่าน้ำมันควรลด 12 บ./ลิตร
และแม้ว่าเราไปดูข้อเท็จจริงนะครับว่าการชดเชยด้วยกองทุนน้ำมันลดลงแต่ราคาน้ำมันถ้าเทียบกับราคาน้ำมันหน้าลงกลั่นที่สะท้อนการปรับลดลงในตลาดโลกที่ประชาชนควรจะต้องจ่ายนั้นควรจะลดลงกว่า 7 บาท สาเหตุเพราะเมื่อรัฐบาลได้อ้างผลงานว่า ไปเจรจาลดค่าการกั่นลงมา 2 บาทต่อลิตร ปรากฏเมื่อวานนี้ว่า ค่าการตลาดที่พี่น้องประชาชนต้องจ่ายหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นจาก5บาทต่อลิตรเป็น 10 บาทต่อลิตรเป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนและทำให้สุดท้ายแล้ว แม้ราคาน้ำมันตลาดลดลดลง แม้ราคาหน้าโรงกลั่นลดลง แต่ราคาหน้าปั๊มของพี่น้องประชาชนก็ลดลงเพียงแค่ 2 บาทกว่า มันสะท้อนถึงประเด็นปัญหาการแก้ปัญหาของรัฐบาลในเรื่องนี้เวลาผ่านไป เราก็จะพบว่า ภาระทั้งหมดถูกผลักให้กับพี่น้องประชาชนต้องแบกรับแม้แต่เรื่องของการอ้างผลงานเจรจาค่าการกลั่นลดลงมา 2 บาท สูตรการคำนวณของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้คำนวณการเจรจาปรับลด 2 บาทโดยอิงกับราคาค่าการกลั่นเฉลี่ยของเดือนมีนาคมที่ 7 บาทท่านบอกว่า ค่าการกลั่นที่ควรที่จะเก็บอยู่ที่เพียงแค่ 2 บาทบวกสิ่งที่เรียกว่า premium เข้าไป 3 บาท เพราะฉะนั้นขอคืนจากโรงกลั่นได้ 2 บาทต่อลิตร แต่วันนี้ค่าการกลั่นมันไม่ใช่ 7 บาท ค่าการกลั่นโดยเฉลี่ยวันนี้มันคือ 17 บาท เพราะฉะนั้นค่าการกลั่นตามสูตรของท่านรัฐมนตรีเองที่คำนวณออกมา ไม่ใช่เพียงแค่ 2 บาท ที่ควรจะลดให้กับพี่น้องประชาชน แต่ควรจะลดถึง 12 บาทด้วยซ้ำไป
“ผมถึงได้บอกว่านโยบายไม่ได้ชัด ทุกๆการตัดสินใจ ประชาชนอดคิดไม่ได้ครับว่า เป็นการตัดสินใจที่เกรงใจนายทุนมากเกินไป ในขณะที่ความเกรงใจและความกังวลในความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนั้นแทบไม่มีจนถึงทุกวันนี้ที่ผมกล้าพูดอย่างนี้ครับ เพราะในส่วนของรัฐบาลเองภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากพี่น้องประชาชนในยามที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อนสูงสุด ก็ยังไม่ได้ปรับลดลงมาแม้แต่สตางค์เดียว” นายกรณ์กล่าว
@ซัด เอกนิติ เอาแต่ปล่อยตามกลไกตลาด ไม่มีนโยบายช่วยประชาชน
นายกรณ์อภิปรายต่อว่า เมื่อวานนี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า ภาระเรื่องของการดูแลราคาน้ำมัน ขอให้เป็นภาระของกองทุนน้ำมัน พูดง่ายๆแปลให้ชัดนั่นก็คือ ให้ประชาชนดูแลเอง เพราะผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการชดใช้หนี้ของกองทุนน้ำมันก็คือประชาชนนั่นเอง ส่วนรัฐบาลยืนยันจะเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราเท่าเดิม นายเอกนิติอธิบายว่า หากไม่ทำเช่นนั้น ก็อาจจะไม่มีสตางค์ไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล ขอชี้แจงกลับคืนไปสู่ท่านรัฐมนตรีว่า ภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากน้ำมันนี้ มันไม่ได้เป็นภาษี คือไม่ได้ส่งตรงไปที่การรักษาพยาบาลหรือการสาธารณสุข มันเข้ากองกลาง สิ่งที่เราเรียกร้องมาโดยตลอดก็คือลดภาระภาษีสรรพสามิตและไปลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ไม่ต้องอ้างเรื่องของค่ารักษาพยาบาล ไม่เคยมีใครไปขอให้ท่านลดการใช้จ่ายในส่วนนั้น แต่ค่าภาระการใช้จ่ายอื่นๆที่ไม่จำเป็นในรัฐบาลนั้นมีแน่นอน และเมื่อเปรียบเทียบกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ก็เชื่อว่าให้ประชาชนเลือก ประชาชนก็ขอที่จะเลือกให้ราคาน้ำมันถูกลง ค่าครองชีพลดลงเทียบกับภาระค่าใช้จ่ายบางเรื่องที่รัฐบาลสามารถ และควรที่จะปรับลดลงได้โดยรวม
อยากจะบอกว่า ณ วันนี้ ทางรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดนึง เพื่อสืบข้อเท็จจริงว่า โครงสร้างที่ควรในการกำหนดราคาน้ำมันควรจะเป็นอย่างไร คณะกรรมการนั้นเรียกสั้นๆย่อๆว่า คตร. คิดว่ารัฐบาลควรที่จะกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเป็นโดยเร็วว่า การคำนวณราคาน้ำมันที่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนนั้น ควรจะคำนวณด้วยสูตรอะไร อย่าเพียงแค่ใช้ยุทธศาสตร์ซื้อเวลาหวังว่าราคาน้ำมันตลาดโลกจะลดลงหวังว่าสงครามในตะวันออกกลางจะยุติและประชาชนจะลืมปัญหาความเดือดร้อนที่ประสบมาตลอดช่วง 5 อาทิตย์ที่ผ่านมา
@ส่งสัญญาณค่าไฟ่ จ่อแพงตามค่าน้ำมัน
นายกรณ์กล่าวว่า อีกเรื่องที่เกี่ยวกับพลังงานและค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนและไม่ปรากฏในนโยบายชัดเจนของรัฐบาลก็คือเรื่องไฟฟ้าสั้นๆเลย ไฟฟ้าของประเทศไทยเรานั้นพึ่งพาแก๊สเป็นเชื้อเพลิงในระดับที่สูงมาก สงครามทำให้ราคาแก๊สเพิ่มขึ้น แต่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตกับเอกชนนั้นเป็นสัญญาที่ทำให้เอกชนกำไรมากขึ้นทุกครั้งที่ราคาแก๊สในตลาดโลกสูงขึ้น มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น แต่มันเป็นเรื่องจริง ค่าแก๊สที่สูงขึ้นส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟที่แพงขึ้น แต่ค่าแก๊สที่สูงขึ้นหมายถึงกำไรของเอกชนที่สูงขึ้น เพราะสูตรการซื้อไฟระหว่างการไฟฟ้ากับเอกชนนั้นมีการคำนวณปริมาณแก๊สที่เอกชนต้องใช้เกินกว่าที่เอกชนใช้จริง ความหมายก็คือมีส่วนต่างซึ่งถือเป็นกำไรของเอกชนและนั่นหมายความว่ายิ่งราคาแก๊สสูงขึ้น ส่วนต่างนั้นก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เป็นกำไรของเอกชนผู้ผลิตไฟฟ้า นอกเหนือจากนั้นสูตรการซื้อแก๊ส LNG ซึ่งต้องนำเข้าและวันนี้ราคาสูงขึ้นมาก ก็เป็นสูตรที่เปิดช่องโหว่ให้เอกชนผู้นำเข้าสามารถที่จะขายแก๊สที่สั่งซื้อมาให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในราคาที่แพงกว่าต้นทุนของเอกชน ผู้นำเข้าเรื่องเหล่านี้ ช่องโหวแบบนี้ ไม่ควรมี พี่น้องประชาชนเดือดร้อนอย่างหนัก รัฐบาลควรที่จะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนว่า จะเข้ามาปรับโครงสร้างการกำหนดไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นราคาการคำนวณค่าไฟอย่างไร เพื่อลดประเด็นปัญหาทุกร้อนของพี่น้องประชาชน
@กังขาตั้ง ‘ประเสริฐ-สุริยะ’ เป็นรัฐมนตรีทั้งที่พัวพัน ‘เบนสมิธ’
นอกเหนือจากเรื่องของต้นทุนพลังงานที่มีผลต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนแล้ว นายกรณ์อภิปรายว่า ส่วนปัญหาทุนเทา การทุจริต และเครือข่ายสแกมเมอร์ แม้จะเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกพรรคการเมืองควรมีจุดยืนร่วมกัน แต่หลังการเลือกตั้งกลับไม่เห็นความจริงจังจากรัฐบาลมากพอ โดยเฉพาะการที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภาในลักษณะเหมือนการปราบสแกมเมอร์เป็นผลงานสำเร็จของรัฐบาลชุดก่อน ราวกับภารกิจดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว ทั้งที่ปัญหายังขยายวงกว้างและเกี่ยวพันกับบุคคลในประเทศ ไม่ใช่เฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้น
“แม้รัฐบาลจะประกาศแนวทาง “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ในการเอาผิดเครือข่ายฟอกเงินและสแกมเมอร์ แต่สิ่งสำคัญคือจะดำเนินการไปถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ เพราะกลุ่มดังกล่าวไม่อาจดำเนินธุรกิจหรือถือครองผลประโยชน์ในไทยได้ หากไม่มีคนไทยเข้ามาช่วยเหลือหรือเป็นนอมินี พร้อมเตือนว่า หากรัฐบาลไม่ชี้แจงให้ชัดเจน ก็จะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ” นายกรณ์กล่าว
สำหรับนโยบายทบทวนฟรีวีซ่าเพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ ตนมองว่า เป็นการมองปัญหาไม่ตรงจุด เพราะคนที่ไม่ต้องใช้วีซ่าในการพำนักอยู่ในไทยก็คือคนไทย ซึ่งอาจเป็นตัวเชื่อมสำคัญของเครือข่ายเหล่านี้
สำหรับกรณี MOU ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายกรณ์ ระบุว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดขึ้นในรัฐสภา จากการที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส เคยเปิดเผยว่ามีผู้พยายามติดสินบนเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อให้ละเว้นการติดตามคดีสแกมเมอร์และฟอกเงิน ก่อนจะมีการเปิดประเด็นเรื่อง “MOU อัปยศ” ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาตามมาตรา 157 ของ ป.ป.ช.
“หากรัฐบาลจริงจังกับการปราบทุนเทาและพร้อมยึดพฤติกรรมเหนือชื่อบุคคลจริง เหตุใดจึงยังแต่งตั้ง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เข้ามาเป็นรัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน 2 ทั้งที่มีชื่อถูกพาดพิงในประเด็นดังกล่าว แม้ท้ายที่สุดอาจพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์ แต่ในทางการเมืองก็ย่อมหลีกเลี่ยงคำถามเรื่องความเหมาะสมไม่ได้” นายกรณ์กล่าวอีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการแต่งตั้งบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ MOU ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว และถูกมองว่าเอื้อต่อการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างประธานกรรมการ ก.ล.ต. อีกด้วย
นายกรณ์ ยังกล่าวถึงกรณีตั้ง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กลับมาดำรงตำแหน่งใน ครม.ชุดนี้ ทั้งที่มีข่าวเชื่อมโยงกับการทำธุรกรรมซื้อเครื่องบินเจ็ตมูลค่า 800 ล้านบาท จากภรรยาของนายเบน สมิธ ผ่านธนาคาร BIC กัมพูชา ของ นายยิม เลียก คู่หูของ นายเบน สมิธ โดยถามตรงถึงนายกรัฐมนตรี ว่า ก่อนแต่งตั้งได้มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือไม่ มีการชำระเงินจริงหรือไม่ เงินมาจากไหน และไปถึงใคร
“หากนายกรัฐมนตรีมีคำตอบชัดเจนว่าทุกอย่างได้ตรวจสอบแล้วและบริสุทธิ์ ก็ควรชี้แจงต่อสาธารณะ แต่หากยังไม่เคยตั้งคำถามเหล่านี้ ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงจังในการปราบกลุ่มทุนเทา เพราะหลายคนที่ถูกพาดพิงล้วนอยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจ เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนย่อมยากจะเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถจัดการทั้งปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์ และปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประเทศได้อย่างแท้จริง” นายกรณ์กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา