
‘ป.ป.ช.’ มีมติชี้มูลความผิด ‘อดีตนักวิชาการเงินฯ’ กองทุนพัฒนาสตรีฯ 2 กรณี ปลอมลายเซ็นสั่งจ่ายเช็ค-โอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง รวมกว่า 3.6 ล้านบาท อ้างเป็น ‘หนี้’ ล่าสุดโดนไล่ออกแล้ว
........................................
เมื่อวันที่ 22 ก.ย. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี สังกัดสำนักงานเลขานุการคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีระดับจังหวัด จังหวัดกระบี่ (กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่) กรมการพัฒนาชุมชน ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเงินในเช็คของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่ แล้วนำไปขอเบิกถอนเงินจากธนาคารออมสิน สาขากระบี่ เป็นของตนเองโดยทุจริต เป็นเงินจำนวน 1,100,000 บาท เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 นางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว นักวิชาการเงินและบัญชี สังกัดสำนักงานเลขานุการคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีระดับจังหวัด จังหวัดกระบี่ (กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่) กรมการพัฒนาชุมชน ได้นำเช็คธนาคารออมสิน สาขากระบี่ ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 เช็คสั่งจ่ายนางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว จำนวน 1,100,000 บาท ลงนามผู้มีอำนาจสั่งจ่ายจำนวนสองคน มายื่นต่อพนักงานของธนาคารออมสิน สาขากระบี่
เมื่อธนาคารได้ทำการตรวจสอบความถูกต้องของเช็คและลายมือชื่อของผู้มีอำนาจลงนามในเช็คพบว่า มีความเหมือนกันกับลายมือชื่อที่ให้ไว้กับทางธนาคาร จึงทำการเบิกจ่ายเช็คดังกล่าว โดยตัดเงินจากบัญชีกระแสรายวัน ชื่อบัญชีกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่ และโอนไปยังบัญชีธนาคารออมสินของนางสาว สุภัคสา ล้อมกองแก้ว จำนวน 1,100,000 บาท
ต่อมาพัฒนาการจังหวัดกระบี่ ซึ่งกำกับดูแลกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่ ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ธนาคารออมสินว่าพบความผิดปกติเกี่ยวกับการเบิกถอนเงินกองทุน จึงได้มีการตรวจสอบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินทุกบัญชีของกองทุน พบว่าเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 ได้มีการโอนเงินจำนวน 1,100,000 บาท จากบัญชีธนาคารออมสินของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่ไปยังบัญชีธนาคารออมสินของนางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ ของสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกระบี่ ได้สอบถามเรื่องดังกล่าวจากนางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว ซึ่งยอมรับ ว่ามีการปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายในเช็คและนำเช็คไปเบิกเงินและโอนเงินเข้าบัญชีตนเองจริง เนื่องจากมีหนี้สิน และได้จัดทำบันทึกคำรับสารภาพดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองกระบี่และพนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องมาให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้
การกระทำของนางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 147 มาตรา 157 มาตรา 161 มาตรา 264 มาตรา 266 (4) และมาตรา 268 ประกอบมาตรา 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
สำหรับความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง กรมการพัฒนาชุมชนได้มีคำสั่งลงโทษไล่นางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2566 ในการกระทำความผิดนี้เหมาะสมแก่ความผิดแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 91 (2) อีก ให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยัง อัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 91 (1) ต่อไป
@ถูกชี้มูลความผิดคดีที่ 2 ปลอมลายเซ็นสั่งจ่ายเช็ค
นอกจากนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีมติชี้มูลความผิด นางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี สังกัดสำนักงานเลขานุการคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีระดับจังหวัด จังหวัดกระบี่ (กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่) กรมการพัฒนาชุมชน ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเงินในเช็คของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่ แล้วนำไปขอ เบิกถอนเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 6 ครั้ง เป็นของตนเองโดยทุจริต รวมเป็นเงิน จำนวน 2,547,610 บาท เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2566 นางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว นักวิชาการเงินและบัญชี สังกัดสำนักงานเลขานุการคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีระดับจังหวัด จังหวัดกระบี่ (กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่) กรมการพัฒนาชุมชน ได้นำเช็คของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่ ซึ่งปลอมแปลงลายมือชื่อของผู้มีอำนาจสั่งจ่ายไปขอเบิกถอนจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระบี่ ไปขอเบิกเงินและโอนเงินเข้าบัญชีของตน จำนวน 6 ครั้ง ระหว่างวันที่ 1-21 กุมภาพันธ์ 2566 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,547,610 บาท
ต่อมาเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกระบี่ ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ว่าพบความผิดปกติเกี่ยวกับการเบิกถอนเงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จังหวัดกระบี่ จึงได้มีการตรวจสอบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินทุกบัญชีของกองทุน พบว่า เมื่อช่วงวันที่ 1 - 21 กุมภาพันธ์ 2566 ได้มีการโอนเงิน 6 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 2,547,610 บาท จากบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่ไปยังบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ของนางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกระบี่ ได้สอบถามเรื่องดังกล่าวจากนางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว ซึ่งยอมรับว่ามีการปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจ สั่งจ่ายในเช็คและนำเช็คไปเบิกเงินและโอนเงินเข้าบัญชีตนเองจริง เนื่องจากมีหนี้สิน และได้จัดทำบันทึกคำรับสารภาพดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธร เมืองกระบี่ และพนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องมาให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้
การกระทำของนางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 147 มาตรา 157 มาตรา 161 มาตรา 264 มาตรา 266 (4) และมาตรา 268 ประกอบมาตรา 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
สำหรับความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง กรมการพัฒนาชุมชนได้มีคำสั่งลงโทษไล่นางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2566 ในการกระทำความผิดนี้เหมาะสมแก่ความผิดแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 91 (2) อีก ให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 91 (1) ต่อไป
อนึ่ง การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา