
‘พิพัฒน์’ เตรียมเรียกดูผลการศึกษาของ สนข. กรณี ‘แลนด์บริดจ์’ ก่อนเสนอครม.ดำเนินการช่วงกลางปี 2569 นี้ ด้านผอ.สนข.ฉายภาพ 2 ด้าน พ.ร.บ.SEC รอเสนอบอร์ดนโยบายบริหารกองทุนหมุนเวียนของกรมบัญชีกลาง ส่วนแผนพัฒนาลดเหลือ 9 แสนล้านบาท ย่อเฟวพัฒนาโครงการเหลือ 3 เฟส
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 29 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จะเร่งผลักดัน โครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC) ซึ่งนอกจากเปิดเส้นทางการขนส่งใหม่ของโลกแล้ว จะเกิดการสร้างงานสร้างอาชีพ ให้กับประเทศไทยอีกไม่น้อยกว่า 2 แสนคน โดยจะเรียกดูข้อมูลผลการศึกษาที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ดำเนินการไว้ และเร่งสรุปเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม ปีนี้
“ ที่ผ่านมาประเทศไทยต่อสู้ทั้งเรื่อง คลองคอดกระ หรือคลองไทย มาไม่น้อยกว่า 50-60 ปี แต่ไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรม สถานการณ์ปัจจุบัน เป็นโอกาสที่จะผลักดัน”แลนด์บริดจ์”ให้เกิดขึ้น” นายพิพัฒน์กล่าว
นายพิพัฒน์กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลาง มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมไปถึงความไม่แน่นอนที่ทะเลแดง ทำให้การเดินเรือในตะวันออกกลางเป็นอัมพาต ชี้ถึงความสำคัญและความเสี่ยงของการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียน มีความหนาแน่นสูงและมีข้อจำกัดทางกายภาพ โดยร่องน้ำที่เรือสามารถวิ่งได้จริงมีความกว้างเพียงประมาณ 2.8 กิโลเมตร เท่านั้น และจากกระแสข่าวว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียอาจพิจารณาเรียกเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบ ซึ่งหากมีการดำเนินการจริง จะถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทยในการเสนอโครงการแลนด์บริดจ์เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการขนส่งของโลก
@พ.ร.บ. SEC รอกรมบัญชีกลางตรวจกองทุน
ด้านนายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์จะต้องมี พ.ร.บ. ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. .... หรือ พ.ร.บ. SEC ก่อน ซึ่งความคืบหน้าของร่างพ.ร.บ. SEC นั้นเหลือประเด็นการจัดตั้งกองทุน SEC โดยคณะกรรมการนโยบายบริหารกองทุนหมุนเวียน กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง นัดประชุมในเดือนพ.ค. 2569 ซึ่งจะมีการยืนยันประเด็นของการจัดตั้งกองทุน SEC ซึ่งเป็นกองทุนใหม่ แต่มีหลักการคือให้ผู้ลงทุนในพื้นที่ SEC เป็นผู้จ่ายเงินเข้ากองทุนฯตามพื้นที่ที่เข้ามาลงมาลงทุน ไม่ได้พึ่งพางบประมาณ กองทุนฯเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรด้านวิชาชีพในพื้นที่ฯซึ่งจะเกิดประโยชน์ร่วมกันคนในพื้นที่และนักลงทุนด้วย ไม่ใช่กองทุนฯเพื่อเยียวยาผลกระทบแต่อย่างใด โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปและนำเสนอครม. เห็นชอบ หลังจากนั้น เป็นขั้นตอนการเสนอสภาผู้แทนราษฏรและวุฒสภา พิจารณาต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อมีพ.ร.บ. SEC แล้ว จะสามารถจัดตั้งสำนักงาน SEC เพื่อทำหน้าที่ในการพัฒนาพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ซึ่งครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฏร์ธานี และนครศรีธรรมราช สำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ถือเป็นหนึ่งในโครงการเรือธงในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้
ที่ผ่านมา สนข.ได้มีการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นตลอดระยะเวลา 4 ปี มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างเป็นทางการมากกว่า 60 เวที และได้นำผลการรับฟังความคิดเห็นทั้งหมดมากำหนดมาตรการในการป้องกัน และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างครบถ้วน โดยยึดหลักการพัฒนาโครงการให้เกิดความยั่งยืน เพื่อให้โครงการสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนควบคู่กับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม
@หั่น้นทุนเหลือ 9 แสนล้าน ย่อเหลือ 3 เฟส
ขณะที่การศึกษาความเหมาะสม ออกแบบเบื้องต้น ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและวิเคราะห์รูปแบบโมเดลการพัฒนาการลงทุน (Business Development Model) ผอ.สนข.กล่าวว่า มีการปรับแผนการลงทุนใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบันและแนวโน้มทิศทางของเศรษฐกิจโลก โดยมีมูลค่าลงทุนรวม 997,680.1 ล้านบาท แบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 เฟส เปิดรับฟังความเห็นนักลงทุน (Market Sounding) รวมถึงมีการโรดโชว์ให้กับนักลงทุนต่างชาติรับทราบแล้ว อยู่ระหว่างนำข้อคิดเห็นต่างๆ มาปรับปรุงร่างเอกสารการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์ (RFP) เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความต้องการเอกชนและเป็นไปตามนโยบายและแนวทางการพัฒนาของภาครัฐ หลังจากปรับปรุง RFP แล้วเสร็จจะมีการทำ Market Sounding อีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการหลังจากร่างพ.ร.บ. SEC ผ่านครม.แล้ว
สำหรับรายละเอียดโครงการแลนด์บริดจ์ นายจิรโรจน์กล่าวว่า ประกอบด้วย ท่าเรือ 2 ฝั่ง คือ ท่าเรือระนองและ ท่าเรือชุมพร โดยเชื่อมโยง” ชุมพร-ระนอง” ด้วยมอเตอร์เวย์และรถไฟขนาดราง 1.435 เมตร ซึ่งมีการดำเนินการคู่ขนานในเรื่องการออกแบบและและศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยในส่วนของท่าเรือ 2 ฝั่ง สนข.รับผิดชอบศึกษาออกแบบและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุภาพ (EHIA) เสร็จแล้วและเสนอไปที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้ว ส่วนกรมทางหลวงรับผิดชอบ การศึกษาและออกแบบกรอบรายละเอียด (Definitive Design) พร้อมจัดทำรายงานการประเมิน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มอเตอร์เวย์ ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รับผิดชอบ ศึกษาออกแบบทำรายงาน EIA รถไฟทางคู่ ขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปีนี้ เพื่อนำไปรวมกับผลการศึกษาโครงการ และร่าง RFP นำเสนอครม.ต่อไป

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา