
‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษาแก้จำคุก ‘อดีตนายกเทศมนตรี’ ต.หนองสาหร่าย 56 ปี 448 เดือน เบิกจ่ายเงินจ้าง ‘ผู้ฝึกสอนกีฬา’ มิชอบ ติดคุกจริง 50 ปี
......................................
เมื่อวันที่ 4 ส.ค. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่ผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ประจำเดือน มิ.ย.2569 ว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2568 ศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 642/2567 คดีหมายเลขแดงที่ 13207/2568
โดยเป็นคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้องนายปรีชานนท์ จำนงกูล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลหนองสาหร่าย อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี กับพวก เบิกจ่ายเงินค่าจ้างผู้ฝึกสอนในการแข่งขันกีฬาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสัมพันธ์ ครั้งที่ 14 ‘ตลาดเขตเกมส์’ โดยมิชอบและจัดหาผู้ที่มิได้มีอาชีพรับจ้างมาดำเนินการก่อสร้าง
คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นว่า เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 (นายปรีชานนท์ จำนงกูล) จำเลยที่ 2 (นายประเสริฐ แป้นทอง) และจำเลยที่ 4 ถึงจำเลยที่ 6 (นายไพศาล แดงเจริญ จำเลยที่ 4 นายสง่า แผนกุล จำเลยที่ 5 และนายบุญส่ง จันทร์ยวง จำเลยที่ 6) กระทงละหนึ่งในสามแล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 กระทงละ 2 ปี 16 เดือน รวม 28 กระทง เป็นจำคุกคนละ 56 ปี 448 เดือน แต่คงให้จำคุกคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)
คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 กระทงละ 1 ปี 14 เดือน 20 วัน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี 44 เดือน คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5 กระทงละ 1 ปี 14 เดือน 20 วัน รวม 15 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี 220 เดือน คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 6 กระทงละ 1 ปี 14 เดือน 20 วัน รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 176 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติครั้งที่ 013/2569 เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 มีมติเห็นชอบในการที่อัยการสูงสุดที่จะไม่ฎีกาคำพิพากษาคดีอาญา
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มติครั้งที่ 105/2563 ชี้มูลความผิด นายปรีชานนท์ จำนงกูล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลหนองสาหร่าย อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี กับพวก เบิกจ่ายเงินค่าจ้างผู้ฝึกสอนในการแข่งขันกีฬาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสัมพันธ์ ครั้งที่ 14 ‘ตลาดเขตเกมส์’ โดยมิชอบและจัดหาผู้ที่มิได้มีอาชีพรับจ้างมาดำเนินการก่อสร้าง โดยมีมีมูลความผิดทางอาญา ป.อ.มาตรา 151 มาตรา 152 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) (4) และ พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 192 ประกอบ ป.อ.มาตรา 83 และมาตรา 86
ต่อมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 (ศาลชั้นต้น) ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 84/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อท 59/2566 วันที่ 23 พ.ค.2566 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 (นายปรีชานนท์ จำนงกูล จำเลยที่ 1 นายประเสริฐ แป้นทอง จำเลยที่ 2 นายวีรวุฒิ สุคนธมาน จำเลยที่ 3) และที่ 8 (นางสาวกัญญา อินทร์ประทับ จำเลยที่ 8) มีความผิด (ฟ้องโจทก์ข้อ 2 (1) (2) และ (3) ตามมาตรา 151 (เดิม), 162 (1) (4) (เดิม), พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบ มาตรา 83
จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 (นายไพศาล แดงเจริญ จำเลยที่ 4 นายสง่า แผนกุล จำเลยที่ 5 นายบุญส่ง จันทร์ยวง จำเลยที่ 6 นายอาคม เห็นประเสริฐ จำเลยที่ 7) มีความผิดตามมาตรา 151 (เดิม), 162 (1) (4) (เดิม), พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบมาตรา 86
จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิด (ฟ้องโจทก์ข้อ 2 (4) ถึง (28)) ตามมาตรา 151 เดิม, 152 เดิม, 162 (1) (4) เดิม, พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามมาตรา 151 เดิม, 152 เดิม, 162 (1) (4) เดิม, พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบมาตรา 86 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90
ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 28 กระทง เป็นจำคุกคนละ 140 ปี ลงโทษจำเลยที่ 3 จำคุกกระทงละ 5 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี และปรับ 60,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 4 จำคุกกระทงละ 2 ปี 16 เดือน และปรับกระทงละ 13,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 48 เดือน และปรับ 39,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 5 จำคุกกระทงละ 2 ปี 16 เดือน รวม 15 กระทง เป็นจำคุก 30 ปี 240 เดือน
ลงโทษจำเลยที่ 6 จำคุกกระทงละ 2 ปี 16 เดือน รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี 192 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 7 จำคุก 2 ปี 16 เดือน และปรับ 13,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 8 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี
ในทางพิจารณาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 8 นับเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม รวมทุกกระทง เป็นลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุก คนละ 92 ปี 16 เดือน แต่คงให้จำคุกไว้คนละ 50 ปี ตามมาตรา 91 (3) คงลงโทษจำเลยที่ 4 จำคุก 4 ปี 32 เดือน และปรับ 26,000 บาท คงลงโทษจำเลยที่ 5 จำคุก 20 ปี 160 เดือน คงลงโทษจำเลยที่ 6 จำคุก 16 ปี 128 เดือน คงลงโทษจำเลยที่ 8 จำคุก 6 ปี 48 เดือน
จำเลยที่ 3 และที่ 7 ให้การรับสารภาพ นับเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง รวมทุกกระทง คงลงโทษจำเลยที่ 3 จำคุก 6 ปี 18 เดือน และปรับ 30,000 บาท คงลงโทษจำเลยที่ 7 จำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 6,500 บาท
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 7 ที่ให้การรับสารภาพแสดงว่ามีความรู้สำนึกผิดชอบชั่วดีในการกระทำความผิด ทั้งไม่ปรากฏได้มีประโยชน์ส่วนตัวที่เกี่ยวกับทรัพย์สินในทางทุจริตให้เห็นอย่างเด่นชัดมากเท่าไร และการกระทำยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการมากนัก ส่วนจำเลยที่ 4 กระทำการที่เกี่ยวด้วยความผิดเป็นผู้ติดต่อประสานงาน แม้จะรวมถึงในเรื่องการนำเช็คไปเบิกถอนเงินด้วย แต่ไม่ปรากฏมีพฤติกรรมที่ส่อให้เห็นไปในทางทุจริตอย่างร้ายแรงมากเท่าใด
ประกอบกับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 ไม่เคยต้องรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามมาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29 ,30 (ที่แก้ไขใหม่) ข้อหาอื่น สำหรับจำเลยที่ 4 ให้ยก

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา