
‘กสม.’ เผยผลการตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้ซ้ำโรงงานเก็บกากอุตสาหกรรม ‘บ.วิน โพรเสสฯ’ ชี้ละเมิดสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน พร้อมแนะปรับแก้ ‘พ.ร.บ.โรงงานฯ’ ชงเพิ่มนิยาม ‘กิจการที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม’
...........................................
เมื่อวันที่ 21 ส.ค. นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้หยิบยกกรณีเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานเก็บกากสารเคมีอุตสาหกรรมของบริษัท วิน โพรเสส จำกัด ในพื้นที่ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2567 ขึ้นตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังพบว่าเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวส่งผลให้มลพิษและสารเคมีแพร่กระจายสู่ชุมชนโดยรอบ
ในเวลานั้นจังหวัดระยองจึงประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยและอพยพประชาชน อีกทั้งยังตรวจพบการปนเปื้อนสารเคมีในดินและแหล่งน้ำในพื้นที่ ทั้งนี้ ก่อนเกิดเหตุ ศาลจังหวัดระยองเคยมีคำพิพากษาให้บริษัท วิน โพรเสสฯ และกรรมการต้องกำจัดและบำบัดวัตถุอันตรายของกลางมาแล้ว แต่บริษัทดำเนินการอย่างล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ จนเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ซ้ำอีก 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2567 และ 27 ม.ค.2568
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง กสม. เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 43 (2) และมาตรา 57 รับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ข้อ 12 และหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ที่กำหนดให้ภาคธุรกิจต้องหลีกเลี่ยงการก่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและต้องตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD)
กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จะว่าจ้างเอกชนเข้าบำบัดกำจัดวัตถุอันตรายภายใต้การกำกับของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) แต่การดำเนินการเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพ จนก่อให้เกิดภัยพิบัติเพลิงไหม้ซ้ำซ้อนในช่วงปี 2567-2568 ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยและทรัพย์สินของประชาชนอย่างรุนแรง และกระทบต่อเนื่องต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การกระทำของบริษัท วิน โพรเสสฯ และกรรมการบริษัทจึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน
ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของ กรอ. และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้ใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอเข้าดำเนินการแทนบริษัทในการกำจัดและบำบัดของกลาง ส่วนการบำบัดสารเคมีส่วนที่เหลือซึ่งยังไม่สามารถดำเนินการได้ในทันทีด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ต้องใช้จำนวนมาก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ระหว่างการขออนุมัติงบกลางเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา จึงถือได้ว่าได้ใช้หน้าที่และอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างต่อเนื่องในกรอบที่สามารถกระทำได้ จึงยังไม่ถือว่าหน่วยงานมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ กสม. ยังเห็นว่ากฎหมายว่าด้วยโรงงานที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีช่องว่างหลายประการที่เป็นอุปสรรคต่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เช่น นิยามคำว่า "โรงงาน" ที่กำหนดเฉพาะจำนวนแรงม้าหรือคนงานทำให้กิจการที่มีการปล่อยมลพิษสูงบางประเภทอาจหลุดพ้นจากการกำกับดูแล การที่อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานจะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อโรงงานถูกสั่งปิดหรือแจ้งเลิกกิจการ ส่งผลให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าจัดการมลพิษที่ตกค้างในพื้นที่โรงงานได้
ในขณะที่บทกำหนดโทษที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและไม่มีโทษปรับรายวันสำหรับการฝ่าฝืนต่อเนื่อง ทำให้ขาดแรงจูงใจเพียงพอที่จะป้องปรามการกระทำผิด นอกจากนี้ ยังไม่มีกองทุนเฉพาะเพื่อฟื้นฟูเยียวยาสิ่งแวดล้อม และไม่มีระบบบังคับรายงานการปลดปล่อยมลพิษ (PRTR) ที่เป็นระบบด้วย
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะโดยสรุปไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปได้ดังนี้
1.ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดมาตรการควบคุมป้องกันการรั่วไหลของสารเคมีอย่างเคร่งครัด ตลอดจนฟื้นฟูสภาพดินและแหล่งน้ำสาธารณะหนองพะวาและที่ดินของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการของบริษัท วิน โพรเสสฯ ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม พร้อมจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจตรวจสอบเชิงรุกและระงับอุบัติภัยและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างทันท่วงที
โดยต้องเร่งรัดการกำจัด บำบัดวัตถุอันตราย และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปนเปื้อนทั่วประเทศให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามมาตรฐานสากลและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้เร่งพัฒนาระบบติดตามการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Manifest) ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ก่อกำเนิดกาก ผู้ขนส่ง และผู้กำจัดแบบเรียลไทม์
พร้อมกันนี้ให้ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษเร่งรัดการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด ตลอดจนเจ้าของหรือผู้ครอบครองวัตถุอันตรายให้ถึงที่สุด กรณีตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานและพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจากการประกอบกิจการภายในโรงงาน
2.ให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยแก่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมที่แจ้งเบาะแสการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและให้กรมอนามัยจัดระบบเฝ้าระวังและฟื้นฟูสุขภาพประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
3.ให้กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันและปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ให้ครอบคลุมการเพิ่มนิยาม "โรงงาน" ให้รวมถึงกิจการที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม การจัดตั้งกองทุนโรงงานเพื่อเยียวยาความเสียหาย การบังคับทำประกันภัยหรือวางหลักประกันตามหลัก "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" การกำหนดให้โรงงานที่ถูกสั่งปิดยังมีสถานะเสมือนผู้รับอนุญาตจนกว่าจะจัดการมลพิษเรียบร้อย การกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานหรือผู้ครอบครองวัตถุอันตรายต้องจัดทำรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR)
ตลอดจนเพิ่มอัตราโทษปรับและยกเลิกการเปรียบเทียบปรับในความผิดร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดการกากอุตสาหกรรมเป็นการเฉพาะเพื่อควบคุมการประกอบกิจการโรงงาน และให้มีบทบัญญัติกำหนดให้โรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวข้องกับกากอุตสาหกรรม วัตถุอันตราย หรือโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน และจัดให้มีกลไกร้องเรียนเยียวยาที่มีประสิทธิภาพสำหรับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา