'ครม.' มีมติเห็นชอบตั้ง 'กองทุนสงเคราะห์-ฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย' เพิ่มประสิทธิภาพ-ลดขั้นตอนเยียวยา เป็นหลักประกันความต่อเนื่องด้านการคลัง เผย ตั้งแต่ปี 46–69 ควักงบ กว่า 1.23 แสนล้าน เฉลี่ยปีละ 5.3 พันล้านบาท - ปี 69 ใช้งบถึง 2.5 หมื่นล้าน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย ขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดย แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการการได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด เนื่องจาก พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นกฎหมายหลักที่ใช้มากว่า 18 ปี ถือเป็นกฎหมายหลักและเครื่องมือสำคัญ ที่กำหนดบทบาทและอำนาจรัฐในการจัดการสาธารณภัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ แต่ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดถี่และรุนแรงขึ้น แม้รัฐมีการช่วยเหลือผ่านงบกลาง แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้การเยียวยาล่าช้า ตั้งแต่ปี 2546–2569 รัฐใช้งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวมประมาณ 1.23 แสนล้านบาท เฉลี่ยปีละ 5.3 พันล้านบาท โดยปี 2569 ใช้งบสูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท
น.ส.รัชดากล่าวว่า ดังนั้นการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะทำให้ มีแหล่งเงิน สำหรับการสงเคราะห์ ช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยที่แน่นอน เกิดความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนกระบวนการในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งจะเป็น หลักประกัน ความต่อเนื่องด้านการคลัง
“การดำเนินการดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภามุ่งพัฒนาระบบการดูแลประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติให้ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน โดยออกแบบกลไกการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ คำนึงความยั่งยืนทางการคลัง และสามารถให้ความคุ้มครองและเยียวยาผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม”น.ส.รัชดากล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา