
ปิดฉากบิ๊กโปรเจ็กต์ ‘ไฮสปีด 3 สนามบิน’ วงประชุม 3 ฝ่าย ‘ซี.พี.’ รับไม่แก้สัญญาไปต่อยาก แบงก์ไม่ปล่อยกู้ เห็นพ้องหาทางลง 2 แนวทาง ‘บอร์ด EEC เห็นชอบแก้สัญญา’ หรือ ‘ยืนยันไม่แก้’ คาดหารือ 2 เดือน จ่อได้ข้อสรุป ส่วนโปรเจ็กต์เกี่ยวเนื่อง ‘ไทยจีนสัญญา 4-1-แดง Missing Link-รันเวย์อู่ตะเภา’ ยังไปต่อได้ ส่วนแอร์พอร์ตลิ้งก์ MOU หมด 30 ก.ย.นี้ กำลังหามาตรการรองรับ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 29 มิถุนายน 2569 นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่ากว่า 224,544 ล้านบาทล่าสุดมีการประชุมร่วมกัน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย รฟท.,สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (ซี.พี.) ผู้รับสัมปทานโครงการ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทางเอกชนได้แจ้งเพิ่มเติมกรณี ถ้ารัฐไม่มีการแก้ไขสัญญาให้ คงเดินหน้าต่อไม่ไหว ซึ่งจะต้องมีแนวทางอย่างไรหากจะมีการยกเลิกสัญญาจะเป็นไปในรูปแบบไหน ซึ่งการรถไฟฯกับสกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาช่วยกันพิจารณาต่อ
“ตอนนี้มี 2 แนวทางที่สรุปไว้เพื่อเตรียมเสนอบอร์ด อีอีซี คือ 1.หากบอร์ดอีอีซีเห็นชอบให้แก้สัญญาได้ตามมติบอร์ดอีอีซีเดิม จะส่งร่างสัญญาฉบับใหม่ที่ผ่านมาความเห็นชอบจากอัยการสูงสุดแล้ว เสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี พิจาณาต่อไป หรือ 2.กรณีบอร์ดอีอีซีไม่เห็นชอบในการแก้ไขสัญญาก็จะนำไปสู่การสิ้นสุดสัญญา หลังจากนั้นรฟท. จะเจรจากับเอกชนในรายละเอียดกับเอกชนเพื่อสิ้นสุดสัญญาต่อไป” นายอนันต์กล่าว
เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ซี.พี.จะถอดใจหรือไม่ นายอนันต์กล่าวว่า ก็มีความเป็นไปได้ เนื่องจากเอกชนรับรู้แนวทางกรณีที่ต้องสิ้นสุด โดยต้อง มติบอร์ด อีอีซี ที่ชัดเจนก่อน ทางเอกชนแจ้งว่า ประเด็นสำคัญตอนนี้คือ สถาบันการเงินไม่เชื่อมั่น มองว่าโครงการไม่มีความคุ้มค่า ซึ่งปัจจัยที่ยากที่สุดในการลงทุนโครงการรูปแบบ PPP คือ การหาแหล่งเงินทุน ซึ่งสถาบันการเงินไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ตั้งแต่โควิดและวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ปริมาณผู้โดยสารที่ลดลง จากการเดินทางน้อยลง ทำให้ความคุ้มค่าของเอกชนที่ถูกประเมินจากสถาบันการเงิน บอกว่าโครงการไม่มีความคุ้มค่าที่จะเดินหน้าต่อ ซึ่งตรงนี้ต้องไปดูว่ามีแนวทางใดบ้างที่จะทำให้สถาบันการเงินมีความเชื่อมั่น เนื่องจากสถาบันการเงินมีเหตุผลที่จะทบทวนความคุ้มค่าของโครงการ
@หารือ 2 เดือน ชงบอร์ดอีอีซี
นายอนันต์กล่าวว่า ขณะนี้รฟท.อยู่ระหว่างการประมวลรายละเอียดทั้ง 2 แนวทาง เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารสัญญาฯและคณะกรรมการกำกับโครงการฯ คาดว่าจะมีการหารือภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนเพื่อสรุปก่อนเสนอบอร์ดอีอีซีต่อไป
สำหรับแผนสำรองกรณีที่ไม่มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ในส่วนการรถไฟฯ ต้องมาดูโครงสร้างพื้นฐานของรถไฟสายตะวันออกที่มีอยู่ ซึ่งปัจจุบัน มีการเ่ดินรถโดยสาร 2 ขบวนต่อวัน และดูว่าจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่จะสามารถที่ช่วยและสนับสนุนการให้บริการระบบรางในช่วงของพื้นที่อีอีซีได้บ้าง อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถระบุได้ว่า หากยิกเลิกสัญญาจะมีการเปิดประมูลใหม่หรือไม่ เนื่องจากขึ้นอยู่กับนโยบายอีอีซีว่าจะยังคงให้มีการลงทุนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินต่อหรือไม่
นายอนันต์กล่าวว่า ในส่วนของพื้นที่ทับซ้อน 3 จุดในแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้มีการหารือกับเอกชนแล้วว่า หากมีความจำเป็นการรถไฟฯจะดึงงานมาก่อสร้างเอง ซึ่งเอกชนไม่ขัดข้อง ได้แก่ รถไฟไทย-จีน สัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง โดยจะเสนอครม.ขอปรับกรอบวงเงินเพิ่ม และเร่งเปิดประมูลไม่ให้กระทบต่อไทม์ไลน์การก่อสร้างเพราะต้องมีการออกแบบอีกด้วย ส่วนจุดที่สองคือสายสีแดง Missing Link จุดนี้ยังไม่กระทบมากเนื่องสามารถแยกขอบเขตของงานออกจากกันได้ และจุดที่3 อุโมงค์ลอดใต้รันเวย์เข้าสู่อาคารผู้โดยสารสนามบินอู่ตะเภา
“สำหรับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ซึ่งปัจจุบัน กลุ่มซี.พี.รับบริหารเดินรถนั้น รถไฟและซึ.พี.มี MOU ซึ่งกำหนดสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 นั้นคงต้องรอข้อสรุปสัญญาหลักให้จบก่อน แต่อย่างไรก็ตามจะหาวิธีการให้กระทบต่อผู้โดยสารน้อยที่สุด ยังมีเวลาอีก 2-3 เดือนกว่าจะครบกำหนด MOU”นายอนันต์กล่าว
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะประธานบอร์ดการรถไฟฯ กล่าวว่า กรณีที่สัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะสิ้นสุดลงนั้น ต้องดูเงื่อนไขในสัญญาว่ามีการระบุเหตุในการสิ้นสุดสัญญาไว้อย่างไร ซึ่งการรถไฟฯต้องไปศึกษาราละเอียดและดูว่าเข้าเงื่อนไขข้อใด เช่น 1.สัญญาสิ้นสุดเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 50 ปี 2.กรณีที่ไม่สามารถออกหนังสือให้เริ่มงานได้(NTP) 3. จากความบกพร่องของรัฐและของเอกชนที่เป็นเหตุสุดวิสัย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา