
‘ศาลฎีกาฯ’ พิพากษาจำคุก ‘อดีตรองนายก อบต.กำพี้’ 1 เดือน ไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ไม่ปรากฏเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้ ‘รอลงอาญา’ 1 ปี เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป
...................................
เมื่อวันที่ 25 ก.ย. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม 37/2568 คดีหมายเลขแดง ที่ อม 32/2569 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. (ผู้ร้อง) กับนายสามารถ พันทองอดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำพี้ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม (ผู้ถูกกล่าวหา) เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
คดีนี้ ศาลฎีกาฯ พิพากษาว่า นายสามารถ พันทอง ผู้ถูกกล่าวหา จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำพี้ ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสอง (1) วรรคสาม กับมีความผิดตามมาตรา 167 จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท
นายสามารถ พันทอง ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ถึงหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 28 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30
“พิเคราะห์คำร้อง คำให้การรับสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา (นายสามารถ พันทอง) และสำนวนการไต่สวนของผู้ร้อง (ป.ป.ช.) แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2556 ผู้ถูกกล่าวหาได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำพี้ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 และผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 ตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม
แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่ง ผู้ร้องมีหนังสือฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2564 และวันที่ 5 ตุลาคม 2564 แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อมาผู้ร้องมีหนังสือให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหา และมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 แต่ผู้ถูกกล่าวหาเพิกเฉย
ผู้ร้องมีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 อันมีมูลความผิดทางอาญาตามมาตรา 167 กรณีพ้นจากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำพี้
มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินตามมาตรา 114 อันมีมูลความผิดทางอาญามาตรา 167 กรณีพ้นจากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำพี้ หรือไม่
เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นรองผู้บริหารท้องถิ่น จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องกรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 102 (4) และมาตรา 105
ประกอบประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตาม มาตรา 102 (4) พ.ศ.2561 ซึ่งการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กฎหมายบัญญัติเป็นมาตรการในการป้องกันการทุจริตและเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจในตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงกำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นรองผู้บริหารท้องถิ่นมีหน้าที่อื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
ผู้ถูกกล่าวหาเคยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งต่อผู้ร้องมาก่อนแล้ว ย่อมทราบว่าตนมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องอีกครั้งกรณีพ้นจากตำแหน่ง เมื่อผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิงหลายครั้ง และแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหา รวมทั้งมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว
แต่ผู้ถูกกล่าวหายังคงเพิกเฉยและไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่ง เพื่อให้ผู้ร้องมีข้อมูลในการตรวจสอบว่า ทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหามีความเปลี่ยนแปลงผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้การตรวจสอบเพื่อเปรียบเทียบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งเกิดความคลาดเคลื่อน
เมื่อพิจารณาสำนวนการไต่สวนของผู้ร้องประกอบคำให้การรับสารภาพของผู้ถูกกล่าวหาแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำพี้ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 และการกระทำของผู้ถูกกล่าวหายังเป็นความผิดตาม มาตรา 167 อีกด้วย
พิพากษาว่า นายสามารถ พันทอง ผู้ถูกกล่าวหาจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำพี้ ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสอง (1) วรรคสาม กับมีความผิดตามมาตรา 167 จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท
ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ถึงหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 28 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30” คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม 37/2568 คดีหมายเลขแดง ที่ อม 32/2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา