
‘ศาลปกครองสูงสุด’ พิพากษาเพิกถอนคำสั่ง ‘ปลัดยุติธรรม’ ปลด ‘พ.ท.เอนก ยมจินดา’ อดีตผู้ตรวจราชการฯ ออกจากราชการ ปมจัดซื้อ‘อัลฟา 6’ ชี้ออกคำสั่งโดยมิชอบ เหตุไม่แต่งตั้ง 'คณะกรรมการสอบสวนทางวินัย' ก่อน พร้อมให้ 'ปลัด ยธ.' ดำเนินการทางวินัย-ออกคำสั่งใหม่ ให้ถูกต้อง
..............................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.2033/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อ.331/2569 ซึ่งเป็นคดีที่ พันโท เอนก ยมจินดา อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม (ผู้ฟ้องคดี) ฟ้อง ปลัดกระทรวงยุติธรรม กับพวก รวม 5 ราย (ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงยุติธรรม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) กระทรวงยุติธรรม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5))
กรณีปลัดกระทรวงยุติธรรม ออกคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ลับ ที่ 61/2565 ลงวันที่ 17 ก.พ.2565 ลงโทษปลด พันโท เอนก ยมจินดา ออกจากราชการ กรณีร่วมกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย จีที 200 และเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย ยี่ห้อ อัลฟา 6 ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2550 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ.2552 โดยไม่ตรวจสอบราคาที่ส่วนราชการอื่นเคยจัดซื้อ ทำให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ต้องจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัยในราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น และไม่มีประสิทธิภาพในการใช้งาน เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหาย
คดีนี้ ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ลับ ที่ 61/2565 ลงวันที่ 17 ก.พ.2565 ที่ลงโทษปลด พันโท เอนก ยมจินดา ออกจากราชการ โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับ และยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5
โดยศาลฯวินิจฉัยว่า เมื่อคดีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) มิได้มีมติชี้มูลความผิดว่า พันโท เอนก ยมจินดา (ผู้ฟ้องคดี) ได้กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ฯ ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ในฐานะผู้บังคับบัญชาของ พันโท เอนก ยมจินดา จึงไม่อาจถือเอารายงาน เอกสาร และคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 แล้วพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่ ป.ป.ช. มีมติได้
และเมื่อปลัดกระทรวงยุติธรรม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ในฐานะผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดี ไม่อาจถือเอารายงาน เอกสาร และคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 แล้ว การที่ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้มีคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ลับ ที่ 61/2565 ลงวันที่ 17 ก.พ.2565 ลงโทษปลดพันโท เอนก ยมจินดา ออกจากราชการ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
"...คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะผู้ฟ้องคดี (พันโท เอนก ยมจินดา) เป็นอดีตข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (กระทรวงยุติธรรม) ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ) มีหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช. ลับ ด่วนที่สุด ที่ ปช 0020/3030 ลงวันที่ 27 ธ.ค.2564 ถึงผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ว่า
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ได้รับเรื่องกล่าวหาผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์กับพวก ในขณะนั้น ว่า กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย จีที 200 และเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย ยี่ห้อ อัลฟา 6 ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2550 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ.2552
โดยไม่ตรวจสอบราคาที่ส่วนราชการอื่นเคยจัดซื้อ ทำให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ต้องจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัยในราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น และไม่มีประสิทธิภาพในการใช้งาน เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหาย
ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้รับเรื่องไว้พิจารณา โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนและรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมทั้งจัดทำสำนวนการไต่สวนเสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เพื่อพิจารณาอันเป็นการดำเนินการตามที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมให้อำนาจไว้
ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนแล้ว มีมติว่าการจัดซื้อเครื่องตรวจพิสูจน์สารเสพติดชนิดพกพา ยี่ห้อ อัลฟา 6 ครั้งที่ 4 โดยวิธีสอบราคา ตามใบสั่งซื้อ เลขที่ 59/2551 ลงวันที่ 3 ธ.ค.2551 จำนวน 2 เครื่อง ไม่มีการแต่งตั้งผู้ชำนาญการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับพัสดุหรืองานจ้างนั้นๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการ
และผู้ฟ้องคดี (ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2) ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ มีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการมติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 82 (2) ประกอบมาตรา 85 (7) และมาตรา 85 (1)
จึงขอส่งเรื่องไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ปลัดกระทรวงยุติธรรม) เพื่อดำเนินการทางวินัยกับผู้ฟ้องคดี (พันโท เอนก ยมจินดา) ตามนัยมาตรา 91 (2) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ซึ่งต่อมาสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้มีบันทึกข้อความ ลับ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 1012/7 ลงวันที่ 12 ม.ค.2565 เสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อให้ดำเนินการตามข้อ 58 ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556
และได้ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) มีมติ โดยให้ถือสำนวนการไต่สวนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
จะเห็นได้ว่า เมื่อผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหา ได้รับสำนวนการไต่สวนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 แล้ว ในการพิจารณาโทษทางวินัยที่จะถือเอารายงานเอกสาร และคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามกฎหมายหรือระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลกับผู้ถูกกล่าวหานั้น ๆ แล้วแต่กรณี ตามมาตรา 98 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ที่ใช้บังคับแก่คดีนี้ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีมติได้ นั้น
จะต้องเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ได้ไต่สวนข้อเท็จจริง และชี้มูลความผิดแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งในที่นี้ได้แก่ ผู้ฟ้องคดี (พันโท เอนก ยมจินดา) ว่า ได้กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งเป็นความผิดหลักเสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการกับความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำกรรมเดียวกันกับความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ในคราวเดียวกันได้
และต้องเป็นกรณีที่พิจารณาชี้มูลความผิดแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง เฉพาะแต่ละรายไป หลังจากที่ได้ไต่สวนและรวบรวมพยานหลักฐานแล้วว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐรายนั้นๆ มีมูลความผิดฐานใดบ้าง มิใช่พิจารณาเพียงว่าคำกล่าวหาที่ได้รับมานั้น มีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการทุจริต
เมื่อคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มิได้มีมติชี้มูลความผิดว่า ผู้ฟ้องคดีได้กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กรณีดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 98 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ปลัดกระทรวงยุติธรรม) ในฐานะผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดี (พันโท เอนก ยมจินดา) จึงไม่อาจถือเอารายงาน เอกสาร และคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 แล้วพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีมติได้
เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดี จึงไม่อาจถือเอารายงาน เอกสาร และคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 แล้ว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ลับ ที่ 61/2565 ลงวันที่ 17 ก.พ.2565 ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อศาลได้วินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดี และพิจารณามีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้อง ตามขั้นตอนของกฎหมายโดยดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในสองปี ตามมาตรา 100 วรรคสามแห่ง พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551
กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) อุทธรณ์ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีอำนาจไต่สวนและวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดที่เกี่ยวข้องกัน จึงมีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้มูลความผิดของผู้ฟ้องคดีในฐานกระทำความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
และกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ปลัดกระทรวงยุติธรรม) อุทธรณ์ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจสั่งบรรจุได้มีคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ลับ ที่ 61/2565 ลงวันที่ 17 ก.พ.2565 ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ตามมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงยุติธรรม) ในการประชุมครั้งที่ 2/2565 ลงวันที่ 15 ก.พ.2565 ซึ่งถือเอาสำนวนการสอบสวนการไต่สวนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ที่ชี้มูลความผิดทางวินัย โดยไม่แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยขึ้นอีก จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว นั้น จึงฟังไม่ขึ้น
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ลับ ที่ 61/2565 ลงวันที่ 17 ก.พ.2565 ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับ ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาว่า ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการคืนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้แก่ผู้ห้องคดี
และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดี และพิจารณามีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไข ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน
พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ลับ ที่ 61/2565 ลงวันที่ 17 ก.พ.2565 ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับ ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5” คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.2033/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อ.331/2569 ลงวันที่ 17 เม.ย.2569 อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา