
ที่ประชุมคกก.ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 นัดแรก อุดช่องโหวของ มท. กางกรอบเวลา 3 ระยะ คาดได้ผลสอบเบื้องต้นเสนอนายกฯรับทราบใน 15 ก.ค.นี้ ยืนยันเอาผิดถึงขั้นขาดจริยธรรม
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ครั้งที่ 1 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีกรอบเวลาการทำงานของคณะกรรมการฯ ชุดนี้ มีเวลา 30 วัน ซึ่งเดือน ก.ค.มีวันหยุดหลายวัน จึงประชุมกันเร็ว เพื่อวางแนว กำหนดวัน และเร่งดำเนินการ
@รายงานนายกฯ 15 ก.ค.นี้
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รายงานชุดแรกจะออกก่อนวันที่ 15 ก.ค. และจะนำเสนอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย วันที่ 15 ก.ค.นี้ ส่วนรายงานชุดที่ 2 จะเสร็จสิ้นประมาณวันที่ 27 ก.ค.69 สำหรับกระบวนการ จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพราะส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้ดำเนินการไปแล้ว จึงจะให้เป็นหัวหน้าทีม โดยมีองค์ประกอบ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ป.ป.ท. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
“ในการประชุมครั้งแรก เราใช้เวลาน้อยนั้น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า ต้องทำอะไร ไม่จำเป็นต้องคุยกันนาน ไม่ต้องเสียเวลาประชุม ตอนนี้ทีมงานทำงานกันเลย ขอย้ำว่า การปกครองท้องถิ่นเป็นเรื่องสำคัญในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นโครงสร้างพื้นฐานส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจที่เราเรียกร้องกัน แต่การกระจายอำนาจต้องโปร่งใส ชัดเจน ใครที่ทำไม่ดีต้องพ้นจากระบบ ส่วนการดำเนินคดีอาญา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการอยู่ ส่วนเรื่องวินัย กระทรวงมหาดไทยดำเนินการอยู่ สิ่งที่คณะกรรมการฯชุดนี้รับผิดชอบคือ จะดูกระบวนการว่า มีช่องโหว่ตรงไหน ต้องปิดตรงไหน รวมถึงจะดูเรื่องการประพฤติผิดจริยธรรมของข้าราชการและท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นเรื่องสำคัญ ผมคิดว่า ต้องกำจัดคนที่ขาดจริยธรรมให้ออกจากระบบ ป้องกันไม่ให้เข้ามาสู่ระบบมากที่สุด เรามุ่งมั่นทำในเรื่องนี้” นายปกรณ์กล่าว
นายปกรณ์กล่าวต่อไปว่า ส่วนคณะกรรมการฯ ชุดนี้จะเหมือนกับกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ในคดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ที่มีนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานหรือไม่นั้น คาดว่าจะเป็นทำนองนั้น เราจะดูว่า กระบวนการทั้งหมดมีช่องโหว่ตรงไหน เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก รวมไปถึงการเสนอกฎหมายอะไรต่างๆ ว่าควรจะมีหรือไม่ อย่างไร เช่น เมื่อวันที่ 7 ก.ค. พรรคภูมิใจไทยออกมาเปิดเผยว่า เตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ... ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะไปดำเนินการต่อ ทั้งนี้ ข้อสรุปที่คณะกรรมการฯชุดนี้ได้ จะรายงานนายกฯเพื่อมีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เมื่อถามว่า การดำเนินการเรื่องจริยธรรม จะดำเนินการอย่างไร นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องสำคัญ หลายคนอาจจะคิดเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ข้อเท็จจริงคือ เป็นรัฐมนตรีไม่ได้หากประพฤติผิดจริยธรรม เข้าสู่กระบวนการทางการเมืองไม่ได้ เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องหยิบมาดู โดยมอบหมายให้ปลัดสำนักนายกฯ นำเรื่องนี้เข้าไปหารือในคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะการกระจายอำนาจที่ดีจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากคนที่สุจริต เราต้องป้องกันไม่ให้คนทุจริตเข้ามาในระบบ และมอบหมายให้เลขาธิการ ก.พ.ไปดูตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรมว่า สามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อจัดการคนที่ไม่มีจริยธรรมพวกนี้
เมื่อถามอีกว่า กรณีที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ตรวจสอบคะแนนกับกระดาษคำตอบ พบไม่ตรงกันกว่า 5 พันราย คนเหล่านี้จะต้องออกจากราชการเลยหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องรอข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้เลขาธิการ ก.พ.ทำหนังสือขอข้อมูลในนามของคณะกรรมการฯ เข้ามา เพื่อประกอบการพิจารณา เพราะเราไม่มีอำนาจวินิจฉัย เนื่องจากเป็นอำนาจของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เพื่อดูว่า เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ คุณควรจะต้องทำอย่างไร

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา