
‘ปกรณ์’ กางตัวเลขเออร์ลี่ข้าราชการอายุ 40 ปีขึ้นไปมีประมาณหมื่นคน ยืนยันต้องเริ่มทำวันนี้ ไม่งั้นเป็นภาระคนในอนาคต ขณะที่การสอบ E-Exam 100% ใช้กับการสอบ ก.พ. ภาคก.เท่านั้น คาดว่าเริ่มได้ใน 2-3 ปี
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดการเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปนั้น ชี้แจงว่าไม่ใช่คนที่อายุ 40 ปี จะอยู่ที่ประมาณ 40 -45 ปี เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินบำเหน็จบำนาญด้วย ซึ่งหากให้คนอายุ 50 ปีขึ้นไปเออร์ลี่รีไทร์ ก็ไม่รู้จะออกไปทำอะไร เพราะการเปลี่ยนทักษะการทำงานเป็นเรื่องที่ยาก โดยเฉพาะทักษะในปัจจุบัน ที่อยู่ในยุคของ AI หลายคนตกงาน จึงต้องถามว่าเราจะอัพสกีลและรีสกิลอย่างไร ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย เมื่อจบมหาวิทยาลัยแล้ว เจอเทคโนโลยี AI ทำให้คนเหล่านั้นออกมาเป็นผู้ประกอบการ เช่น การไปเปิดร้านอาหาร แล้วใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย ประกอบกับโซเชียลมีเดีย เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะฉะนั้นการที่จะให้คนอายุเยอะ มาเปลี่ยนอาชีพจะสร้างความลำบาก เป็นอย่างมากเนื่องจากมีครอบครัวที่ต้องดูแล ซึ่งผลที่ตัดสินใจจะเออร์ลี่รีไทร์ แสดงว่าเป็นคนที่มีความพร้อม เพราะฉะนั้นจึงยึดมาตรการการเออร์ลี่รีไทร์แบบสมัครใจ ถ้าลาออกแสดงว่ามีหนทางไปก็ต้องให้ไป
ส่วนการประมาณการจำนวนสำหรับคนที่จะเออร์ลี่รีไทร์ 40ปีขึ้นไป นายปกรณ์ กล่าวว่า เบื้องต้นเป็นตัวเลขหลักหมื่นคนขึ้นไป ซึ่งขณะนี้ตัวเลขยังไม่นิ่ง แต่เรื่องสำคัญในการที่จะเออร์ลี่รีไทร์ จะต้องมีการเตรียมความพร้อม สำหรับการอยู่ในโลกอนาคต เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องปุบปับที่จะเกิดวันนี้พรุ่งนี้ แต่จะต้องคิดให้รอบคอบ
นายปกรณ์ ยังชี้แจงถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าไม่สามารถทำได้ โดยระบุว่าหากไม่ทำวันนี้ และรอไปอีก 10 ปี ปัญหาก็จะเกิด และคนรุ่นต่อไปจะมีปัญหา และกลายเป็นว่าคนที่อายุเยอะทิ้งปัญหาไว้ให้คนรุ่นหลัง รับรองย้ำว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่หมกมานานแล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องยอมรับ และต้องดูว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ประเภทที่มาด่ามาแซะกัน ไม่ขอรับฟัง แต่ถ้าเสนอแนวคิดว่าให้ทำแบบนี้แบบนั้น แบบนี้ตนชอบ ขอความเห็นแบบนั้นดีกว่า
@E-Exam เริ่มในอีก 2-3 ปี เฉพาะสอบภาค ก.
ขณะที่กรณีมติที่ประชุมคณะกรรมการ ก.พ. มีมติในแผนปฏิบัติการยกระดับการสอบ ก.พ. ภาค ก. เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Exam) 100%นั้น นายปกรณ์กล่าวว่า ว่า e-Exam เป็นวิธีการสอบของก.พ. โดยมองว่ามีข้อดี คือการไม่ต้องเดินทาง เพราะการสอบก.พ.แต่ละครั้ง ในภาคก. มีคนสอบทั้งประเทศ ซึ่งจะมีต้นทุนในการเดินทางไปยังสนามสอบ แต่การทำระบบe-Exam คือสามารถกระจายไปสอบตรงไหนก็ได้ รวมถึงด้านมาตรการในการตรวจข้อสอบ นอกจากจะใช้เครื่องตรวจ จะต้องมีคนตรวจอีก 2 รอบ จึงจะมีการประกาศผลที่ช้า แต่เมื่อมีการตั้งคำถามว่าการตรวจe-Exam ด้วยเครื่องน่าจะเร็ว แต่ต้องย้ำถึงความถูกต้อง ซึ่งหากจะเปลี่ยนการสอบมาเป็นระบบ e-Exam ก.พ.สามารถกำหนดได้เอง
นายปกรณ์ ยืนยันว่า ระบบการสอบแบบe-Exam ยังไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะบางพื้นที่ยังเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ต โดยคาดการณ์ว่าจะทำในอีก 2-3 ปีนี้

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา