
‘ป.ป.ช.’ มีมติชี้มูลความผิด ‘อดีตผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรปัว’ ทุจริตเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงฯ 17 ครั้ง รวม 7.1 แสนบาท ขณะที่ ‘เจ้าหน้าที่ตำรวจ’ที่เกี่ยวข้อง 17 ราย มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง
.......................................
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด พันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร (สภ.) ปัว จังหวัดน่าน กับพวก ทุจริตเบิกเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 โดยไม่มีการปฏิบัติงานจริง แล้วรวบรวมนำเงินที่เบิกได้ทั้งหมดมาแบ่งจัดสรรให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายของสถานีตำรวจภูธรปัว โดยมิชอบ
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในการดำเนินการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติราชการในปีงบประมาณ พ.ศ.2563 พันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปัว ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินของสถานีตำรวจภูธรปัว ใช้ชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงานในสายงานอำนวยการทุกคนเบิกค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ
แล้วเก็บรวบรวมเงินคืนเพื่อนำไปจัดสรรเป็นสวัสดิการหรือเบี้ยเลี้ยงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีตำรวจภูธรปัวทุกนาย โดยมีการจัดทำเอกสารหลักฐานขอเบิกเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ปฏิบัติงานจริง ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.2562 จนถึงวันที่ 30 มิ.ย.2563 รวม 17 ครั้ง รวมงบประมาณที่ใช้ไปทั้งหมดจำนวน 711,916 บาท
โดยพันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ จะเป็นผู้อนุมัติให้เบิกจ่าย แล้วจึงส่งเอกสารหลักฐานไปเบิกเงินที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน และจะมีการโอนเงินค่าตอบแทนเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีชื่อเป็นผู้ได้รับค่าตอบแทนต่อไป
จากนั้นเมื่อมีการโอนเงินค่าตอบแทนเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีชื่อเป็นผู้ได้รับค่าตอบแทนแล้ว จะมีการแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับค่าตอบแทนดังกล่าว นำเงินสดที่ได้รับมาส่งคืนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งทำหน้าที่รวบรวมเงิน เพื่อรวบรวมให้พันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์
พร้อมกันนั้น พันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ จะสั่งการให้มีการคำนวณเบี้ยเลี้ยงที่จะต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายในสังกัดของสถานีตำรวจภูธรปัวตามอัตราที่กำหนดไว้ ซึ่งในการจ่ายเบี้ยเลี้ยงแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินประมาณ 60,000 บาท หากการเบิกเงินครั้งใดเก็บรวบรวมคืนได้ยังไม่เพียงพอต่อการจัดสรรเบี้ยเลี้ยง พันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ จะเป็นผู้เก็บรักษาเงินจำนวนดังกล่าวไว้ก่อน
และเมื่อมีการเบิกค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการในรอบถัดไปได้เพิ่มเติมและเพียงพอสำหรับแบ่งจัดสรรแล้ว พันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ จึงจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งทำหน้าที่รวบรวมเงิน มารับเงินเพื่อนำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดสถานีตำรวจภูธรปัวทุกนายตามอัตราที่กำหนดต่อไป ซึ่งเงินดังกล่าว พันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ เป็นผู้บริหารจัดการและเก็บรักษาเงินเพียงผู้เดียว อันเป็นการบริหารจัดการที่ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบของทางราชการก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถานีตำรวจภูธรปัว เป็นเงินทั้งสิ้น 711,916 บาท
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
1.การกระทำของพันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และ (4) ประกอบมาตรา 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 (1) และ (6) ประกอบมาตรา 78 (1)
2.การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเบิกจ่ายและได้รับเงินค่าตอบแทนจำนวน 17 ราย จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง และเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 2 ราย จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
อนึ่ง การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา