
‘ศาลฎีกาฯ’ พิพากษาจำคุก ‘อดีตเลขาฯนายกอบจ.ชัยนาท’ 1 เดือน-ปรับ 4 พัน ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จฯ รับสารภาพ-ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้ ‘รอลงอาญา’ 1 ปี เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป
..................................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 38/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 15/2569 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง และนายอินทนนท์ พิณเมืองทอง อดีตเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชัยนาท ผู้ถูกกล่าวหา เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ผู้ถูกกล่าวหา
คดีนี้ ศาลฯพิพากษาว่า นายอินทนนท์ พิณเมืองทอง ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่งเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1) ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไปตามมาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม กับมีความผิดตามมาตรา 167 จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท
นายอินทนนท์ พิณเมืองทอง ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ,30
“คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหา (นายอินทนนท์ พิณเมืองทอง) จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามคำร้องและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง (ป.ป.ช.) ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีเข้ารับตำแหน่งเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท หรือไม่
เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท จึงเป็นผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อผู้ร้องเมื่อเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 มาตรา 102 (9) มาตรา 105 วรรคสาม (1)
ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 (9) พ.ศ.2561
สำหรับรายการเงินให้กู้ยืมแก่นายศักดิ์ดา จำนวน 9,500,000 บาท ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาแสดงรายการไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินนั้น เมื่อพิจารณาบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหาแล้ว กลับปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาแสดงรายได้รายปี 1,200,000 บาท แต่มีค่าใช้จ่ายรายปีถึง 1,000,000 บาท เศษ และไม่ปรากฏแหล่งที่มาแห่งรายได้ทางอื่นหรือหลักฐานอื่นใดที่จะแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีรายได้เพียงพอให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินได้
นอกจากนี้ เมื่อผู้ร้อง (ป.ป.ช.) มีหนังสือให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริง ผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริง แต่กลับเพิ่งมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 28 มิถุนายน 2565 สรุปความได้ว่า เงินที่ให้กู้ยืมดังกล่าว เป็นเงินจากอาชีพทนายความ เป็นการให้ยืมเงินหลายครั้ง ไม่ทราบวิธีการมอบเงิน จำนวนครั้งและจำนวนเงินในแต่ละครั้งที่ให้ยืม โดยสรุปยอดเงินและทำสัญญาในวันที่ 1 สิงหาคม 2563 และไม่ได้เก็บหลักฐานการชำระเงินไว้ ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้บอกให้ภริยาหรือผู้อื่นทราบเกี่ยวกับการให้กู้ยืมเงิน
ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 ได้ความว่า ประมาณปี 2563 นายศักดิ์ดา เป็นลูกพี่ลูกน้องของผู้ถูกกล่าวหา ประกอบวิชาชีพแพทย์ กำลังจะสร้างคลินิกเสริมความงามชื่อ “นีรชาคลินิก” ร่วมกับคนรักของนายศักดิ์ดาและต้องการเงินทุน จึงติดต่อผู้ถูกกล่าวหาเพื่อขอยืมเงิน โดยมีการยืมเงินกันหลายครั้งในช่วงปี 2558 ถึง 2563 แต่ไม่ได้ทำสัญญากัน จึงได้มีการสรุปยอดกันเพื่อทำสัญญาดังกล่าว ส่วนใหญ่การส่งมอบเงินให้กู้ยืมจะเป็นเงินสดปัจจุบันนายศักดิ์ดาใช้เงินคืนให้ผู้ถูกกล่าวหาครบถ้วนแล้ว นั้น
เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาประกอบวิชาชีพทนายความ ย่อมต้องทราบถึงความสำคัญของเอกสารหลักฐานการให้กู้ยืมเงินและการชำระเงินคืน แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับไม่มีเอกสารหลักฐานใดมาแสดงเพื่อยืนยันที่มาที่ไปของการให้กู้ยืมได้ และการที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าเป็นการกู้ยืมเงินกัน เพื่อประกอบธุรกิจคลินิกเสริมความงาม ผู้ถูกกล่าวหาก็เพิ่งมาให้ถ้อยคำในภายหลัง โดยผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า การให้กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นการทยอยให้ตั้งแต่ปี 2558 ถึง 2563
แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากบันทึกถ้อยคำของแพทย์หญิง น. อดีตภริยาของนายศักดิ์ดาว่า คลินิกดังกล่าวเริ่มก่อสร้างปลายปี 2562 เปิดกิจการเดือนสิงหาคม 2563 ซึ่งในช่วงเวลานั้น แพทย์หญิง น. กู้ยืมเงินจากธนาคารรวม 12,000,000 บาท และกู้สินเชื่อเพื่อหมุนเวียนในกิจการช่วงปี 2564 ถึง 2565 อีก 9,000,000 บาท จึงไม่น่าเชื่อว่าสัญญากู้ยืมดังกล่าวเป็นการให้กู้ยืมเงินเพื่อลงทุนประกอบธุรกิจคลินิกเสริมความงาม
ส่วนรายการเงินกู้ธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี XXXXXXXXXXXX จำนวน 484,013.70 บาท นั้น ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหามีการชำระสินเชื่อรายเดือน ทั้งยังเป็นหนี้กับสถาบันการเงิน จึงอยู่ในวิสัยที่ผู้ถูกกล่าวหาสามารถตรวจสอบได้ แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับไม่แสดงรายการดังกล่าว และไม่ได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแต่อย่างใด
พฤติการณ์แห่งคดีส่อแสดงว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินไม่ตรงต่อความเป็นจริงเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบเปรียบเทียบทรัพย์สิน ซึ่งการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นหน้าที่สำคัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
และเป็นมาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินเพื่อป้องปรามผู้ใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดหน้าที่เพียงให้ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินภายในกำหนดเวลาเท่านั้น แต่ยังต้องแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินให้ตรงตามความเป็นจริงเพื่อให้ผู้ร้องมีข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน สามารถตรวจสอบความมีอยู่จริง ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินเหล่านั้นได้
การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาตามคำร้อง ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของรายการทรัพย์สินและหนี้สินได้ และทำให้ผลการตรวจสอบคลาดเคลื่อนไปจากความจริง ส่อแสดงให้เห็นเจตนาของผู้ถูกกล่าวหาที่จงใจปิดบังที่มาแห่งทรัพย์สินและหนี้สิน
และเมื่อรับฟังประกอบกับคำให้การรับสารภาพของผู้ถูกกล่าวหาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่ง อันเป็นความผิดตามคำร้อง
พิพากษาว่า นายอินทนนท์ พิณเมืองทอง ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่งเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1) ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไปตามมาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม กับมีความผิดตามมาตรา 167 จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท
ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ,30” คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 38/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 15/2569 ลงวันที่ 23 มิ.ย.2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา