
‘ป.ป.ช.’ มีมติชี้มูลความผิด ‘อดีตนายก อบต.ทุ่ม-พวก’ เรียกเงิน 2 แสน แลกช่วยให้เข้าทำงานเป็น ‘พนักงานจ้างตามภารกิจ’ ได้
.........................................
เมื่อวันที่ 22 ก.ย. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายพิภพ พวงจันทร์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ กับพวก กรณีเรียกรับเงิน จำนวน 200,000 บาท ในการสมัครสอบเข้าทำงานเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจในองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ.2566
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2565 ก่อนที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่มจะประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อการสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ ปรากฏว่านายพิภพ พวงจันทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่มในขณะนั้น นายวัชร์ชพล วรดิษฐ์เรืองเดช หรือนายสุรศักดิ์ อินทนา ที่ปรึกษาส่วนตัวของนายพิภพ พวงจันทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม นางพรสวรรค์ ขุนพันธ์ ผู้อำนวยการกองคลัง สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม
และนางศรีนวล ศรีแก้ว พนักงานจ้างเหมาบริการทั่วไป สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม ได้ร่วมกันแจ้งนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ พนักงานจ้างเหมาบริการทั่วไป สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม ว่าจะมีการเปิดรับสมัครสอบพนักงานจ้างตามภารกิจ และถามว่าน้องสาวของนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ ประสงค์จะมาทำงานที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่มหรือไม่ นางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ จึงขอกลับไปปรึกษามารดาและน้องสาวของตนก่อน
ต่อมานางพรสวรรค์ ขุนพันธ์ และนางศรีนวล ศรีแก้ว ได้ไปพบมารดาของนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ ที่บ้าน เพื่อพูดคุยตกลงเกี่ยวกับการเรียกรับเงินในการสอบดังกล่าว โดยนางพรสวรรค์ ขุนพันธ์ แจ้งว่าจะให้เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าพนักงานธุรการ ได้รับเงินเดือนๆ ละประมาณ 15,000 บาท แต่จะต้องจ่ายเงินก่อนเข้าสอบ จำนวน 200,000 บาท เพื่อนำไปจ่ายให้กับทีมงานองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม ซึ่งน้องสาวของนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ ตอบตกลง
ต่อมาเมื่อองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่มประกาศรับสมัครสอบในตำแหน่งดังกล่าว ตามประกาศลงวันที่ 12 ตุลาคม 2565 ปรากฏว่ามารดาของนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ ได้ไปติดต่อกู้ยืมเงินจากธนาคารและญาติเพื่อให้ครบจำนวน 200,000 บาท ตามที่ถูกเรียกรับ จากนั้นนางศรีนวล ศรีแก้ว จึงได้นัดหมายกับนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ เพื่อรับเงิน โดยจ่ายเป็นเงินสดครั้งแรกจำนวน 100,000 บาท และครั้งที่สองอีก 30,000 บาท
จากนั้นเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2565 น้องสาวของนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ ได้ไปสมัครสอบในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าพนักงานธุรการที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม แต่เจ้าหน้าที่ผู้รับสมัครสอบแจ้งว่า น้องสาวของนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ จบการศึกษาไม่ตรงกับสายงานในตำแหน่งดังกล่าว จึงไม่สามารถสมัครสอบได้ นางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ มารดา และน้องสาว จึงได้ไปที่บ้านของนางศรีนวล ศรีแก้ว เพื่อขอเงินคืน
นางศรีนวล ศรีแก้ว จึงได้ให้ทั้งสามโทรศัพท์ไปคุยกับนายวัชร์ชพล วรดิษฐ์เรืองเดช หรือ นายสุรศักดิ์ อินทนา เพื่อขอเงินคืน แต่เมื่อคุยแล้ว นายวัชร์ชพล วรดิษฐ์เรืองเดช หรือนายสุรศักดิ์ อินทนา และนางศรีนวล ศรีแก้ว กลับบ่ายเบี่ยงที่จะคืนเงิน แต่ได้แจ้งนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ ซึ่งทำงานที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่มและมีคุณสมบัติตรงตามตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าพนักงานธุรการ ว่าให้ไปสมัครสอบในตำแหน่งนี้แทน ส่วนเงินที่จ่ายมาก็มาชำระส่วนนี้แทน ซึ่งนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ ก็ได้ไปสมัครสอบในตำแหน่งดังกล่าว แต่ปรากฏว่าสอบไม่ผ่านและไม่ได้รับการจ้างเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ
ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 นางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ และน้องสาว ได้เดินทางไปที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการขอเงินคืนกับนายพิภพ พวงจันทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม และนายวัชร์ชพล วรดิษฐ์เรืองเดช หรือนายสุรศักดิ์ อินทนา ซึ่งนายพิภพ พวงจันทร์ และนายวัชร์ชพล วรดิษฐ์เรืองเดช หรือนายสุรศักดิ์ อินทนา ได้แจ้งกับนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ และน้องสาว ว่าจะคืนเงินจำนวนดังกล่าว จากนั้นได้มีการติดต่อมาโดยตลอด แต่ทั้งสองก็บ่ายเบี่ยงที่จะคืนเงินให้
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
1.การกระทำของนายพิภพ พวงจันทร์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 มาตรา 157 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 มาตรา 173 และมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 90/1
2.การกระทำของนางศรีนวล (แมะ) ศรีแก้ว และนายวัชร์ชพล (ล้าน) วรดิษฐ์เรืองเดช หรือนายสุรศักดิ์ อินทนา มีมูลความผิดฐานสนับสนุนนายพิภพ พวงจันทร์ ตามฐานความผิดดังกล่าว
3.การกระทำของนางพรสวรรค์ ขุนพันธ์ มีมูลความผิดฐานสนับสนุนนายพิภพ พวงจันทร์ ตามฐานความผิดดังกล่าวและมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
อนึ่ง การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา