
‘ศาลฎีกาฯ’ พิพากษาตัดสิทธิสมัครเลือกตั้ง 4 ‘ผู้สมัครเลือก สว.’ ยะลา หลักฐาน ‘มัด’ สมยอมจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกัน เอาเปรียบ-ไม่เป็นธรรมต่อผู้สมัครรายอื่น ฝ่าฝืน รธน.-ผิด พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว.
.....................................
เมื่อวันที่ 26 ก.ย. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงาว่า เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา เผยแพร่คำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 7/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 73/2569 ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. (ผู้ร้อง) และนางสาวซอลีฮะห์ อาเย๊าะแซ (ผู้คัดค้านที่ 1) นางบัดรียะห์ ยะโตะ (ผู้คัดค้านที่ 2) นางศรีสุภรณ์ แซ่เจ็ง (ผู้คัดค้านที่ 3) และนางปิยนุช รัตน์ศรีจันทร์ (ผู้คัดค้านที่ 4) เรื่อง การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
คดีนี้ ศาลฎีกาฯ พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวซอลีฮะห์ อาเย๊าะแซ ผู้คัดค้านที่ 1 นางบัตรียะห์ ยะโตะ ผู้คัดค้านที่ 2 นางศรีสุภรณ์ แซ่เจ็ง ผู้คัดค้านที่ 3 และนางปิยนุช รัตน์ศรีจันทร์ ผู้คัดค้านที่ 4 เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา เนื่องจากปรากฏหลักฐานว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 3 และผู้คัดค้านที่ 4 มีการสมยอมจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกัน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านทั้ง 4 กระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณจักรไทย มาตรา 226 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
“..คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 1 (นางสาวซอลีฮะห์ อาเย๊าะแซ) และที่ 2 (นางบัดรียะห์ ยะโตะ) กระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 หรือไม่
ทางไต่สวนผู้ร้องมีนายสุวรรณ์ จางวาง ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยะลา ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน เป็นพยานเบิกความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 17 มิถุนายน 2567 ต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยะลา ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด กลุ่มที่ 14 มีการตกลงเพื่อแลกเปลี่ยนคะแนนกันตามคำร้องเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 10
และให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนว่า วันที่ 11 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านทั้งสี่ และผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดยะลา ได้นัดแนะนำตัวกันที่ร้านอาหารฮาสานะห์ ชั้น 2 พรุบาโกย ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา แล้วผู้คัดค้านที่ 1 ตกลงแลกคะแนนกับผู้คัดค้านที่ 2 ในการลงคะแนนรอบเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน จากนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ติดต่อกันทางแอปพลิเคชันไลน์ว่า “อย่าลืมนะ เบอร์ 1 เบอร์ 2”
และวันที่ 15 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 2 ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ถึงผู้คัดค้านที่ 1 ว่า “อินซาลัลอฮ์นะ เบอร์ 3 เบอร์ 1 อย่าลืมนะพรุ่งนี้เดะ เราต้องมีสัจจะนะเดะ อินซาอัลอฮ์เจอกันนะค่ะ” ตามภาพถ่ายข้อความเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 13
ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2567 วันเลือกระดับจังหวัด ผู้คัดค้านที่ 2 ได้แจ้งผู้คัดค้านที่ 1 ว่า “อย่าลืมนะเดะห์” และปรากฏว่าในการลงคะแนนเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน ผู้คัดค้านที่ 1 ลงคะแนนให้ผู้คัดค้านที่ 2 แต่ผู้คัดค้านที่ 2 ลงคะแนนให้แก่ผู้อื่น และก่อนออกจากสถานที่เลือก ผู้คัดค้านที่ 2 บอกผู้คัดค้านที่ 1 ว่า “ไม่เป็นไรนะเต๊ะ หากได้เป็น สว. จะให้เด๊ะเป็นที่ปรึกษาใน 8 คน”
และผู้คัดค้านที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนยืนยันว่า วันที่ 11 มิถุนายน 2567 ผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดยะลา ประมาณ 30 คน นัดพูดคุยแนะนำตัวกันที่ร้านอาหารฮาสานะห์ ชั้น 2 บริเวณพรุบาโกย ผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 มีการส่งข้อความและสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์กัน วันที่ 15 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 2 ส่งข้อความถึงผู้คัดค้านที่ 1 ว่า “อินซาลัลอฮ์นะ เบอร์ 3 เบอร์ 1 อย่าลืมนะพรุ่งนี้เดะ เราต้องมีสัจจะนะเดะ”
และในวันเลือกระดับจังหวัดวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้เพียง 1 คะแนน ที่ลงคะแนนให้ตนเอง ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ได้ 5 คะแนน และไม่ได้ลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 ตามบันทึกถ้อยคำผู้ร้องเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 60 ถึงหน้าที่ 63 และหน้าที่ 64 ถึงหน้าที่ 65
ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ขอรับสารภาพตามข้อกล่าวหา แต่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นผิดกฎหมาย และไม่ได้มีเจตนาชั่วร้ายที่จะกระทำผิด ไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงคิดว่าไม่น่าผิดกฎหมาย การตกลงจะลงคะแนนให้แก่กันนั้น เข้าใจว่าเป็นสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัดในรอบแรก ที่ทุกคนมีสิทธิลงคะแนนให้กับตนเองและเพื่อนในกลุ่ม ซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกัน ตามบันทึกถ้อยคำผู้ถูกกล่าวหาเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 66 ถึงหน้าที่ 69
เห็นว่า การสมยอมโดยจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกัน เป็นการเอาเปรียบและไม่เป็นธรรมต่อผู้สมัครรายอื่น ทำให้ผู้สมัครอื่นได้รับความเสียหาย และทำให้เจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองภายในกลุ่มตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ซึ่งต้องการคนดีและบุคคลที่เหมาะสมมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคมเพื่อเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนในวุฒิสภาเสียไป
และแม้ไม่มีการให้เงินกันเป็นค่าตอบแทน แต่การกระทำอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 22 มิได้จำกัดว่า ต้องเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินที่มีควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงการแสวงหาคะแนนจากผู้สมัครรับเลือกหรือผู้มีสิทธิเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วยการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายด้วย
ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนของผู้ร้องประกอบบันทึกถ้อยคำของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ที่ให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 พบปะกับผู้คัดค้านที่ 2 จากนั้นมีการสนทนาผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์และตกลงแลกคะแนนกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ได้รับเลือกในระดับจังหวัดและผ่านเข้าไปเป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ ตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องการ
โดยปรากฏหลักฐานว่าวันที่ 15 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 2 ส่งข้อความถึงผู้คัดค้านที่ 1 ว่า “อินซาลัลอฮ์นะ เบอร์ 3 เบอร์ 1” “อย่าลืมนะพรุ่งนี้เดะ เราต้องมีสัจจะนะเดะ” และเมื่อถึงวันเลือกระดับจังหวัด ผู้คัดค้าน 2 พูดกับผู้คัดค้านที่ 1 ว่า “อย่าลืมนะเดะห์” จากนั้น ในการเลือกรอบแรกในกลุ่มเดียวกัน ผู้คัดค้านที่ 1 ลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 2 ตามที่ตกลงกัน
แม้ผู้คัดค้านที่ 2 ลงคะแนนเลือกผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัดคนอื่น ไม่เลือกผู้คัดค้านที่ 1 ตามที่ตกลงกัน แต่ภายหลังการเลือกผู้คัดค้านที่ 2 ได้พูดกับผู้คัดค้านที่ 1 ว่า “ไม่เป็นไรนะเด๊ะ หากได้เป็น สว. จะให้เด๊ะเป็นที่ปรึกษาใน 8 คน” ก็ถือได้ว่ามีการตกลงแลกคะแนนกันแล้ว เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 มิได้พบปะพูดคุยกัน เพื่อแนะนำตัวกันแต่เพียงอย่างเดียว แต่มีการสมยอมโดยจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกัน
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณจักรไทย มาตรา 226 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้คัดค้านที่ 3 (นางศรีสุภรณ์ แซ่เจ็ง) และที่ 4 (นางปิยนุช รัตน์ศรีจันทร์) กระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 หรือไม่
ทางไต่สวนผู้ร้องมีนายสุวรรณ์ จางวาง ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยะลา ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน เป็นพยานเบิกความว่า จากการสืบสวนและไต่สวนและการสอบปากคำพยานรวมถึงการตรวจสอบพยานเอกสารต่างๆ พบว่า ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันกระทำผิดด้วย ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยะลาได้สั่งให้ดำเนินการไต่สวนผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4
ผลการสืบสวนและไต่สวนปรากฏว่า วันที่ 11 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านทั้งสี่และผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัดจังหวัดยะลา นัดแนะนำตัวกันที่ร้านอาหารฮาสานะห์ ชั้น 2 พรุบาโกย ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ผู้คัดค้านที่ 3 ตกลงจับคู่แลกคะแนนกับผู้คัดค้านที่ 4 ในการลงคะแนนรอบเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกันโดยตกลงกันว่า “เธอเลือกฉัน ฉันเลือกเธอ” ซึ่งผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ให้ถ้อยคำยอมรับว่าได้แลกคะแนนให้แก่กันจริง
และผู้คัดค้านที่ 3 ห้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ขอรับสารภาพว่า มีการแลกคะแนนกับผู้คัดค้านที่ 4 เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 4 แนะนำตัวที่ร้านอาหารฮาสานะห์ว่า ได้รับรางวัลครูระดับประเทศ จึงลงคะแนนให้ผู้คัดค้านที่ 4 และผู้คัดค้านที่ 4 ก็ได้ลงคะแนนให้ผู้คัดค้านที่ 3
แต่ไม่มีการให้เงินเพื่อลงคะแนนให้แก่กันเพียงแต่แลกคะแนนกันตามสิทธิที่มีเท่านั้น ตามบันทึกถ้อยคำผู้ถูกกล่าวหาเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 87 ถึงหน้าที่ 89 และให้ถ้อยคำอีกว่า วันที่ผู้คัดค้านที่ 3 พบผู้คัดค้านที่ 4 ที่ร้านกาแฟมวลชน ผู้คัดค้านที่ 4 พูดว่า “ฉันเลือกเธอ เธอเลือกฉัน ใครไม่เลือกเป็นหมา” ตามบันทึกถ้อยคำผู้ถูกร้องเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 103 ถึงหน้าที่ 105
ส่วนผู้คัดค้าน 4 ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนว่า วันที่ 11 มิถุนายน 2567 มีการพบกันที่ร้านฮาสานะห์ ชั้น 2 กลุ่มสตรีได้ลงมานั่งคุยที่โต๊ะกลมชั้น 1 ของร้านอาหาร ผู้คัดค้านที่ 4 กับผู้คัดค้านที่ 3 และผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ตกลงจับคู่ลงคะแนนให้แก่กัน ตามบันทึกถ้อยคำพยานเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 106 ถึงหน้าที่ 111
และเมื่อถูกแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ผู้คัดค้านที่ 4 ให้ถ้อยคำว่า ผู้คัดค้านที่ 4 เข้าใจว่า การตกลงแลกคะแนนกันไม่ผิดกฎหมาย เนื่องจากในการลงคะแนนในรอบกลุ่มเดียวกันหรือรอบแรกนั้น ผู้คัดค้านที่ 4 มีสิทธิลงคะแนนให้ตัวเองและผู้สมัครอื่น การตกลงกันจึงเป็นเรื่องที่สมยอมตกลงแลกคะแนนกันตามสิทธิที่พึงมี ไม่มีเรื่องเงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเข้ามาเกี่ยวข้อง
ประกอบกับได้ฟังการสัมภาษณ์จากเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า การแลกคะแนนกันไม่ผิดกฎหมาย เพิ่งมาทราบจากคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนที่แจ้งข้อกล่าวหาว่า การตกลงแลกคะแนนกันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เนื่องจากอาจทำให้ผู้มีสิทธิรายอื่นซึ่งมิได้ตกลงจะแลกคะแนนกันเสียเปรียบอันทำให้การเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ผู้คัดค้านที่ 4 ไม่มีเจตนาที่จะฝ่าฝืนกฎหมาย ตามบันทึกถ้อยคำผู้ถูกกล่าวหาเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 128 ถึงหน้าที่ 130
เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนของผู้ร้อง ประกอบบันทึกถ้อยคำของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ที่ให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนว่า ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 มีการพบปะพูดคุยแล้วมีการตกลงแลกคะแนนกัน โดยปรากฏหลักฐานว่าวันที่ 11 มิถุนายน 2567 มีการพบกันที่ร้านฮาสานะห์ ชั้น 2 กลุ่มสตรีได้ลงมานั่งคุยที่โต๊ะกลม ชั้น 1 ของร้านอาหาร ผู้คัดค้านที่ 4 กับผู้คัดค้านที่ 3 ตกลงจับคู่ลงคะแนนให้แก่กัน
และวันที่ผู้คัดค้านที่ 3 พบผู้คัดค้านที่ 4 ที่ร้านกาแฟมวลชน ผู้คัดค้านที่ 4 พูดว่า “ฉันเลือกเธอ เธอเลือกฉัน ใครไม่เลือกเป็นหมา” ย่อมเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 กระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวซอลีฮะห์ อาเย๊าะแซ ผู้คัดค้านที่ 1 นางบัตรียะห์ ยะโตะ ผู้คัดค้านที่ 2 นางศรีสุภรณ์ แซ่เจ็ง ผู้คัดค้านที่ 3 และนางปิยนุช รัตน์ศรีจันทร์ ผู้คัดค้านที่ 4 เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา” คำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 7/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 73/2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา