
‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษายกฟ้อง คดี ‘อดีตรองเลขาธิการ กสทช.’ กล่าวหา ‘ฐากร-ทศพร-ไตรรัตน์’ กลั่นแกล้ง ออกคำสั่ง ‘แต่งตั้ง กก.สอบสวน-ไล่ออก’ ปมจ่ายโบนัส ‘พนักงาน’ ปี 53 มิชอบ ศาลฯชี้ดำเนินการถูกต้อง-ออกคำสั่งชอบด้วยกฎหมาย
...........................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในคดีหมายเลขดำ อท 382/2566 คดีหมายเลขแดง อท 25291/2568 ซึ่งเป็นคดีที่นายประเสริฐ อภิปุญญา อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรบุคคลของสำนักงาน กสทช. (โจทก์) ฟ้องนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ขณะดำรงตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ กสทช. ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าสำนักงานฯ
นายทศพร เกตุอดิศร ขณะดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ กสทช. และนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ขณะดำรงตำแหน่งผอ.สำนักกิจการประธาน กสทช. ซึ่งต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการ กสทช. (จำเลยที่ 1-3) ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง)
กรณีนายฐากร ,นายทศพร และนายไตรรัตน์ (จำเลยที่ 1-3) กลั่นแกล้งนายประเสริฐ (โจทก์) โดยแบ่งหน้าที่กันออกคำสั่งสำนักงาน กสทช. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการจ่ายเงินค่าตอบแทนประจำปี 2553 ให้แก่พนักงาน ซึ่งได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาภายในประเทศ 2 ราย แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ และมีคำสั่งไล่ออกนายประเสริฐโดยไม่ชอบ ผิด ม.157 ม.137 และม.173 ประมวลกฎหมายอาญา
โดยคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้องนายประเสริฐ (โจทก์) เนื่องจากศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการจ่ายเงินค่าตอบแทนประจำปี 2553 ให้แก่พนักงานซึ่งได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาภายในประเทศ 2 ราย ,การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ และมีคำสั่งไล่ออกนายประเสริฐ (โจทก์) นั้น เป็นการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย คำสั่งดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย
“คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ (นายประเสริฐ อภิปุญญา) ว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดให้ประทับฟ้องไว้หรือไม่
โดยโจทก์อ้างมาในอุทธรณ์สรุปความได้ว่า ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันแบ่งหน้าที่กันทำโดยออกคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนการกระทำหน้าที่ของโจทก์ จนกระทั่งมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงาน เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ เนื่องจากจำเลยทั้งสามหรือจำเลยบางคน มีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์มาก่อน ทั้งคำสั่งต่างๆที่จำเลยทั้งสามร่วมกันออก และใช้ดำเนินการแก่โจทก์นั้น เป็นคำสั่งที่ออกโดยไม่ชอบ
ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 (นายทศพร เกตุอดิศร) ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ในการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงไม่ชอบเช่นกัน
เห็นว่า แม้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1130/2564 ของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาว่า การกระทำของโจทก์ ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ก็ตาม แต่ในคดีดังกล่าว ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ วินิจฉัยข้อเท็จจริงบางส่วนสรุปความได้ว่า
วันที่ 6 กรกฎาคม 2554 นาย ส. ผู้อำนวยการส่วนงานระบบงานทรัพยากรบุคคล จึงทำบันทึกเป็นไฟล์เสนอโจทก์ ในฐานะผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรบุคคล เพื่อลงนามเสนอเรื่องดังกล่าวต่อเลขาธิการ กสทช. พิจารณาอนุมัติค่าตอบแทนประจำปี 2553 โดยไม่มีชื่อนางสาว น. เป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนดังกล่าว เนื่องจากไม่มีการรับรองว่า นางสาว น. มีระยะเวลาการปฏิบัติงานนานเกินกว่า 6 เดือน อยู่ระหว่างลาศึกษาต่อแบบเต็มเวลาเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2552 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 จึงขาดคุณสมบัติการได้รับเงินค่าตอบแทนประจำปี 2553
แต่โจทก์กลับเปลี่ยนแปลงแก้ไขไฟล์บันทึกข้อความดังกล่าว เป็นลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 และเพิ่มชื่อนางสาว ส. ให้เป็นผู้ได้รับค่าตอบแทนเข้าไปในไฟล์ดังกล่าว แล้วเสนอจำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.ในขณะนั้น อนุมัติให้จ่ายเงินค่าตอบแทนประจำปี 2553 ตามที่โจทก์เสนอ
และเมื่อปรากฏจากเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 ว่า ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2554 มีการประชุมหารือเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนประจำปี 2553 ซึ่งปรากฏจากบันทึกช่วยจำการประชมในวันดังกล่าวว่า โจทก์เข้าร่วมประชุมด้วย โดยในคำแถลงของจำเลยทั้งสาม ซึ่งยื่นต่อศาลชั้นต้นเพื่อทราบถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอันสำคัญ
จำเลยทั้งสามชี้แจงว่า ในวันดังกล่าว จำเลยที่ 2 เชิญโจทก์ ในฐานะรักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรบุคคลเข้าร่วมประชุมหารือด้วย แต่ที่ประชุมไม่ได้ข้อสรุป ทั้งที่ประชุมยังมีมติให้สำนักกฎหมายตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนประจำปี 2553 ของผู้ที่ได้รับการอนุมัติให้ลาศึกษาต่อในประเทศ และได้มีการมอบหมายให้มาปฏิบัติงาน
กับปรากฏตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 ตั้งแต่แผ่นที่ 3 ซึ่งเป็นบันทึกของสำนักกฎหมาย ซึ่งได้ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงตามมติที่ประชุมในวันที่ 8 กรกฎาคม 2554 ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่านางสาว น. มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนตามระเบียบหรือไม่ เนื่องจากสำนักกฎหมายขาดข้อมูลเกี่ยวกับการลงเวลาการปฏิบัติงานในช่วงปีงบประมาณ 2553 ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญ
จึงต้องถือว่าในวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 ซึ่งโจทก์เพิ่มชื่อนางสาว น. ในไฟล์บันทึกข้อความผู้ปฏิบัติงานที่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนพิเศษเสนอต่อจำเลยที่ 2 โจทก์ กระทำไปโดยพลการและไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน
ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 (นายฐากร ตัณฑสิทธิ์) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ กสทช.ในขณะนั้น ออกคำสั่ง กสทช.ที่ 93/2554 ในวันที่ 15 สิงหาคม 2554 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 90 และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
ประกอบข้อ 7 ของระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2548 จึงเป็นการทำหน้าที่ตามความจำเป็น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและถูกต้องว่า นางสาว น. มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนประจำปี 2553 หรือไม่
ส่วนที่โจทก์อ้างว่า หลังจากที่มีคำสั่งที่ 93/2554 โจทก์ทำบันทึกถึงประธาน กสทช. เพื่อรายงานเรื่องดังกล่าว และประธาน กสทช. มีคำสั่งท้ายบันทึกของโจทก์ว่า “เนื่องจากนาง ร. และนางสาว น. ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆในช่วงลาเรียนอยู่ และได้ผ่านการประเมิน โดย กทช.2 ท่านที่ได้สั่งให้มาปฏิบัติงานดังเอกสารแนบมาแล้ว การเสนอให้ค่าตอบแทนพิเศษประจำปี 2553 ดังกล่าว เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่พนักงาน จึงชอบด้วยหลักปฏิบัติงานบริหารงานบุคคลเพื่อความเป็นธรรมแก่พนักงานแล้ว
อาศัยอำนาจตามมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรฯ พ.ศ.2553 และข้อ 9 แห่งระเบียบ กทช.ว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนประจำปี 2550 ให้เลขาธิการ กสทช. และรักษาการเลขาธิการ กสทช. หยุดการดำเนินการของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชั่วคราว โดยให้ชี้แจงเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประธาน กสทช. ปฏิบัติหน้าที่ กสทช. โดยสั่งการ ณ วันที่ 6 กันยายน 2554”
แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และไม่ได้ชี้แจงให้ประธาน กสทช. รับทราบปัญหาและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแต่ประการใด นั้น
ก็ปรากฏในคำชี้แจงข้อเท็จจริงของสำนักงาน กสทช. ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 ว่า หลังจากประธาน กสทช. มีคำสั่งให้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรดังกล่าว จำเลยที่ 2 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ในขณะนั้น มีบันทึกข้อความรับด่วนที่สุดลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 ชี้แจงต่อประธาน กสทช. แล้ว
โดยบันทึกดังกล่าวสรุปความได้ว่า นางสาว น. อยู่ระหว่างลาศึกษาต่อแบบเต็มเวลา และไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนประจำปี 2553 เป็นผู้ขาดคุณสมบัติ และไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าตอบแทนประจำปี 2553
จึงมิได้เข้ารับการพิจารณาประเมินตัวชี้วัดรายบุคคล (KPI) ในปีงบประมาณ 2553 จากผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ต้นสังกัด (อปส.) แต่สำนักทรัพยากรบุคคล โดยโจทก์ เพิ่มชื่อนางสาว น. ในบัญชีรายชื่อพนักงานผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินค่าตอบแทนประจำปี 2553 ที่เสนอต่อจำเลยที่ 2 รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เพื่อลงนามอนุมัติจ่ายเงินค่าตอบแทน ดังกล่าว
จึงเชื่อว่าโจทก์กระทำการบกพร่องต่อหน้าที่ ขัดต่อกฎหมายและระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนประจำปี พ.ศ.2550 และข้อ 38 ของระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2548 ประกอบกับมติที่ประชุม กทช. ครั้งที่ 19/2554 เมื่อวันพุธที่ 29 มิถุนายน 2554 และสำหรับบันทึกข้อความ ลับ ด่วนมาก ลงวันที่ 6 กันยายน 2554 ที่โจทก์จัดทำเสนอต่อประธาน กสทช.
เป็นการจัดทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ และอาจฝ่าฝืนข้อ 38 ของระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2548 และข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 6 ของระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนประจำปี พ.ศ.2550 และคำสั่งประธาน กทช. ที่ 1/2553 เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาการแทนในตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ลงวันที่ 21 เมษายน 2553 ตามเอกสารหมายเลข 8 ถึง 10
ส่วนที่โจทก์อ้างว่า คำสั่ง กสทช. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่ 91/2555 คำสั่งที่ 217/2555 คำสั่งที่ 47/2556 และคำสั่งที่ 65/2556 มีการตั้งบุคคลภายนอก กสทช. มาเป็นกรรมการสอบสวนด้วย จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น
ข้อนี้ปรากฏในคำชี้แจงของสำนักงาน กสทช. ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 สรุปความได้ว่า ตามข้อ 2 ของประกาศสำนักงาน กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวน พ.ศ.2552 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2552 กำหนดให้การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้แต่งตั้งจากพนักงานจำนวนอย่างน้อยสามคน ประกอบด้วย ประธานกรรมการสอบสวน ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา และกรรมการอย่างน้อยอีก 2 คน
แต่เมื่อขณะนั้น มีพนักงานที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าโจทก์ มีจำนวนไม่พอที่จะแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการ ทั้งพนักงานบางคนที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าโจทก์ อาทิ จำเลยที่ 2 และนาย พ. เป็นผู้มีส่วนได้เสียและรู้ข้อเท็จจริงมาก่อน จึงไม่อาจแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ดังนั้น การแต่งตั้งบุคคลภายนอก ซึ่งมิได้รับทราบข้อเท็จจริงมาก่อน จะสามารถดำรงความเป็นธรรมให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาได้
จึงอาศัยอำนาจตามบทเฉพาะกาลข้อ 71 ของระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2558 ที่กำหนดว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีระเบียบ หลักเกณฑ์ หรือวิธีการที่ต้องออกตามระเบียบนี้ให้นำระเบียบ ข้อบังคับ หรือวิธีการของทางราชการมาใช้บังคับโดยอนุโลม เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ สำนักงาน กสทช. จึงนำหลักเกณฑ์และวิธีการตามกฎ ก.พ.ฉบับที่ 18 ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ว่าด้วยการสอบสวน พิจารณามาใช้ในการแต่งตั้งคณะกรรมการ
นอกจากนี้ บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นบุคคลที่มีความเป็นกลาง มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ในการพิจารณากฎหมายทางวินัยของราชการ ดังนั้น จึงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมาทำหน้าที่ประธานและกรรมการในการสอบสวนครั้งนี้ ซึ่งเป็นไปตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวน พ.ศ.2552 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2552 แล้ว รายละเอียดปรากฎตามเอกสารหมาย 11 ถึง 19 ที่แนบมาพร้อมหนังสือดังกล่าว
จึงรับฟังได้ว่า คำสั่งทั้งสี่คำสั่ง ซึ่งตั้งบุคคลภายนอก มาเป็นประธานกรรมการและกรรมการสอบสวน ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ดังนั้น เมื่อผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนได้ความว่า โจทก์ จัดทำเอกสารเสนอประธาน กสทช. เพื่อมีคำสั่งอนุมัติให้จ่ายค่าตอบแทนประจำปี 2553 ให้แก่นางสาว น. และจัดทำบันบันทึกข้อความเสนอต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.ในขณะนั้น ลงนามอนุมัติการจ่ายค่าตอบแทนประจำปี 2553 โดยในบันทึกข้อ 2 ฉบับ เพิ่มรายชื่อนางสาว น. เข้าไปในบัญชีรายชื่อพนักงานผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนประจำปี 2553
อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายและระเบียบคณะกรรมการกิจการคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนประจำปี 2550 และข้อ 18 ของระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2548 ประกอบมติที่ประชุม กทช. ครั้งที่ 19/2554 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2554
การที่จำเลยที่ 2 ส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวหาโจทก์ ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จึงการกระทำตามขั้นตอนและชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมา
ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง เนื่องจากก่อนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยทั้งสามหรือจำเลยบางคนมีเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ จึงร่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ นั้น
เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยทั้งสามกระทำการไปตามหน้าที่รับผิดชอบและเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ปัญหาว่าจำเลยคนใดเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์มาก่อนเกิดเหตุคดีนี้หรือไม่ จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลไม่มีผลเปลี่ยนแปลงให้การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ
คดีโจทก์ไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลอุทธรณ์ แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน” คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ คดีหมายเลขดำ อท 382/2566 คดีหมายเลขแดง อท 25291/2568 ระบุ
อนึ่ง คดีนี้ นายประเสริฐ โจทก์ สามารถขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาได้ โดยจะต้องยื่นขออนุญาตฎีกาภายใน 30 วัน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา