
‘ศาลอาญาคดีทุจริตฯ’ ภาค 3 พิพากษาจำคุก ‘อดีตนายก ทต.ปรุใหญ่’ จ.นครราชสีมา 20 ปี คดีเข้าไปมีส่วนได้เสียในกิจการเทศบาลฯ 4 โครงการ โดยมิชอบ
.........................................
เมื่อวันที่ 11 ต.ค สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่สรุปผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ประจำเดือน ก.ย.2569 ว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 (ศาลชั้นต้น) ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 142/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 74/2569 ซึ่งเป็นคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้อง ร.ต.อ.คมกริช หรือสุปชัย อินทรักษา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลปรุใหญ่ อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา กับพวก ในคดีเข้าไปมีส่วนได้เสียในกิจการของเทศบาลตำบลปรุใหญ่ จำนวน 4 โครงการ โดยมิชอบ
คดีนี้ ศาลฯพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 (ร.ต.อ.คมกริช หรือสุปชัย อินทรักษา) มีความผิดตาม ป.อ. ม.151 (เดิม) พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว พ.ศ.2542) มาตรา 12 พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ม.123/1 จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. ม.151 (เดิม) ประกอบ ม.86 พ.ร.บ.ฮั้ว พ.ศ.2542 ม.12 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 พ.ร.บ.ฮั้ว พ.ศ.2542 มาตรา 12 พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ม.123/1 ประกอบ ป.อ ม.86
การกระทำจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ ม.91 โดยแต่ละกระทงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษ พ.ร.บ.ฮั้ว พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ ม.90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 4 กระทง จำคุกจำเลยที่ 5 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน และปรับกระทงละ 80,000 บาท รวม 2 กระทง
คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 20 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 ปี 16 เดือน คงจำคุกจาเลยที่ 5 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และปรับ 160,000 บาท
พิเคราะห์พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 5 เห็นว่า แม้ยินยอมไปจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและยินยอมให้นำห้างที่ตนมีชื่อเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการถูกเชิดเป็นคู่เทียบเพื่อเสนองาน แต่ภายหลังได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นคนอื่น จำเลยที่ 5 มีลักษณะหลงเชื่อง่ายและไว้ใจคนใกล้ชิด ได้ให้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานเชื่อมโยงน่าเชื่อถือ เป็นประโยชน์แก่การไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐาน
เชื่อว่านิสัยและความประพฤติของจำเลยที่ 5 ยังอยู่ในวิสัยแก้ไขขัดเกลาได้ เห็นสมควรให้โอกาสรอการลงโทษไว้ น่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 5 และสังคมโดยรวมมากกว่าจะจำคุกไปเสียเลยทีเดียว เพื่อให้เข็ดหลาบจึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกจำเลยที่ 5 จึงให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 5 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 6 ฟ้องโจทก์ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 091/2569 เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 เห็นชอบในการที่อัยการสูงสุดจะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 แต่ไม่เห็นชอบด้วยที่อัยการสูงสุดจะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ในประเด็นที่ศาลยกฟ้องจำเลยที่ 6 โดยเห็นควรให้ขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุดให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลในประเด็นดังกล่าว
อนึ่ง คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ร.ต.อ.คมกริช หรือสุปชัย อินทรักษา กับพวก มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ร.ต.อ.คมกริช หรือสุปชัย อินทรักษา กับพวก จึงยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 18/2568 เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2568 มีมติชี้มูลความผิด ร.ต.อ.คมกริช หรือสุปชัย อินทรักษา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลปรุใหญ่ อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา กับพวก เข้าไปมีส่วนได้เสียในกิจการของเทศบาลตำบลปรุใหญ่ จำนวน 4 โครงการ โดยมิชอบ โดยมีมูลความผิดทางอาญา ตาม ป.อ. ม.151 , ม.157 พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1



Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา