
นายกฯเซ็นตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 มอบ ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ เป็นประธาน กำหนดกรอบสอบสวนภายใน 30 วัน รายงานความคืบหน้าให้นายกฯทราบทุกๆ 10 วัน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นอย่างละเอียด รอบคอบ และปราศจากข้อกังขา โดยต้องยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน และต้องให้ผลการตรวจสอบสามารถชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจน พร้อมลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 263/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 เพื่อดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น มีอำนาจเต็มในการตรวจสอบข้อมูลทุกมิติ และจัดทำรายงานเสนอผลต่อรัฐบาลภายในกรอบเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด
โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นรองประธานกรรมการ ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมจัดทำรายงานเสนอให้นายกรัฐมนตรีภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 และให้รายงานความคืบหน้าทุก 10 วัน
รัฐบาลย้ำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเข้มงวด ชัดเจน และโปร่งใสในทุกขั้นตอน สามารถตอบข้อสงสัยของสังคมได้ครบถ้วน โดยถือเป็นบทเรียนสำคัญในการยกระดับมาตรการป้องกันและกำกับดูแลให้รัดกุมยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการในระยะยาว
สำหรับคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 263/2569 ให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 และทำรายงานเสนอต่อนายกรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการต่อนายกรัฐมนตรีทุกสิบวัน
การรายงานดังกล่าว ให้เสนอมาตรการที่จำเป็นรวมทั้งข้อเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือการเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ เพื่อมิให้เกิดการกระทำความผิดอันมีผลต่อเนื่องที่ร้ายแรงต่อประเทศชาติเช่นนี้อีกในอนาคต
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ให้คณะกรรมการมีอำนาจเชิญเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริง ให้ความเห็น หรือส่งเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เห็นว่าจำเป็นหรือเกี่ยวข้องมาเพื่อตรวจสอบ รวมทั้งอาจเชิญบุคคลภายนอกและผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นประกอบการพิจารณาด้วยก็ได้
ทั้งนี้ คณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะทำงานเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อพิจารณาศึกษาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้
ส่วนการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ หรือคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ 2547 หรือตามระเบียบของทางราชการ แล้วแต่กรณี โดยเบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงาน ก.พ.




Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา