
ครม.อนุมัติกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ใช้อุ้มค่าครองชีพประชาชนและแก้โครงสร้างพลังงาน เปิดกรอบเวลา ก.ย.นี้ส่งโครงการะิจารณาใช้งบ ก.ย. 2570 กรอบใช้เงิน ้เตรียมดันเข้าสภาฯ 14 พ.ค.นี้
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยรัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาล ร่วมแถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีมติเห็นชอบออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
นายกรัฐมนตรีระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นมาตรการจำเป็นเร่งด่วน ภายใต้กรอบกฎหมายที่รองรับกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากวิกฤตพลังงานได้ลุกลามจากราคาน้ำมันไปสู่ราคาอาหาร และกำลังกดดันค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง พร้อมเตือนความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะ “เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว” หรือ stagflation หากไม่เร่งดำเนินการ
สำหรับพระราชกำหนดดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ด้าน ได้แก่
ประการแรก บรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก
ประการที่สอง เร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงในระยะยาว
ทั้งนี้ มาตรการจะมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เช่น ผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และ SME ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยจะดำเนินการควบคู่กัน 2 แนวทาง คือ การเยียวยาในระยะสั้นผ่านการลดค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต และการปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสมัยใหม่ ลดการพึ่งพาฟอสซิล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวไม่เพียงเป็นเครื่องมือพาประเทศผ่านวิกฤต แต่ยังเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งในระยะยาว โดยยังคงยึดหลักวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำว่าแม้จะไม่สามารถทำให้วิกฤตโลกคลี่คลายได้ทั้งหมด แต่จะช่วยให้ประชาชนไทยสามารถรับมือและก้าวผ่านสถานการณ์ไปได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังนายกรัฐมนตรีแถลง ถึงเหตุผลการออกพระราชกำหนดกู้เงินเสร็จสิ้น สื่อมวลชนพยายามสอบถามถึงตัววงเงิน โดยนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะตอบข้อซักถามใดๆ โดยกล่าวสั้นๆ ว่า นายเอกนิติ จะเป็นผู้แถลงรายละเอียดทั้งหมด
จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินออกจากโพเดียมแถลงข่าวทันที ก่อนที่จะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าโดยได้เชิญนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้นไปหารือด้วย
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ถามว่า นายกรัฐมนตรี จะหารือเรื่องอะไรกับนายสุริยะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตอนนี้หรือไม่ นายอนุทินหันมากล่าวว่า เรื่องปุ๋ย ซึ่งก็เป็นเรื่องในกระทรวงเกษตรฯ
@ผ่าแผนใช้งาน 400,000 ล. กรอบใช้เงินถึง 30 ก.ย. 70
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรััฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.อนุมัติร่างพ.ร.ก.ให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่าน ด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. .. (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินที่มี ความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นการตราพระราชกำหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พร้อมทั้งให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยสรุปสาระสำคัญของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ มีดังนี้
1. ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท
2. วัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุดในการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้างพลังงานซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลต่อวิกฤตโดยตรง โดยให้นำไปใช้จ่ายได้ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก ดังนี้
แผนงานที่ 1 : มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือประชาชนผู้มีรายได้น้อย และปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบ อาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
แผนงานที่ 2 : มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงาน ทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท
2.1 กิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้พลังงานให้มี ประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
2.2 การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทำให้การใช้ พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานี บรรจุไฟฟ้า
2.3 การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่
3. ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง (ประธาน กรรมการ) เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดี กรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งไม่เกิน 3 คน (กรรมการ) และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (กรรมการและเลขานุการ) ผู้แทน สศช. และ สศค. (ผู้ช่วยเลขานุการร่วม) และเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ กระทรวงการคลังยังได้กำหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่ Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชน และประเทศ
ทั้งนี้ การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้าง ทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุน สู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน
สำหรับผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลัง แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติม แต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้แม้สัดส่วน หนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังต่ำกว่าเพดานตามกฎหมายที่ร้อยละ 70 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหาร หนี้สาธารณะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับ ที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส และที่สำคัญคือการดำเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้ กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง
นายเอกนิติ กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ รัฐบาลจะดำเนินการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม นี้โดยภายใต้กฎหมายฉบับนี้จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่าย ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อพิจารณาโครงการที่หน่วยงานต่างๆ เสนอเข้ามาให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย
ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะพิจารณาโครงการต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดยพ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ มีอายุถึง 30 กันยายน 2570

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา