
‘ศาลปค.สูงสุด’ เพิกถอนคำสั่ง ‘นายกเมืองพัทยา’ สั่ง ‘นิรันดร์ วัฒนศาสตร์สาธร’ อดีตนายกเมืองพัทยา’ ชดใช้สินไหมฯ 27 ล้าน ปมอนุมัติก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลม-แสงอาทิตย์บน ‘เกาะล้าน’ ปี 49 ทำให้ทางราชการเสียหาย 78 ล้าน เหตุใช้สิทธิเรียกร้องพ้น ‘อายุความ’ 10 ปี
............................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.2054/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.225/2569 ระหว่างนายนิรันดร์ วัฒนศาสตร์สาธร อดีตนายกเมืองพัทยา (ผู้ฟ้องคดี) กับนายกเมืองพัทยา (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กรณี นายกเมืองพัทยา (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) มีคำสั่งเมืองพัทยา ลับ ที่ 52/2559 ลงวันที่ 26 ส.ค.2559 ให้นายนิรันดร์ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 27,825,076.09 บาท แก่เมืองพัทยา ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง ซึ่งให้ความเห็นชอบและอนุมัติให้ดำเนินโครงการก่อสร้างและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ บนเกาะล้าน (ระยะที่ 1) ของเมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อปี 2549 ซึ่งโครงการฯมีการกำหนดราคาค่าก่อสร้างเกินจริง ,การตรวจรับงานงวดที่ 4 ไม่เป็นไปตามแบบรูปราชการ และอนุมัติจัดจ้างโดยวิธีพิเศษที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหายเป็นเงินรวม 78,396,955.37 ล้านบาท
และต่อมาผู้ ว่าราชการจังหวัดชลบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ได้มีหนังสือจังหวัดชลบุรี ลับ ด่วนที่สุด ที่ ชบ 0023.4/20 ลงวันที่ 19 ม.ค.2560 ที่ยกอุทธรณ์เฉพาะในส่วนของผู้ฟ้องคดี
คดีนี้ ศาลปกรองสูงสุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี) ตามหนังสือจังหวัดชลบุรี ลับ ด่วนที่สุด ที่ ชบ 0023.4/20 ลงวันที่ 19 ม.ค.2560 ที่ยกอุทธรณ์ เฉพาะในส่วนของผู้ฟ้องคดี โดยให้มีผลย้อนหลัง ซึ่งการเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว มีผลทำให้คำสั่งเมืองพัทยา ลับ ที่ 52/2559 ลงวันที่ 26 ส.ค.2559 ที่ให้นายนิรันดร์ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 27,825,076.09 บาท แก่เมืองพัทยา สิ้นผลไปด้วย
โดยศาลฯวินิจฉัยว่า คำสั่งเมืองพัทยา ลับ ที่ 52/2559 ลงวันที่ 26 ส.ค.2559 ของนายกเมืองพัทยา (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ที่ให้ นายนิรันดร์ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เมืองพัทยา เป็นเงินจำนวน 27,825,076.09 บาท นั้น เป็นการออกคำสั่งให้ชดใช้ฯเมื่อพ้น 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด ตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นการออกคำสั่งเมื่อพ้นกำหนดเวลาการใช้สิทธิเรียกร้องตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว
“…คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลังจากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดร่วมตามคำสั่งเมืองพัทยา ลับ ที่ 37/2559 ลงวันที่ 28 ก.ค.2559 ได้เสนอรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ลงวันที่ 22 ส.ค.2559 ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายกเมืองพัทยา) ว่า มีความเสียหายเกิดขึ้นเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 78,396,955.37 บาท
โดยในส่วนของผู้ฟ้องคดี (นายนิรันดร์ วัฒนศาสตร์สาธร) เห็นควรให้รับผิด ในฐานะผู้อนุมัติให้จัดจ้างโดยวิธีพิเศษ และลงนามในบันทึกตกลงจ้าง ลงวันที่ 28 ส.ค.2549 เป็นเงินจำนวน 20,235,223.56 บาท รับผิดในฐานะผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ผู้อนุมัติราคากลางเกินจริงเป็นเงินจำนวน 2,529,950.81 บาท และรับผิดแทนนายสิทธิภาพ เมืองคุ้ม ผู้บังคับบัญชา ที่ผ่านงาน ที่ถึงแก่กรรมเป็นเงินจำนวน 5,059,901.61บาท รวมเป็น จำนวนเงินทั้งสิ้น 27,826,076.09 บาท
ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายกเมืองพัทยา) ได้เห็นชอบตามที่เสนอท้ายรายงานของคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2559 วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีหนังสือ ลับ ที่ ชบ 52313/47 ลงวันที่ 25 ส.ค.2559 ส่งสำนวนการสอบสวนให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ ตามข้อ 17 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำสั่งเมืองพัทยา ลับ ที่ 52313/2559 ลงวันที่ 26 ส.ค.2559 ให้ผู้ฟ้องคดี (นายนิรันดร์ วัฒนศาสตร์สาธร) รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 27,825,076.09 บาท แก่เมืองพัทยา
ซึ่งแม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อใด แต่ตามหนังสือที่ ชบ 52313/7078 ลงวันที่ 11 พ.ค.2559 ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ส่งคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี) ระบุว่า เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อเมืองพัทยาภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือ ลงวันที่ 23 ก.ย.2559 อุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวในวันเดียวกัน จึงฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างเร็วที่สุดเมื่อวันที่ 6 ก.ย.2559 คำสั่งเมืองพัทยา ลับ ที่ 52/2559 ลงวันที่ 26 ส.ค.2559 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เมืองพัทยา จึงมีผลใช้บังคับต่อผู้ฟ้องคดีตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป ทั้งนี้ ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายกเมืองพัทยา) ออกคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจากเจ้าหน้าที่กรณีได้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ภายนกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แล้ว
อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ นอกจากหน่วยงานของรัฐจะต้องใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แล้ว ยังจะต้องใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนภายในกำหนดอายุความสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมืองพัทยาโดยผู้ฟ้องคดี (นายนิรันดร์ วัฒนศาสตร์สาธร) ได้ทำสัญญาว่าจ้างให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ก่อสร้างและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์บนเกาะล้าน ตามบันทึกข้อตกลงจ้าง ลงวันที่ 28 ส.ค.2549 จึงครบกำหนดระยะเวลาการใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดภายในอายุความ 10 ปี คือ ภายในวันที่ 28 ส.ค.2559
แต่โดยที่ได้วินิจฉัยไปแล้วข้างต้นว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งคำสั่งเมืองพัทยา ลับที่ 52/2559 ลงวันที่ 26 ส.ค.2559 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างเร็วที่สุด เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2559 และคำสั่งดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อผู้ฟ้องคดีตั้งแต่วันดังกล่าว
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำสั่งเมืองพัทยา ลับ ที่ 52/2559 ลงวันที่ 26 ส.ค.2559 ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เมืองพัทยา จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้อง โดยการออกคำสั่งให้ชดใช้เงินเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เมื่อการออกคำสั่งเมืองพัทยา ลับ ที่ 52/2559 ลงวันที่ 26 ส.ค.2559 เป็นการออกคำสั่งเมื่อพ้นกำหนดเวลาการใช้สิทธิเรียกร้องตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว การออกคำสั่งดังกล่าว จึงมิได้มีผลทำให้อายุความการใช้สิทธิเรียกร้องสะดุดหยุดลงตามนัยมาตรา 193/14 (5) แห่งประมวลกฎหมายเดียวกัน แต่อย่างใด
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายกเมืองพัทยา) มีคำสั่งเมืองพัทยาที่ 1052/2564 ลงวันที่ 19 เม.ย.2564 ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 2,258,884.65 บาท ซึ่งมีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งเดิม (คำสั่งเมืองพัทยาลับ ที่ 52/2559 ลงวันที่ 26 ส.ค.2559) เฉพาะในส่วนจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ฟ้องคดีต้องรับผิด จากจำนวน 27,825,076.09 บาท เป็นจำนวน 2,258,884.65 บาท ย่อมมีผลเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาการใช้สิทธิเรียกร้องตามที่กฎหมายกำหนดแล้วเช่นกัน
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งเมืองพัทยา ลับ ที่ 52/2559 ลงวันที่ 26 ส.ค.2559 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งเมืองพัทยา ที่ 1052/2564 ลงวันที่ 19 เม.ย.2564 จึงเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ซึ่งปัญหาเกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้อง ภายในอายุความที่กฎหมายกำหนดเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลปกครองสูงสุดยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งได้เองตามข้อ 92 ประกอบกับข้อ 116 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543
เมื่อได้วินิจฉัยไปแล้วข้างต้นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งเมืองพัทยา ลับ ที่ 52/2559 ลงวันที่ 26 ส.ค.2559 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งเมืองพัทยา ที่ 1052/2564 ลงวันที่ 19 เม.ย.2564 ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เมืองพัทยา เป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีตามหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ ซบ 0023.4/30 ลงวันที่ 19 ม.ค.2560 ซึ่งเป็นการยืนยันความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ศาลจึงมีอำนาจเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และเมื่อเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ย่อมทำให้คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสิ้นผลไป
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี) ตามหนังสือจังหวัดชลบุรี ลับ ด่วนที่สุด ที่ ชบ 0023.4/20 ลงวันที่ 19 ม.ค.2560 ที่ยกอุทธรณ์ เฉพาะในส่วนของผู้ฟ้องคดี โดยให้มีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน” คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.2054/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.225/2569 ลงวันที่ 16 มี.ค.2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา