
‘เลขาธิการ ป.ป.ช.’ คนใหม่ ประกาศ 8 แนวทาง แก้ปัญหา ‘ทุจริต’ เน้นไต่สวนเชิงรุก-ยกระดับตรวจสอบทรัพย์สินเชิงลึก สกัด ‘ทุนเทา’ เร่งริบทรัพย์ ‘ทุจริต’ ตกเป็นของแผ่นดิน
........................................
เมื่อวันที่ 6 ต.ค. นายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงแนวทางการบริหารงานและพัฒนาสำนักงาน ป.ป.ช. หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เป็นเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 ว่า เพื่อสร้างสำนักงาน ป.ป.ช. ให้เป็นองค์กรต้นแบบเพื่อการแก้ไขปัญหาทุจริต
มุ่งเน้นการป้องกันเชิงรุกและการปราบปรามที่รวดเร็วและเด็ดขาด ยึดหลักธรรมาภิบาล ส่งเสริมวัฒนธรรมสุจริต เป็นที่ศรัทธาของประชาชน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล ทาง สำนักงาน ป.ป.ช. โดยมติของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานสำคัญที่จะพัฒนาการดำเนินการของสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อการแก้ไขปัญหาการทุจริตของประเทศ ดังนี้
1.เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิบัติการด้านการต่อต้านการทุจริต โดยนำนโยบายของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เข้าไปประสานงานกับคณะทำงานชุดต่างๆ ที่รัฐบาลได้จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริต ปัญหาสินบนที่เป็นอุปสรรคในด้านการค้าการลงทุน และการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานร่วมกันของกลไกของทางราชการ เช่น สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่เกี่ยวข้อง
2.เน้นการไต่สวนเชิงรุกที่รวดเร็วและเป็นธรรม พร้อมสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยการให้ความสำคัญกับการดำเนินการกับคดีสำคัญขนาดใหญ่ การทุจริตเชิงนโยบายที่มีความซับซ้อนและกระทบต่อสาธารณประโยชน์ หรือ Grand Corruption โดยนอกจากจะจัดการกับผู้กระทำความผิดแล้ว ยังเน้นการสืบสวนทางการเงิน ยึด อายัด และริบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตให้ตกเป็นของแผ่นดิน เพื่อตัดวงจรการกระทำความผิด และสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมอย่างแท้จริง
3.ยกระดับการตรวจสอบทรัพย์สินเชิงลึกและสกัดกั้นทุนเทา โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยการตรวจพิสูจน์และเปรียบเทียบบัญชีทรัพย์สิน มีการตรวจกลุ่มเสี่ยงในเชิงลึกทั้งจากการวิเคราะห์ไลฟ์สไตล์และการสะสมทรัพย์สินมีค่า สามารถระบุตัวผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (BO) และทรัพย์สินที่ซุกซ่อนในต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือ และแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อสกัดกั้นและปราบปรามเงินผิดกฎหมาย หรือทุนเทาอย่างครบวงจร
4.ส่งเสริมการทำงานร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านคอร์รัปชัน พัฒนาระบบป้องกันการให้และรับสินบน และส่งเสริมการให้ความคุ้มครองแก่ผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower protection) ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและนักธุรกิจต่างประเทศที่มีคุณภาพ และเคารพกฎหมายของประเทศไทย โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ
เช่น สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) โครงการแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT) ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านการคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) หอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อให้เกิดภาคีเครือข่ายในการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทยอย่างแท้จริง
5.ผลักดันการเป็นองค์กรดิจิทัล โดยยกระดับระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้ เช่น การพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับสถาบันการเงินและหน่วยงานรัฐ รวมทั้งใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มายกระดับการทำงานด้านไต่สวน และตรวจสอบทรัพย์สิน
นำระบบไต่สวนและบริหารจัดการสำนวนคดีดิจิทัล (Digital Case Management) ของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) มาเพิ่มประสิทธิภาพการไต่สวน โดยการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของบุคคลและเส้นทางการเงิน เพื่อนำไปประกอบการวินิจฉัยคดี รวมทั้งการยึด อายัด และริบทรัพย์สินต่อไป ตลอดจนพัฒนาแอปพลิเคชันร่วมกับสถาบันพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน อีกทั้งยังต้องพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่บุคลากร ควบคู่กันไปเพื่อให้ปฏิบัติงานผ่านระบบ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างรู้เท่าทัน
6.เร่งรัดการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย และสากล โดยจะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในประเทศหลายประการเพื่อการต่อต้านปัญหาการทุจริตและสินบนในหลายรูปแบบ เช่น กฎหมายเรื่องการต่อรองรับสารภาพ และเสียค่าปรับ รวมทั้งกฎหมายให้อำนาจเรื่องการพรางตัว และสะกดรอยตาม การดักฟังเครื่องมือสื่อสาร ซึ่งเป็นกฎหมายทางเทคนิคเพื่อให้พนักงานสืบสวนสอบสวน และพนักงานไต่สวนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามมาตรฐานสากล
7.พัฒนาองค์กรและบุคลากรสู่การเป็นองค์กรสมรรถนะสูง โดยการสร้างความเป็นเจ้าของวิสัยทัศน์ร่วมกันแก่บุคลากรภายในองค์กร สร้างองค์กรที่มีการจัดการทรัพยากรด้านองค์ความรู้ มีการเปิดเผยข้อมูล (Open Government Data) นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความสามารถ เทคนิค และยุทธวิธีใหม่ๆ ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
8.พัฒนาระบบบริหารงานบุคคลของสำนักงาน ป.ป.ช. โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรมและความเที่ยงธรรม (Merit system) สร้างขวัญกำลังใจและความก้าวหน้าในสายอาชีพ ทั้งการปรับคุณวุฒิ การประเมินผลการปฏิบัติราชการ การโยกย้าย และการเลื่อนระดับ โดยให้ความสำคัญกับความรู้ความสามารถ ความประพฤติ และจริยธรรมเป็นสำคัญ ควบคู่กับการพัฒนาระบบค่าตอบแทน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทนพิเศษ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสะท้อนภาระความรับผิดชอบอย่างเป็นธรรม เพื่อให้บุคลากรของสำนักงาน ป.ป.ช. มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม และเป็นมืออาชีพ
“การทุจริตคอร์รัปชันเป็นอาชญากรรมที่มีความร้ายแรงทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน เป็นปัญหาและภัยคุกคามต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐ ส่งผลให้รัฐสูญเสียเงินภาษีและทรัพยากรจำนวนมหาศาลสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคม บ่อนทำลายประเทศ และระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงข้ามพรมแดน ยังเอื้อให้การทุจริตมีความซับซ้อน และสร้างความท้าทายต่อการป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามมากยิ่งขึ้น
ประกอบกับการที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554 และรัฐไทยได้แสดงเจตจำนงและเป้าหมายที่จะเป็นสมาชิกของ OECD ภายในปี พ.ศ. 2571 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะหน่วยงานหลักตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อยกระดับมาตรฐานต่าง ๆ ภายในประเทศให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติ และสร้างความศรัทธาให้กับสังคมไทย” นายนิติพันธุ์ กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา