‘ศาลฎีกาฯ’ สั่ง ‘สุภาวดี เพ็งธงชัย’ พ้นตำแหน่ง 'นายก อบต.หินฮาว' คดียื่นบัญชีทรัพย์สินฯเท็จ ปมซุก ‘หจก.เกษตรโบ๊ท’ ในชื่อลูกชาย-สะใภ้ แต่ไม่แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินฯ เพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งตลอดไป ส่วนโทษจำคุก 3 เดือน ให้รอลงอาญา 1 ปี
.................................
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา ได้เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 28/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 28/2569 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. (ผู้ร้อง) และ นางสุภาวดี เพ็งธงชัย (ผู้ถูกกล่าวหา) นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หินฮาว อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
คดีนี้ ศาลฯพิพากษาว่า นางสุภาวดี เพ็งธงชัย ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบต่อ ป.ป.ช. (ผู้ร้อง) ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้ นางสุภาวดี เพ็งธงชัย ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหินฮาว อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ นับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ (วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569) และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ นางสุภาวดี เพ็งธงชัย ผู้ถูกกล่าวหา ตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม
กับมีความผิดตามมาตรา 167 จำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่า นางสุภาวดี เพ็งธงชัย ผู้ถูกกล่าวหาเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุก ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30
“คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อแรกว่า ผู้ร้อง (ป.ป.ช.) ไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง เนื่องจากไต่สวนไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 48 และ 50 หรือไม่
เห็นว่า ภายหลังจากที่ผู้ถูกกล่าวหา (นางสุภาวดี เพ็งธงชัย) ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 โดยกรณีกล่าวหาตามคำร้องนี้ ผู้ร้อง ดำเนินการแสวงหารวบรวมและดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงมาตามลำดับ จนกระทั่งวันที่ 26 พฤษภาคม 2566 ผู้ร้องมีหนังสือฉบับแรกแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริง
ผู้ร้องพิจารณาคำชี้แจงแล้วเห็นว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอ จึงแจ้งข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2566 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 ผู้ร้องมีมติให้เสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณา
ดังนี้ แม้หากถือว่าผู้ร้องเริ่มไต่สวนตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 จนถึงวันที่ผู้ร้องมีมติเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 จะเกินกว่าสองปีนับแต่วันเริ่มดำเนินการไต่สวน หรือในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่อาจดำเนินการให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาดังกล่าว ผู้ร้องอาจขยายระยะเวลาออกไปตามความจำเป็นได้แต่รวมแล้วต้องไม่เกินสามปี ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ก็ตาม
แต่กำหนดระยะเวลาดังกล่าว เป็นเพียงระยะเวลาเร่งรัด เพื่อให้ทำการไต่สวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว แม้ผู้ร้องจะใช้ระยะเวลาเกินกำหนดดังกล่าว ก็ไม่ทำให้การไต่สวนข้อเท็จจริงต้องเสียไปหรือเป็นไปโดยไม่ชอบ ผู้ร้องยังคงมีหน้าที่และอำนาจที่จะดำเนินการไต่สวน และมีความเห็น หรือวินิจฉัย หรือดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปตามมาตรา 48 วรรคห้า และหากคดียังไม่ขาดอายุความ ผู้ร้องจึงไม่อาจสั่งยุติการดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 50 วรรคห้า ได้ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปว่า คำร้องของผู้ร้องขาดอายุความหรือไม่ โดยผู้ถูกกล่าวหาให้การว่า ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 แต่ต่อมาศาลมีคำสั่งรับคำร้องเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เกินกว่าห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด จึงขาดอายุความ
เห็นว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 167 ระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีกำหนดอายุความห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในการดำเนินคดีอาญา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ เมื่อได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ให้อายุความสะดุดหยุดลง
ดังนี้ เมื่อผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง กรณีพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 อันเป็นวันที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด อายุความจึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว หาใช่นับถึงวันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาไม่ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ยังไม่พ้นกำหนดห้าปี จึงไม่ขาดอายุความ
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายว่า ผู้ถูกกล่าวหา (นางสุภาวดี เพ็งธงชัย) จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ หรือไม่
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท ตั้งอยู่บนที่ดินกรรมสิทธิ์รวมของผู้ถูกกล่าวหากับนายศุภวัฒน์ และมีที่ดินสำหรับขยายกิจการต่อเนื่องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีก 3 แปลง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาตามเอกสารหมาย ร.16 หน้า 252 ถึง 272
ทั้งมียานพาหนะที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาอีก 10 คัน ประกอบด้วย รถกระบะบรรทุก รถบรรทุกพ่วง และรถแทรกเตอร์ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงยอมรับว่า รถบรรทุกบางรายการนำรายได้จากกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท มาซื้อและใช้สำหรับบรรทุกขนย้ายสินค้าการเกษตรให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท ตามเอกสารหมาย ร.17 หน้า 273 ถึง 290
นอกจากนี้ มีการโอนเงินจากบัญชีธนาคารของบริษัทโกลเด้น ไลน์ บิสซิเนส จำกัด เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหล่มสัก บัญชีเลขที่ XXX-X-XXXXX-X ของผู้ถูกกล่าวหาเพื่อชำระหนี้บางส่วนตามคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวหลายครั้ง จากนั้นไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหามอบเงินหรือโอนเงินออกจากบัญชีธนาคารดังกล่าวให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท ทำให้มียอดเงินสะสมจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2563 เป็นเงิน 1,920,303.07 บาท ตามเอกสารหมาย ร.19 หน้า 297 ถึง 335 ดังนี้
แม้ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น หรือมีตำแหน่งในห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท ก็ตาม แต่การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท มีที่ตั้งอยู่บนที่ดินกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาก็ดี ผู้ถูกกล่าวหาใช้บัญชีเงินฝากธนาคารของตนรับโอนเงินจากบริษัทโกลเด้นท์ ไลน์ บิสซิเนสจำกัด และบริษัท สหฟาร์ม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้าสินค้าทางการเกษตรกับห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท ก็ดี
ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหายอมรับว่า มีแหล่งรายได้มาจากกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท แล้วนำไปซื้อที่ดินและรับขายฝากที่ดิน ซื้อรถบรรทุก เพื่อใช้ในกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท และใส่ชื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แทนที่จะเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดเกษตรโบ๊ท
ทั้งไม่มีการคิดคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนจากการนำเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท ไปไว้ในครอบครองเป็นการส่วนตัว และไม่คิดค่าใช้จ่ายจากการใช้ยานพาหนะที่มีชื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ย่อมทำให้การลงบัญชีรับจ่าย บัญชีงบดุลของห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท ที่ไม่ลงรายการให้ถูกต้องตามความเป็นจริงตามแบบนำส่งงบการเงินและงบแสดงฐานะทางการเงินระหว่างปี 2554 ถึงปี 2564 ตามเอกสารหมาย ร.11 จึงเป็นเรื่องผิดปกติของการประกอบธุรกิจและเป็นพิรุธ
ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นหรือร่วมเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท และได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว โดยให้นายศุภวัฒน์ บุตรชายผู้ถูกกล่าวหา และนางสาวอุษา บุตรสะใภ้ ผู้ถูกกล่าวหาถือแทน
ที่ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงต่อผู้ร้องว่า เข้าใจว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท ไม่มีชื่อของตนเป็นผู้ถือหุ้น จึงไม่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องนั้น
ข้อนี้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 105 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ทรัพย์สินและหนี้สินที่ผู้ถูกกล่าวหาต้องแสดงรายการนั้น...ให้รวมทั้งทรัพย์สินและหนี้สินในต่างประเทศ และให้รวมถึงทรัพย์สินที่มอบหมายให้อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมด้วย และตามแบบฟอร์มรายละเอียดประกอบรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินยังมีคำอธิบายดังกล่าวไว้โดยชัดแจ้ง
เช่นนี้ แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะไม่มีชื่อในเงินลงทุนของห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท แต่มีชื่อนายศุภวัฒน์และนางสาวอุษา เป็นผู้ถือหุ้น และเจ้าของกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท ก็ตาม ผู้ถูกกล่าวหา ก็ต้องแสดงรายการทรัพย์สินตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว หรือหากไม่แน่ใจว่าต้องแสดงทรัพย์สินหรือหนี้สินใด โดยวิสัยและพฤติการณ์แล้ว ผู้ถูกกล่าวหาควรต้องสอบถามความถูกต้องชัดเจนจากผู้ร้องได้ แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำอย่างหนึ่งอย่างใด จึงขัดต่อเหตุผลและเป็นพิรุธ
นอกจากนี้ ก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหา จะมีคำชี้แจงรายการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท ดังกล่าว ปรากฏว่าผู้ร้องตรวจสอบเปรียบเทียบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งแล้วพบว่า ผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น โดยไม่สัมพันธ์กับรายได้ตามแบบแสดงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงินมากถึง 37,226,469.79 บาท
ผู้ร้องจึงให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้ถูกกล่าวหาและแหล่งรายได้ที่นำมาลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด สไบนาง แหล่งรายได้ที่นำมาซื้อที่ดินและรับขายฝากที่ดิน 14 แปลง และแหล่งรายได้ที่นำมาซื้อยานพาหนะแล้วแต่ยังไม่ชัดเจน ผู้ร้องจึงให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงรายละเอียด
ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงว่า เป็นรายได้ที่เกิดจากการค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท ทั้งยังอ้างว่าต้องการเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ จึงมีความจำเป็นต้องขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน
แต่เมื่อผู้ร้องตรวจสอบแล้วกลับไม่ปรากฏว่ามีคำขอกู้เงินตามที่กล่าวอ้าง ผู้ร้องจึงให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงอีกครั้ง ผู้ถูกกล่าวหาจึงชี้แจงว่าเข้าใจผิด การที่ผู้ร้องตรวจสอบพบว่าผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น โดยไม่สัมพันธ์กับรายได้ในระหว่างดำรงตำแหน่งและให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงมาโดยตลอด แต่ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่ไม่ชัดเจน
ประกอบกับเมื่อตรวจสอบกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้ถูกกล่าวหาที่มีการโอนเงินจากบริษัทโกลเด้นท์ ไลน์ บิสซิเนส จำกัด และบริษัทสหฟาร์ม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้าสินค้าทางการเกษตรกับห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท เข้าบัญชีเงินฝากของผู้ถูกกล่าวหา หลักฐานทางทะเบียนยานพาหนะ และโฉนดที่ดินของผู้ถูกกล่าวหา ที่ปรากฏข้อเท็จจริง เชื่อมโยงให้เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นหรือร่วมเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท และได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวแล้ว
ผู้ถูกกล่าวหา จึงต้องจำยอมรับว่าได้ให้นายศุภวัฒน์ บุตรชายผู้ถูกกล่าวหา และนางสาวอุษา บุตรสะใภ้ผู้ถูกกล่าวหาถือหุ้นแทน โดยอ้างเหตุผลขึ้นใหม่ว่าเข้าใจผิด ซึ่งง่ายแก่การกล่าวอ้าง แต่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยดังกล่าวแล้วข้างต้น
ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างในทำนองว่า การเข้าไปมีส่วนรับโอนเงินจากบริษัทคู่ค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท เพื่อดูแลการเงินแทนและมิให้มีเหตุขัดแย้งกันในครอบครัวนั้น เป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นลอยๆ โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานมาสนับสนุนแต่อย่างใด และยังขัดแย้งกับคำชี้แจงในชั้นไต่สวนของผู้ร้อง ทำให้มีน้ำหนักน้อย
ยิ่งกว่านั้น หลังจากผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่ง จึงกลับเข้าเป็นผู้ถือหุ้นอีกครั้ง ทั้งที่อ้างว่ายกกิจการให้นายศุภวัฒน์ ไปแล้ว ข้ออ้างของผู้ถูกกล่าวหาที่แตกต่างขัดแย้งกัน จนไม่อาจรับฟังไปในทางหนึ่งทางใดได้ จึงเป็นพิรุธไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
และที่ผู้ถูกกล่าวหาใช้บัญชีเงินฝากธนาคารของตนรับโอนเงินจากบริษัทคู่ค้า โดยอ้างว่าภายหลังได้โอนเงินดังกล่าวให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ทแล้ว แต่หลักฐานการโอนเงินตามรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ของผู้ถูกกล่าวหา บัญชีเลขที่ XXX-X-XXXXX-X สาขาเทสโก้โลตัส เพชรบูรณ์ และบัญชีเลขที่ XXX-X-XXXXX-X สาขาหล่มสัก ตามเอกสารหมาย ค.3 ถึง ค.6 นั้น
เป็นการเริ่มโอนเงินตั้งแต่ปลายปี 2564 ภายหลังจากที่ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด โดยการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง กรณีพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว
ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ดังกล่าวส่อแสดงให้เห็นว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่แสดงรายการเงินลงทุนของห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท เป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหากรณีพ้นจากตำแหน่งคดีนี้ตามคำร้องของผู้ร้อง ข้ออ้างของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น ส่วนข้ออ้างของผู้ถูกกล่าวหาข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องให้ตรงต่อความเป็นจริง กรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 102 (9) และมาตรา 105
ประกอบประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 (9) พ.ศ.2561
ผู้ถูกกล่าวหาย่อมทราบดีว่ามีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดให้ตรงต่อความเป็นจริง แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ โดยไม่แสดงทรัพย์สินประเภทเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท ซึ่งมีนายศุภวัฒน์ บุตรชาย และนางสาวอุษา บุตรสะใภ้ผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ถือแทน ทั้งก่อนและในระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่ง
บ่งชี้ว่า ผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาปกปิดทรัพย์สินประเภทเงินลงทุนที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นหรือร่วมเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นหรือร่วมเป็นเจ้าของกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษตรโบ๊ท โดยใส่ชื่อบุคคลดังกล่าวถือแทน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบเปรียบเทียบทรัพย์สินในระหว่างดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นมาตรการที่กฎหมายบัญญัติเพื่อให้เกิดการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ
คดีฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้ถูกกล่าวหา จึงต้องพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหินฮาวนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ (วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569)
กับให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม ทั้งการกระทำของผู้ถูกกล่าวหายังเป็นความผิดตามมาตรา 167
พิพากษาว่า นางสุภาวดี เพ็งธงชัย ผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหินฮาว อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ นับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ (วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569) และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม
กับมีความผิดตามมาตรา 167 จำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุก ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30” คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 28/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 28/2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา