
‘ศาลอาญาคดีทุจริตฯ’ ภาค 4 พิพากษาจำคุก ‘อดีตนายกเทศฯน้ำก่ำ ’66 ปี 198 เดือน ทุจริตเบิกงบซ่อมถนนลูกรัง 33 โครงการ 2.98 ล้านบาท ขณะที่ ‘พวก’ อีก 18 ราย โดนลงโทษจำคุกถ้วนหน้า หนักสุดจำคุก 96 ปี 128 เดือน
.........................................
เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายธันยพัฒน์ ประมวลวิทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติในการประชุมครั้งที่ 19/2567 เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2567 ชี้มูลความผิด นาย ส. อดีตนายกเทศมนตรีตำบลน้ำก่ำ กับพวกรวม 21 คน
ในคดีทุจริตการเบิกจ่ายเงินโครงการจ้างเหมาซ่อมแซมถนนลูกรังภายในหมู่บ้าน ตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จำนวน 33 โครงการ งบประมาณ 2,984,000 บาท โดยไม่มีการจ้างเหมาซ่อมแซมถนนลูกรังจริง และเบียดบังเงินงบประมาณเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ซึ่งถูกชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, มาตรา 151, มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และ (4)
ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 91 นั้น
ล่าสุดศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 (ศาลชั้นต้น) ได้มีคำพิพากษาลงโทษ นาย ส. อดีตนายกเทศมนตรีตำบลน้ำก่ำ กับพวกรวม 21 คน โดยสรุป ดังนี้
1.นาย ส. (จำเลยที่ 1) กระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม) จำเลยที่ 1 กระทำความผิดรวม 33 กระทง กำหนดโทษกระทงละ 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน เป็นจำคุก 66 ปี 198 เดือน ทั้งนี้ เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (3)
2.จำเลยที่ 2 กระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) จำเลยที่ 2 กระทำผิดรวม 33 กระทง กำหนดโทษกระทงละ 5 ปี และปรับกระทงละ 5,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน และปรับกระทงละ 2,500 บาท เป็นจำคุก 66 ปี 198 เดือน และปรับ 82,500 บาท ทั้งนี้ เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (3) และให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 กระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ลงโทษจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน ดังนี้
3.จำเลยที่ 3 กระทำผิดรวม 32 กระทง กำหนดโทษกระทงละ 3 ปี 4 เดือน เป็นจำคุก 96 ปี 128 เดือน ทั้งนี้ เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (3)
4.จำเลยที่ 4 กระทำผิดรวม 31 กระทง กำหนดโทษกระทงละ 3 ปี 4 เดือน เป็นจำคุก 93 ปี 124 เดือน ทั้งนี้ เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (3)
5.จำเลยที่ 5 กระทำผิดรวม 1 กระทง กำหนดโทษกระทงละ 3 ปี 4 เดือน เป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน
6.จำเลยที่ 6 กระทำผิดรวม 32 กระทง กำหนดโทษกระทงละ 3 ปี 4 เดือน เป็นจำคุก 96 ปี 128 เดือน ทั้งนี้ เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (3)
7.จำเลยที่ 7 กระทำผิดรวม 1 กระทง กำหนดโทษกระทงละ 3 ปี 4 เดือน เป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน
8.จำเลยที่ 8 กระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำเลยที่ 8 กระทำผิดรวม 3 กระทง กำหนดโทษกระทงละ 3 ปี 4 เดือน และปรับกระทงละ 5,000 บาท จำเลยที่ 8 ให้การสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับกระทงละ 2,500 บาท เป็นจำคุก 3 ปี 24 เดือน และปรับ 7,500 บาท และให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
ขณะที่จำเลยที่ 9 ถึงที่ 21 กระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 9 ถึงที่ 18 และที่ 21 กระทงละคนละ 3 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 9 ถึงที่ 21 กระทงละคนละ 5,000 บาท
จำเลยที่ 9 ถึงที่ 21 ให้การสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 9 ถึงที่ 18 และที่ 21 กระทงละคนละ 1 ปี 8 เดือน และปรับจำเลยที่ 9 ถึงที่ 21 กระทงละคนละ 2,500 บาท ดังนี้
9.จำเลยที่ 9 กระทำความผิดรวม 7 กระทง เป็นจำคุก 7 ปี 56 เดือน และปรับ 17,500 บาท
10.จำเลยที่ 10 กระทำความผิดรวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี 40 เดือน และปรับ 12,500 บาท
11.จำเลยที่ 11 กระทำความผิดรวม 1 กระทง เป็นจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 2,500 บาท
12.จำเลยที่ 12 กระทำความผิดรวม 1 กระทง เป็นจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 2,500 บาท
13.จำเลยที่ 13 กระทำความผิดรวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี 16 เดือน และปรับ 5,000 บาท
14.จำเลยที่ 14 กระทำความผิดรวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 32 เดือน และปรับ 10,000 บาท
15.จำเลยที่ 15 กระทำความผิดรวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี 16 เดือน และปรับ 5,000 บาท
16.จำเลยที่ 16 กระทำความผิดรวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี 16 เดือน และปรับ 5,000 บาท
17.จำเลยที่ 17 กระทำความผิดรวม 1 กระทง เป็นจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 2,500 บาท
18.จำเลยที่ 18 กระทำความผิดรวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี 16 เดือน และปรับ 5,000 บาท และให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
19.จำเลยที่ 21 กระทำความผิดรวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี 16 เดือน และปรับ 5,000 บาท และให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
นอกจากนี้ จำเลยต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่เทศบาลตำบลน้ำก่ำ ดังนี้ 1. จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ชดใช้ 2,534,000 บาท ,2.จำเลยที่ 2 - 7 ร่วมกันชดใช้ 2,984,000 บาท ,3. จำเลยที่ 8 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ชดใช้ 100,000 บาท ,4. จำเลยที่ 9 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ชดใช้ 613,000 บาท ,5.จำเลยที่ 10 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ชดใช้ 437,500 บาท ,6.จำเลยที่ 11 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ชดใช้ 87,500 บาท
7.จำเลยที่ 13 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ชดใช้ 175,000 บาท ,8.จำเลยที่ 14 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ชดใช้ 350,000 บาท ,9.จำเลยที่ 15 และจำเลยที่ 20 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ชดใช้ 77,776 บาท ,10.จำเลยที่ 16 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ชดใช้ 154,000 บาท ,11.จำเลยที่ 17 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ชดใช้ 86,625 บาท ,12.จำเลยที่ 18 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ชดใช้ 33,250 บาท
13.จำเลยที่ 19 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ชดใช้ 262,500 บาท ,14.จำเลยที่ 12 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ชดใช้ 100,000 บาท ปรากฏว่าจำเลยที่ 12 ได้ชดใช้เงินในส่วนนี้ครบถ้วนแล้ว จึงยกคำขอส่วนนี้
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบให้อุทรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4
อนึ่ง คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด นาย ส. กับพวก มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ จำเลยยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา