
‘ศาลฎีกาฯ’ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ‘พงษ์ศักดิ์ ลีเลิศ’ ผู้สมัคร สว.อุดรธานี 10 ปี ให้เงินค่าสมัครฯ 2,500 บาท แก่ ‘ผู้สมัครายอื่น’ จูงใจลงคะแนนเป็น ‘สว.’
..............................................
เมื่อวันที่ 28 ก.ย. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงาว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา เผยแพร่คำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 5/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 71/2569 ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. (ผู้ร้อง) และนายพงษ์ศักดิ์ ลีเลิศ (ผู้คัดค้านที่ 1) ,นางเอื้องไพร ลีเลิศ (ผู้คัดค้านที่ 2) ,นายบุญแถม วงค์น้อย (ผู้คัดค้านที่ 3) และนายสุเทพ คำจันโท (ผู้คัดค้านที่ 4) เรื่อง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง)
คดีนี้ ศาลฎีกาฯ พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายพงษ์ศักดิ์ ลีเลิศ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา เนื่องจากมีข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายพงษ์ศักดิ์ ลีเลิศ ผู้คัดค้านที่ 1 ให้เงินค่าสมัคร 2,500 บาท แก่นางสมหวัง เป็นการจูงใจให้นางสมหวังสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในกลุ่มที่ 5 อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี เพื่อให้ลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 เป็นสมาชิกวุฒิสภา
กรณีจึงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า นายพงษ์ศักดิ์ ลีเลิศ ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
และให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนของนางเอื้องไพร ลีเลิศ ผู้คัดค้านที่ 2 นายบุญแถม วงค์น้อย ผู้คัดค้านที่ 3 และ นายสุเทพ คำจันโท ผู้คัดค้านที่ 4
“..คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 226 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 22 หรือไม่
ทางไต่สวนได้ความจากดาบตำรวจสุชาติ คำค้อ เจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็วในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พยานผู้ร้อง (กกต.) เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2567 ขณะพยานและเจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็วในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุดรธานี ชุดที่ 3 อีก 2 คน ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ใหญ่บ้าน บ้านราชดำริ หมู่ที่ 16 ตำบลน้ำโสม อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี เพื่อสืบสวนหาข่าว
นายสมานแจ้งพยานว่า ผู้คัดค้านที่ 3 (นายบุญแถม วงค์น้อย) ที่ 4 (นายสุเทพ คำจันโท) และนางสมหวัง ภริยาของนายสมาน ได้รับการสนับสนุนจากผู้คัดค้านที่ 1 (นายพงษ์ศักดิ์ ลีเลิศ) ในการลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และจะลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ
พยานจึงรายงานเรื่องดังกล่าวให้กลุ่มงานสืบสวนสอบสวนและพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานีทราบ ตามแบบรายงานผลการปฏิบัติงานประจำวันชุดเคลื่อนที่เร็วเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 107
ได้ความจากนายสมาน พยานผู้ร้องเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นประธานกลุ่มสวนยางพารา รู้จักกับพยานมาถึง 6 ปี ผู้คัดค้านที่ 1 ชักชวนพยานให้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพื่อลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 แต่พยานลงสมัครไม่ได้ เนื่องจากเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จึงพูดคุยกันว่าให้นางสมหวัง ภริยาของพยาน ลงสมัครแทน
จากนั้นวันที่ 21 พฤษภาคม 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อขอให้พยาน พานางสมหวังไปพบที่สถานีบริการน้ำมันพริกแกงปิโตรเลียม ซึ่งเป็นบ้านของผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อกรอกใบสมัคร ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้กรอกใบสมัคร และให้เงินค่าสมัครแก่นางสมหวัง 2,500 บาท พยานกับผู้คัดค้านที่ 1 ส่งข้อความพูดคุยกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับการส่งคนลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามภาพถ่ายข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์เอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 347 ถึงหน้าที่ 453 และมีนางสมหวัง ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
พยานผู้ร้อง (กกต.) เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ให้นายสมานมาชักชวนพยานลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพื่อช่วยเหลือลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 นายสมานเป็นผู้ขับรถพาพยานไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ที่สถานีบริการน้ำมันพริกแกงปิโตรเลียม ผู้คัดค้านที่ 1 ให้เงินค่าสมัครเป็นเงินสดแก่พยาน 2,500 บาท และเป็นผู้กรอกใบสมัครให้แก่พยาน เพราะพยานอ่านหนังสือไม่ออก และเขียนหนังสือได้เฉพาะชื่อของตนเองเท่านั้น
ผู้คัดค้านที่ 2 (นางเอื้องไพร ลีเลิศ) ขับรถยนต์พาผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และพยาน ไปขอใบรับรองแพทย์ที่โรงพยาบาลน้ำโสม และพากลับมาส่งที่บ้านของผู้คัดค้านที่ 1
กับได้ความจากคำเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำของนายรัฐธรรมนูญ พลชารี ผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอ อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี พยานผู้ร้องว่า พบเห็นผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และนางสมหวัง มายื่นใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในวันเดียวกัน
ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 (นายพงษ์ศักดิ์ ลีเลิศ) อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นประธานกลุ่มยางพาราราชดำริ 2 ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี นายสมาน เป็นรองประธาน ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และนางสมหวังเป็นสมาชิก
ก่อนมีการสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผู้คัดค้านที่ 1 และคณะกรรมการกลุ่ม พูดคุยกันเกี่ยวกับการสนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิกมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เคยจัด ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่บุคคลทั้งสาม เพื่อจูงใจให้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับแจ้งว่าผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และนางสมหวัง สนใจจะสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยนางสมหวังแจ้งว่านายสมานเป็นผู้สนับสนุนให้ลงสมัคร เนื่องจากนายสมานเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จึงไม่สามารถลงสมัครเองได้
หลังจากนั้นผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 นางสมหวัง และนายสมานมาพบผู้คัดค้านที่ 1 ที่สถานีบริการน้ำมันพริกแกงปิโตรเลียม พร้อมนำใบสมัครที่จะต้องกรอกข้อมูลมาปรึกษากัน เพราะผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 นางสมหวังและนายสมานขาดความรู้ในการกรอกใบสมัครและลายมือไม่ค่อยดี จึงขอให้ผู้คัดค้านที่ 1 กรอกข้อความให้ ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 เห็นว่าเป็นการช่วยเหลือกันในฐานะที่เป็นประธานกลุ่มสวนยางพาราและเชื่อโดยสุจริตว่าสามารถกระทำได้ หลังจากกรอกใบสมัครแล้ว นายสมาน อ้างว่าติดธุระด่วน จึงขอให้ผู้คัดค้านที่ 2 พาผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และนางสมหวังไปขอใบรับรองแพทย์
เหตุที่ผู้คัดค้านที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้แก่นางสมหวัง เพราะนางสมหวังขอให้รับรองให้ เนื่องจากเป็นสมาชิกในกลุ่มยางพาราเดียวกัน
และผู้คัดค้านที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เคยจัด ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่บุคคลทั้งสาม เพื่อจูงใจให้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
ผู้คัดค้านที่ 2 ทราบว่าคณะกรรมการและสมาชิกกลุ่มยางพาราบ้านราชดำริ 2 ประสงค์จะให้มีตัวแทนของกลุ่มเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง และทราบว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 สนใจสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ส่วนนางสมหวังและนายสมานเป็นผู้สนับสนุน เหตุที่ผู้คัดค้านที่ 2 พาผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และนางสมหวังไปขอใบรับรองแพทย์ที่โรงพยาบาลน้ำโสมเป็น เพราะนายสมานขอให้ช่วยเหลือ และผู้คัดค้านที่ 2 จะขับรถเข้าไปในตัวเมืองอยู่แล้ว จึงให้ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และนางสมหวังติดรถไปด้วย
เห็นว่า ในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 ได้ความว่า พยานผู้ร้องปากดาบตำรวจสุชาติ ทราบเรื่องการกระทำความผิดของผู้คัดค้านที่ 1 จากการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้นำชุมชนเพื่อสืบสวนหาข่าว โดยนายสมานเป็นผู้แจ้งเรื่องการกระทำความผิดด้วยตนเอง อันเป็นการปฏิบัติงานไปตามอำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความใส่ร้ายผู้คัดค้านที่ 1 โดยปราศจากมูลความจริง
สอดคล้องกับที่นางสมหวังและนายสมานให้การไว้ในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริงของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ชักชวนให้นายสมานลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่นายสมานลงสมัครไม่ได้ เพราะเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จึงให้นางสมหวังสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพื่อลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยผู้คัดค้านที่ 1 จ่ายเงินค่าสมัครเป็นเงินสด 2,500 บาท แก่นางสมหวังที่สถานีบริการน้ำมันพริกแกงปิโตรเลียม ตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 160 ถึงหน้าที่ 163 และหน้าที่ 168 ถึงหน้าที่ 170
นอกจากนี้ นางสมหวังยังเบิกความว่า จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือได้เฉพาะชื่อตนเอง นางสมหวังสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเพื่อลงคะแนนให้ผู้คัดค้านที่ 1 เท่านั้น อันเป็นการแสดงให้เห็นว่านางสมหวังไม่ได้มีความประสงค์ที่จะได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาแต่อย่างใด
เมื่อนางสมหวังและนายสมานรู้จักกับผู้คัดค้านที่ 1 มาเป็นเวลาหลายปี และเป็นสมาชิกกลุ่มยางพาราบ้านราชดำริ 2 ด้วยกัน ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะปั้นแต่งเรื่องราวปรักปรำผู้คัดค้านที่ 1 น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง
ยิ่งไปกว่านั้น ยังปรากฏข้อเท็จจริงจากการสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับนายสมาน โดยผู้คัดค้านที่ 1 ส่งข้อความว่า “ขอรายชื่อสมาชิก สว วันที่ 3 พ.ค.67 ได้ไหมครับท่าน” “ไปขอรับใบสมัครที่อำเภอครับ” “เชครายชื่อแล้วทะยอยมารับใบสมัครครับ” “สายน้ำโสม 19 คน ครับ” “สิ้นสุดรับสมัคร 24 พ.ค.67” “เอาคนมาถ่ายรูปที่บ้านผมเด้อท่าน” “ขอกำลังใจส่งแรงพลังจิตเท่านั้นในการสมัครเป็นสว.ในครั้งนี้ครับเพนาะผิดกฎหมายเลือกตั้ง” “สายสมานมีใครเข้าร่วมบ้างครับ” “ถ้ามีอะไรตอบปฏิเสธอย่างเดียว จ่ายเงินเอง ค่าสมัครไม่มีใครบังคับไปด้วยตนเองไม่มีใครชี้นำ”
และการส่งภาพถ่ายข้อมูลเกี่ยวกำหนดเวลาการรับสมัคร กำหนดวันเวลาในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา คุณสมบัติผู้สมัครรับเลือก ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้แสดงความประสงค์สมัครรับเลือกรายชื่อและจำนวนผู้ลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในแต่ละกลุ่มอาชีพ ตามภาพถ่ายข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์เอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 347 ถึงหน้าที่ 453
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์ในการรวบรวมรายชื่อผู้สมัคร นัดหมายให้มีการประชุม อำนวยความสะดวกในการถ่ายรูป และขอให้นายสมานให้การว่าจ่ายเงินค่าสมัครเอง อันเป็นการสนับสนุนให้คำเบิกความของนายสมานและนางสมหวังมีน้ำหนักน่ารับฟังยิ่งขึ้น
แม้ผู้คัดค้านที่ 1 ปฏิเสธมาโดยตลอดว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้ให้เงินค่าสมัครหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และนางสมหวังลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 และการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปด้วยความสมัครใจของแต่ละคน ก็เป็นการกล่าวอ้างแต่เพียงลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ให้เงินค่าสมัคร 2,500 บาท แก่นางสมหวัง เป็นการจูงใจให้นางสมหวังสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในกลุ่มที่ 5 อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี เพื่อให้ลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 เป็นสมาชิกวุฒิสภา
กรณีจึงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
สำหรับผู้คัดค้านที่ 2 แม้จะได้ความจากรายงานการไต่สวน (เพิ่มเติม) เอกสาร ร.1 หน้าที่ 558 ถึงหน้าที่ 568 ว่า เป็นผู้อำนวยความสะดวกโดยการขับรถยนต์ไปส่งผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และนางสมหวัง ที่โรงพยาบาลน้ำโสมเพื่อขอใบรับรองแพทย์และรับบุคคลทั้งสามกลับมาส่งที่สถานีบริการน้ำมันพริกแกงปิโตรเลียม และเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้แก่นางสมหวัง
แต่กลับไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือมีพยานยืนยันว่าผู้คัดค้านที่ 2 รู้เห็นเกี่ยวกับการที่ผู้คัดค้านที่ 1 ให้เงินค่าสมัครแก่นางสมหวังหรือมีการเสนอผลตอบแทนอื่นเพื่อเป็นการจูงใจให้นางสมหวังเลือกผู้คัดค้านที่ 1 เป็นสมาชิกวุฒิสภา
ประกอบกับผู้คัดค้านที่ 2 เบิกความว่า เหตุที่ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้แก่นางสมหวัง เพราะรู้จักสนิทสนมและเป็นสมาชิกกลุ่มยางพาราบ้านราชดำริ 2 ด้วยกัน และเหตุที่ขับรถยนต์พาผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และนางสมหวังไปขอใบรับรองแพทย์ที่โรงพยาบาลน้ำโสม เพราะนายสมานติดธุระ และผู้คัดค้านที่ 2 จะต้องเดินทางเข้าไปในตัวอำเภอน้ำโสมอยู่แล้ว
เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้คัดค้านที่ 2 รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และนางสมหวัง และโรงพยาบาลน้ำโสมอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 10 กิโลเมตร ปัจจุบันไม่มีรถประจำทาง ในการเดินทางไปติดต่อราชการหรือไปโรงพยาบาลของคนในหมู่บ้านมักจะขออาศัยติดรถกันไป
ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้แก่ นางสมหวัง และขับรถยนต์ไปส่งผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และนางสมหวังที่โรงพยาบาลน้ำโสม เพื่อขอใบรับรองแพทย์ โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นว่ามีการจูงใจหรือเสนอผลประโยชน์ตอบแทน เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และนางสมหวังลงคะแนนเลือกผู้สมัครคนใด
ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
สำหรับผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 แม้จะปรากฏถ้อยคำตามที่ให้ไว้ในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริงของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ชักชวนให้สมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ที่สถานีบริการน้ำมันพริกแกงปิโตรเลียมเพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 1 กรอกใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และลงชื่อเป็นพยานในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้แก่ผู้คัดค้าน 3 และที่ 4 และอาศัยรถของผู้คัดค้านที่ 2 ไปขอใบรับรองแพทย์ที่โรงพยาบาลน้ำโสม
แต่เมื่อผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ให้การยืนยันมาโดยตลอดว่า การสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา เกิดจากความประสงค์ของตนเอง ไม่มีผู้ใดสนับสนุนเงินค่าสมัคร ทั้งไม่เคยได้รับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดที่เป็นการจูงใจให้ลงสมัครเพื่อลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครผู้ใด
เมื่อไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่แสดงให้เห็นได้ว่าผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 รับผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้คัดค้านที่ 1 โดยแลกเปลี่ยนกับการเลือกผู้สมัครคนใด ทางไต่สวนจึงยังไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้าน 3 และที่ 4 กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายพงษ์ศักดิ์ ลีเลิศ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนของนางเอื้องไพร ลีเลิศ ผู้คัดค้านที่ 2 นายบุญแถม วงค์น้อย ผู้คัดค้านที่ 3 และ นายสุเทพ คำจันโท ผู้คัดค้านที่ 4” คำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 5/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 71/2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา