
'อนุทิน' เสนอ ร่างพ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 1.328 หมื่นล้าน ต่อ สภาฯ วาระแรก เผย งบกลางฯ ฉุกเฉินฯ 9 หมื่นล้าน มีไม่เพียงพอ 'ศิริกัญญา' ชำแหละ ฐานะการคลังเปราะบาง-ชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่ตอบโจทย์-ได้ไม่คุ้มเสีย บี้ หนี้ 1.4 แสนล้าน เหลือเท่าไหร่กันแน่ - 'กรณ์' ชี้ มีนัยยะสำคัญต่อระบบศก.มหภาคน้อยมาก ดักทาง 'แก้เขิน-แก้ต่าง' ปูทาง ออก 'พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน' ก่อน ที่ประชุมสภาฯ ลงมติเห็นชอบรับหลักการ 462 ไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลุกขึ้นอภิปรายนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... วงเงิน 10,328 ล้านบาท ในวาระแรก หรือ ขั้นรับหลักการ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 24 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม

@ 'อนุทิน' ยกเหตุ งบกลางฯฉุกเฉินฯ 9 หมื่นล้าน ไม่เพียงพอ
นายอนุทินกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... มีหลักการและเหตุผล ดังนี้ หลักการ ให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพุทธศักราช 2569 ของหน่วยรับงบประมาณเป็นบางรายการ ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 10,328,065,100 บาท โดยที่ในปีงบประมาณ พุทธศักราช 2569 ประเทศไทยเผชิญวิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคมจากปัจจัยทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลจึงมีภารกิจเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาฟื้นฟูและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายไปเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นที่ตั้งไว้จำนวน 99,000 หมื่นล้านบาท มีไม่เพียงพอ รวมทั้งอาจมีเหตุฉุกเฉินจำเป็นจากสถานการณ์สาธารณภัยอื่นที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงมีความจำเป็นต้องโอนงบประมาณรายจ่ายบางรายการที่หน่วยรับงบประมาณได้รับจัดสรรตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพุทธศักราช 2569 ไปตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว รวมทั้งกรณีมีเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ หรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
นายอนุทินกล่าวว่า โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ สองประการคือ 1. เพื่อนำรายจ่ายประจำปีงบประมาณพุทธศักราช 2569 ของหน่วยรับงบประมาณที่คาดว่าไม่สามารถดำเนินการได้ทันในปีงบประมาณ หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้จำนวนทั้งสิ้น 10,328 ล้านบาท ไปตั้งเป็นงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และ 2. เพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมรวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณพุทธศักราช 2569 และเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินให้ทันต่อสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลเห็นว่า กฎหมายการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีมีความสอดคล้องกับกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ รวมทั้งจะทำให้การบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพุทธศักราช 2569 มีประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการแก้ไขปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน
นายอนุทินกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายดังกล่าวมีความสอดคล้องกับ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณพุทธศักราช 2561 มาตรา 35 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายจะโอนหรือนำไปใช้สำหรับหน่วยรับงบประมาณอื่นไม่ได้เว้นแต่จะมีพ.ร.บ.ให้โอนหรือนำไปใช้ได้
@ ริบงบสัมมนา-รายจ่ายลงทุนปีเดียว
นายอนุทินกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ที่เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพุทธศักราช 2569 ซึ่งได้พิจารณาตามหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพุทธศักราช 2569 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยงบประมาณและรายการที่นำมาจัดทำร่างพ.ร.บ.นี้ประกอบด้วย
1. รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่าย ที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพันหรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 อาทิ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ และการเดินทางไปราชการต่างประเทศ
2. รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย อาทิ รายการปีเดียวและรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณที่ยังไม่สามารถประกวดราคา หรือจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 หรือรายการที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นว่าหมดความจำเป็น และต้องการยกเลิกหรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณพุทธศักราช 2569
นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลได้คำนึงถึงการบริหารงบประมาณรายจ่ายในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐที่จำเป็นในการให้บริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม รวมทั้งการสร้างงานและรายได้ในระดับพื้นที่ ตลอดจนรายจ่ายตามข้อผูกพันต่าง ๆ ที่ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้บนพื้นฐานที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันงบประมาณที่นำมาจัดทำร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... จำนวน 10,328 ล้านบาท จำแนกเป็น 1. งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ จำนวน 9,039,794,900 บาท และ 2. งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ จำนวน 1,288,270,200 บาท
นายอนุทินกล่าวว่า เมื่อร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... มีผลใช้บังคับ หน่วยรับงบประมาณจะสามารถขอรับการจัดสรรงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อนำไปดำเนินภารกิจที่มีความเร่งด่วน ฉุกเฉินหรือจำเป็นได้ ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายจ่ายเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พุทธศักราช 2562
“รัฐบาลหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากท่านสมาชิกในการรับหลักการแห่งร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ในการดำเนินภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า โปร่งใส และก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประเทศชาติและประชาชน”นายอนุทินกล่าว

@ 'ศิริกัญญา' ชำแหละ ฐานะการคลังเปราะบาง-ชักหน้าไม่ถึงหลัง
ด้านน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า การโอนงบประมาณหรือการเกลี่ยก่อนกู้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เมื่อประเทศเข้าสู่วิกฤต ทว่าร่างนี้ไม่ได้เป็นการตอบโจทย์นั้นแต่อย่างใด แต่เป็นการเตรียมงบประมาณไว้เพื่อรองรับวิกฤตของรัฐบาลเอง และกำลังสะท้อนว่าฐานะทางการคลังของรัฐบาลกำลังมีปัญหาหนัก อยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง และต้องรวบรวมเงินทุกบาทมารองรับภาระหนี้ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า
“ดิฉันเคยอภิปรายเพื่อเตือนรัฐบาลไปแล้ว ว่าการโอนงบประมาณครั้งนี้อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเป็นการโอนงบประมาณในช่วงไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ เหลือเวลาใช้งบประมาณอีกไม่มาก ก่อนหน้านั้นรัฐบาลก็ได้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายอย่างหนัก 3 เดือนแรกมีการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณอบรมสัมมนาไปเยอะแล้ว สิ้นเดือนมีนาคม ตอนออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ครั้งแรก หากดูอัตราการใช้จ่ายก็เกิน 60% ไปแล้ว”น.ส.ศิริกัญญากล่าว
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นส่งสัญญาณทำให้หน่วยรับงบประมาณต่างๆ ปั่นป่วนไปหมด มีการออกหนังสือเวียนโดยกรมบัญชีกลางเร่งรัดเบิกจ่ายก่อหนี้ผูกพันให้เสร็จสิ้นก่อน 30 เมษายน มิเช่นนั้นโครงการที่เหลือจะถูกโอนงบประมาณไป หลายหน่วยงานจึงพยายามเร่งรีบ หลายหน่วยงานเร่งไม่ทันก็ถอดใจ เกิดการชะลอการใช้จ่ายเพื่อรอดูว่าจะถูกดึงงบประมาณไปหรือไม่ ทำให้การเบิกจ่ายภาครัฐหยุดชะงักไปในรอบแรก
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ต่อมารัฐบาลเกิดกลัวขึ้นมาว่าถ้าเร่งการออกกฎหมายโอนงบประมาณก่อนที่จะอนุมัติงบประมาณปี 2570 อาจจะต้องนำเงินไปชดใช้เงินคงคลังที่ถูกใช้ไปในปี 2568 ทำให้กำหนดการที่จะต้องมีการโอนงบประมาณถูกเลื่อนออกไปอีก ระบบราชการทั้งระบบก็เข้าสู่ภาวะรอคอย จนเกิดการหยุดชะงักของการเบิกจ่ายในรอบที่สอง ทำให้ท้ายที่สุดการโอนงบจากที่เคยตั้งเป้าไว้ 80,000 ล้านบาทในเดือนเมษายน ลดลงเหลือ 50,000 ล้านบาทในปลายเดือนเมษายน และลงมาเหลือ 20,000-30,000 ล้านบาท จนเมื่อกฎหมายเข้าสู่สภาจริงๆ ก็เหลือเพียง 10,000 ล้านบาทเศษเท่านั้น
@ งบกลางฯฉุกเฉินฯ หมด เหตุ จ่ายหนี้คู่ค้า-คู่ความ
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังต้องทำต่อ เพราะรัฐบาลกำลังขาดเงิน งบกลางเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าใช้หมดแล้วนั้น ไม่ได้หมดเพราะเอาไปใช้รองรับวิกฤต โดยอนุมัติไปเพื่อการนั้นจริงเพียงแค่ 3,000 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่จะโอนรอบนี้เพราะมีหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากการกู้ แต่เกิดจากการค้างจ่ายบรรดาคู่ค้าหรือคู่ความ เช่น หนี้รถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งภาระที่จะต้องจ่ายรวมเกือบ 10,000 ล้านบาท และยังมีค่าโง่คลองด่านที่เกิดจากการฟ้องร้องและต้องจ่ายเกือบอีก 10,000 ล้านบาท แล้วยังต้องมีการเตรียมเงินไว้สำหรับภัยพิบัติและความมั่นคงชายแดน รวมถึงภาระอื่นอีกมากมาย
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า จากคำชี้แจงของครม.ที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในการชี้แจงการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ระบุว่าจะต้องใช้สำหรับชำระหนี้ 140,000 ล้านบาท แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาสำนักงบประมาณระบุว่ายอดหนี้เหลืออยู่แค่ราว 50,000 ล้านบาท ครม.ต้องชี้แจงว่าสรุปแล้วหนี้ที่ค้างจ่ายไปทั่ว ที่วันนี้ยังไม่มีแหล่งงบประมาณมารองรับเป็นเม็ดเงินเท่าไหร่กันแน่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือระบบราชการทั้งระบบต้องหยุดชะงักสลับเร่งรัดหลายรอบ
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า การโอนงบประมาณในปี 2563 จากวิกฤตโควิดมีเหตุผลรองรับและสามารถดึงงบประมาณมาได้มากกว่า 88,000 ล้านบาท เนื่องจากงบประมาณปี 2563 ล่าช้าออกไป 6 เดือน และมาจากการลดเงินใช้หนี้เงินต้นมา แต่มาปี 2569 เมื่อไม่มีเหตุสุดวิสัยในระดับเดียวกับโควิด จึงไม่น่าแปลกใจที่สามารถตัดโอนได้เพียง 10,000 ล้านบาทเศษเท่านั้น
“การจัดลำดับความสำคัญของโครงการใหม่ทั้งหมด เมื่อเกิดวิกฤต คือเรื่องสำคัญสำหรับการเกลี่ยก่อนกู้ แต่เมื่อมาดูใน 10,000 ล้านบาท รายละเอียดข้างในปรากฏว่า 93% ของงบประมาณที่ถูกตัดโอนมาคือรายจ่ายลงทุน ถ้าส่วนนี้ประมาณ 9,000 ล้านบาทเศษ ถูกปล่อยให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจะเกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าการนำมาแจกเงินหรือทำไทยช่วยไทยพลัส 60/40 จนรวยไม่ไหวแล้ว แต่รัฐบาลกลับตัดในส่วนนี้ออกมาค่อนข้างสูง ซึ่งน่าแปลกใจ เพราะเป็นการตัดรายจ่ายลงทุนไปเสียส่วนมาก และส่วนใหญ่เป็นการเลื่อนงวดงานออกไป เนื่องจากไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ทันเวลา แปลว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญใหม่เลย"น.ส.ศิริกัญญากล่าว
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ที่ตลกไปกว่านั้นคือการอ้างว่าต้องมีการนำเงินไปรองรับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แต่กลับมีการตัดงบประมาณในส่วนของแผนบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไป 1,033 ล้านบาท แล้วยังไปตัดงบประมาณจากแผนการบริหารจัดการภัยพิบัติของกรมโยธาธิการในหลักร้อยล้านบาท นอกจากไปตัดในส่วนที่ไม่ควรตัดแล้ว ยังมีการไม่ยอมตัดในส่วนที่ควรตัดอีก ยังมีโครงการที่ยังไม่ได้ทำสัญญาก่อนวันที่ 2 มิถุนายน แต่ก็ยังไม่ได้ถูกปรับลดงบประมาณหรือค่างวดลง โดยที่หลายโครงการไม่ได้มีความเหมาะสมที่จะต้องทำตั้งแต่ต้น และยังไม่ได้มีการแตะไปถึงงบประมาณของศาลและองค์กรอิสระที่ไม่ได้ถูกโอนเลยแม้แต่บาทเดียว
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ทั้งที่ในการอภิปรายงบประมาณปี 2569 มีการชี้เป้าไว้เยอะมาก เช่น โครงการก่อสร้างของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่มีปัญหาในการบริหารสัญญาและเบิกจ่ายล่าช้ามาโดยตลอด สามารถเลื่อนงวดงานและนำเงินกลับมาได้มหาศาล หรือโครงการปรับปรุงศูนย์พัฒนาบุคลากร ซึ่งความจริงก็คือศูนย์กีฬาของ ป.ป.ช. จึงเป็นที่น่าสงสัยมากว่ารัฐบาลได้จัดลำดับความสำคัญใหม่จริงหรือไม่ในการปรับหรือโอนงบประมาณในครั้งนี้ หรือเพียงแค่ดึงเงินจากหน่วยงานที่ยอมให้ดึงและเลื่อนงวดงาน แต่ไม่ไปแตะรายจ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ
“ในยามวิกฤตแบบนี้ เรายังไม่เห็นภาวะผู้นำของผู้นำประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญใหม่เมื่อประเทศต้องเจอวิกฤต มีปัญหาความสามารถในการมองปัญหาล่วงหน้า มีปัญหาการบริหารเงินและการคลังที่ดี เหมือนรอให้หนี้มันบวมเพิ่มแล้วถึงวันที่จะต้องจ่ายค่อยมาวิ่งหาเงิน เลยหลังชนฝา ต้องหาทุกบาททุกสตางค์มารวมไว้ในก้อนนี้ แต่กลับไม่กล้าที่จะตัดในสิ่งที่ไม่จำเป็น ไม่กล้าที่จะจัดลำดับความสำคัญ ยิ่งสะท้อนว่างบ 10,000 ล้านบาทนี้ที่จะมีการโอน เป็นการช่วยรัฐบาลหมุนเงินที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ประเทศกลับต้องแลกกับการชะลอการเบิกจ่ายของหน่วยราชการต่างๆ”น.ส.ศิริกัญญากล่าว
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า และเมื่อเทียบกับภาระหนี้ที่ต้องจ่ายกว่า 140,000 ล้านบาท ที่ไม่มีส่วนไหนที่เกี่ยวกับวิกฤตพลังงานหรือวิกฤตเศรษฐกิจแต่อย่างใด งบประมาณที่โอนมาได้ยังไม่ถึง 10% ของที่ต้องใช้หนี้ด้วยซ้ำไป การโอนงบประมาณครั้งนี้ นอกจากจะได้ไม่คุ้มเสียแล้ว ยังเป็นสัญญาณเตือนที่ดี ถ้ารัฐบาลนี้เป็นบริษัทเอกชน บริษัทนี้ก็มีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เงินหมุนไม่ทัน เพราะใช้จ่ายเกินตัว ติดหนี้มหาศาลทั้งจากคู่ค้าและคู่ความ ไม่ใช่หนี้ที่เกิดจากการกู้ด้วยซ้ำไป และน่าเสียดายที่สภาแห่งนี้จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนการโอนงบประมาณผ่านการแก้ไขกฎหมายนี้ได้ เพราะติดปัญหารัฐธรรมนูญมาตรา 144 ถ้าจะมีการลดหรือโอนงบประมาณเพิ่มจะถือเป็นการเพิ่มรายการ แต่ถ้าจะลดโครงการใดที่ไม่สมควรตัด แล้วไปตัดเพิ่ม ก็จะกลายเป็นการเพิ่มงบประมาณ ทั้งขึ้นทั้งล่องไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนอะไรในเล่มโอนงบประมาณนี้ได้เลย
“อย่างไรก็ตาม ดิฉันก็ยังยืนยันว่าสภายังต้องพิจารณา พ.ร.บ.โอนงบฯ นี้อย่างถี่ถ้วนครอบคลุม แม้จะไม่สามารถปรับหรือลดอะไรได้อีก อย่างน้อยในส่วนที่ไม่ควรทำ ก็ควรที่จะต้องระบุไว้ในข้อสังเกตของการพิจารณา เพื่อให้สภาได้ใช้อำนาจอย่างเต็มที่ในการผ่านงบประมาณ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ก็ผ่านสภาแห่งนี้ ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็ขอให้เป็นสิทธิของสภาแห่งนี้ในการอนุมัติ”น.ส.ศิริกัญญากล่าว

@ 'กรณ์' ชี้ มีนัยยะสำคัญต่อระบบศก.มหภาคน้อยมาก
ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ผลลัพธ์ของร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ ในครั้งนี้ มีนัยยะสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาคน้อยมาก และส่งผลต่อการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น พร้อมเปรียบเทียบการทำงานบริหารคลังของรัฐบาลในครั้งนี้ว่าเสมือนเป็นเรื่องของเด็กมาเล่นขายของ มากกว่าการทำงานของรัฐบาลในการบริหารการคลังของประเทศ
นายกรณ์กล่าวว่า เจตนาเดิมของรัฐบาลนับตั้งแต่การแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 9 เมษายน ซึ่งในขณะนั้นเกิดสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยในเบื้องต้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้ส่งสัญญาณว่ามีความตั้งใจและประเมินว่าจะสามารถโอนงบประมาณได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับงบกลางที่มีอยู่อีก 25,000 ล้านบาท จะทำให้รัฐบาลมีเงินในมือถึง 125,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเยียวยาประชาชนทันที
นายกรณกล่าวว่า อย่างไรก็ดี สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปเมื่อมีกระแสข่าวจาก นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่ารัฐบาลมีแผนที่จะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้สูงถึง 500,000 ล้านบาท ซึ่งในวันเดียวกัน ปลัดกระทรวงการคลังได้ออกมาปฏิเสธว่ากระทรวงการคลังยังไม่ได้รับการปรึกษา และมองว่า พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ เป็นเครื่องมือทางการคลังปกติที่ดีกว่าในสถานการณ์ขณะนั้น
"เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่การคลังต้องแพ้การเมือง เมื่อฝ่ายการเมืองมีธงชัดเจนว่าจะออก พ.ร.ก. เงินกู้ จากเดิมที่ท่านรองนายกฯ ขีดเส้นตายไว้ในวันที่ 30 เมษายนว่า โครงการใดที่ยังไม่ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจะถูกดึงงบกลับมาโอน แต่เวลากลับถูกปล่อยปละละเลยยาวนานมาจนถึงวันที่ 2 มิถุนายน ส่งผลให้ทุกกระทรวงเร่งรัดลงนามในสัญญาเพื่อรักษาเม็ดเงินของตัวเอง สุดท้าย พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ ฉบับนี้จึงกลายเป็น เป็ดง่อย เหลือเม็ดเงินเพียง 10,300 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 0.2% ของวงเงินงบประมาณรวม 3.78 ล้านล้านบาท"นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์กล่าวว่า เปรียบเทียบกับการออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ ในปี 2563 ช่วงวิกฤตโควิด-19 ยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สามารถโอนงบประมาณได้สูงถึง 88,000 ล้านบาท คิดเป็น 2.7% ของวงเงินงบประมาณในขณะนั้น ซึ่งเป็นการโอนที่มีนัยยะสำคัญ แตกต่างจากการโอนงบเพียง 10,300 ล้านบาทของรัฐบาลชุดนี้ที่แทบไม่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจเลย
@ โอนงบ 69 หมื่นล้าน บังหน้า 'แก้เขิน-แก้ต่าง' ปูทางออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน
นายกรณ์กล่าวว่า การที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณจำนวนเล็กน้อยนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพียง 2 ข้อ คือ 1. แก้เขิน เนื่องจากรัฐบาลได้เคยประกาศไว้ต่อรัฐสภาว่าจะออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ หากไม่ทำก็จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และ ด2. แก้ต่าง เพื่อใช้เป็นข้อต่อสู้เชิงกฎหมายต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเงื่อนไขสำคัญของการออก พ.ร.ก. เงินกู้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นกรณีที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลจึงต้องแสดงให้เห็นว่าได้ใช้เครื่องมือทางงบประมาณปกติอย่างเต็มที่แล้วแต่ไม่เพียงพอ
"ถามว่าสุดท้ายแล้ว การโอนเงินแค่หมื่นล้าน ทั้งที่รู้อยู่แต่แรกว่าสามารถโอนได้แสนล้าน จะถือว่ารัฐบาลทำสุดความสามารถจนเข้าเงื่อนไขสภาวะหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณา"นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์กล่าวว่าข้อมูลเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศขึ้นสู่ระดับ 2% กว่า สะท้อนว่าภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มคลี่คลายและลดลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลเป็นไปตามเป้าหมาย (เกินเป้าหมาย) และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
"ปัจจุบันไม่มีเงื่อนไขความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจใด ๆ ที่จะสามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการออก พ.ร.ก. เงินกู้ได้เลย และในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว ผมจึงขอเตือนไปยังรัฐบาลว่า เงินจำนวน 10,300 ล้านบาท ที่ได้จากการโอนงบประมาณในครั้งนี้ อย่าเพิ่งรีบใช้ เพราะหากรัฐบาลไม่มี พ.ร.ก. เงินกู้ในมือ มูลค่าของเงินหมื่นล้านนี้จะมีความสำคัญและเพิ่มคุณค่าขึ้นทันที"นายกรณ์กล่าว
@ ลงมติรับหลักการ ท่วมท้น 462 เสียง
รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังที่ประชุมสภาฯ อภิปรายกันอย่างกว้างขวางเสร็จสิ้นแล้ว ที่ประชุมลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 462 เสียง ไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย งดออกเสียง 1 คน


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา