
‘นายกฯ’ มอบหมาย ‘เอกนิติ’ จัดหาแหล่งเงินลงทุนโครงการระบายน้ำหลาก ‘ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย’ วงเงิน 1.65 แสนล้าน ทั้งเงินกู้ ‘ใน-ต่างประเทศ’-เงินงบประมาณ ขณะที่ยอดตัวเลข ‘เงินกู้’ เบื้องต้นอยู่ที่ 1.09 แสนล้าน
................................
เมื่อวันที่ 19 ต.ค. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง พิจารณาแนวทางจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับดำเนินโครงการระบายน้ำหลาก ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย วงเงิน 1.65 แสนล้านบาท ทั้งจากแหล่งเงินกู้ในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงเงินงบประมาณ
“ในคราวประชุม ครม. เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายกรัฐมนตรี เสนอว่า ตามที่ ครม. ได้มีมติเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 (เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลาก ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย) อนุมัติในหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมชลประทาน) ดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย โดยให้กระทรวงการคลังจัดหาแหล่งเงินกู้ ตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งรัดดำเนินโครงการฯให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่ให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ออกไปอีก นั้น
เพื่อให้การดำเนินโครงการดังกล่าว มีความคืบหน้าและแล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศในระยะยาวต่อไป จึงมอบหมายการดำเนินการ ดังนี้
1.ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) พิจารณาแนวทางการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับดำเนินโครงการฯ ทั้งจากแหล่งเงินกู้ภายในประเทศ และต่างประเทศ รวมถึงเงินงบประมาณ ให้เหมาะสม คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านต้นทุนทางการเงิน เงื่อนไขการจัดหาเงินทุน และระยะเวลาที่ต้องใช้ในการดำเนินการ เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการฯ ได้โดยเร็วที่สุด
2.ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งประสานกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความร่วมมือในการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเวนคืนที่ดินและการเข้าใช้พื้นที่ที่เวนคืน โดยให้สำนักงบประมาณ เร่งรัดการจัดสรรงบประมาณสำหรับการเวนคืนที่ดินเพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ได้รับค่าทดแทนโดยเร็วด้วย
3.ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการวางแผน การก่อสร้างโครงการฯ โดยแบ่งการดำเนินการก่อสร้างออกเป็นระยะตามความเหมาะสมและความพร้อมของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สามารถทยอยดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ที'มีความพร้อมไปได้ก่อน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้การเวนคืนที่ดินทั้งโครงการฯ แล้วเสร็จ ตลอดจนเร่งรัดและประสานการดำเนินงานในทุกขั้นตอน ให้สามารถดำเนินการควบคู่กันไปตามความเหมาะสม เพื่อให้โครงการฯ มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม และแล้วเสร็จทั้งหมดได้โดยเร็ว
4.ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง พิจารณาจัดหางบประมาณและดำเนินการสร้างที่อยู่อาศัยทดแทนให้แก่ประชาชน ที่จำเป็นต้องย้ายออกจากพื้นที่โครงการฯ ให้เหมาะสมและเพียงพอ
ซึ่ง ครม.พิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ จึงเรียนยืนยันมา และขอได้โปรดดำเนินการตามมติ ครม.ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอไต้โปรดดำเนินการตามมติ ครม.ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป” หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0505/ว(ล)26093 แจ้งมติ ครม. เรื่อง การเร่งรัดดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ลงวันที่ 15 ต.ค.2569 ระบุ
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับโครงการคลองระบายน้ำหลาก ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย มีพื้นที่โครงการครอบคลุม 9 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ช่วง ดังนี้
ช่วงแรก ช่วงปรับปรุงคลองชัยนาท-ป่าสัก ความยาว 134.365 กิโลเมตร มีอัตราระบายนี้าหลากสูงสุด 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สรุปดังนี้
(1) คลองส่งน้ำอนุศาสนนันท์ เป็นคลองส่งน้ำดาดคอนกรีต ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งขวาของคลอง ทำหน้าที่ส่งน้ำให้กับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา จำนวน 4 โครงการ (มโนรมย์ ช่องแค โคกกระเทียม และเริงราง) ความกว้างท้องคลอง 4.00-14.50 เมตร ความลึก 3.65-6.50 เมตร และความยาว 120.732 กิโลเมตร อัตราการไหลระหว่าง 30-120 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
(2) คลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก เป็นคลองดิน ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งช้ายของคลอง ทำหน้าที่ระบายน้ำหลาก ความกว้างท้องคลอง 37.00-72.50 เมตร ความลึก 9.50-10.50 เมตร และความยาว 134.365 กิโลเมตร มีอัตราระบายน้ำสูงสุด 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีลงสู่แม่น้ำป่าสัก (การระบายน้ำหลากตามแนวคลองขุดใหม่ 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และลงปลายคลองชัยนาท-ป่าสัก (เดิม) 130 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที)
(3) ถนนสัญจร ผิวทางลาดยาง 2 ช่องจราจร กว้าง 10 เมตร ตลอดทั้งสองส่งคลอง
(4) อาคารประกอบและส่วนประกอบอื่น และปรับปรุงอาคารประกอบ (เดิม)
ช่วงที่สอง ช่วงคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย ความยาว 135.655 กิโลเมตร อัตราระบายน้ำหลากสูงสุด 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สรุปดังนี้
(1) เขื่อนทดน้ำป่าสัก เป็นประตูระบายน้ำ ขนาด 12.50 X 8.00 เมตร จำนวน 6 ช่อง สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งอยู่ด้านเหนือน้ำของเขื่อนพระรามหก ระยะทางประมาณ 1.50 กิโลเมตร
(2) คลองระบายน้ำหลาก ความยาว 135.655 กิโลเมตร พร้อมถนนสัญจรผิวทางลาดยาง ตลอดทั้งสองฝั่งคลอง ประกอบด้วย ช่วงที่ 1 เป็นคลองดินสี่เหลี่ยมคางหมู เขตคลองกว้าง 220 เมตร ท้องคลองกว้าง 105 เมตร ความลึก 8 เมตร ความยาว 0.57 กิโลเมตร ช่วงที่ 2 เป็นคลองดินสี่เหลี่ยมคางหมู เขตคลองกว้าง 170 เมตร ท้องคลองกว้าง 88 เมตร ความลึก 7 เมตร ความยาว 22.43 กิโลเมตร และช่วงที่ เป็นคลองดาดคอนกรีต U-shape เขตคลองกว้าง 160 เมตร ท้องคลองกว้าง 85 เมตร ความลึก 6 เมตร ความยาว 112.655 กิโลเมตร
(3) คลองเชื่อมคลองระพีพัฒน์ความยาว 3.433 กิโลเมตร
(4) อาคารประกอบและส่วนประกอบอื่น ได้แก่ ประตูระบายน้ำ อาคารเชื่อมจุดตัดคลอง อาคารเชื่อมจุดตัดคลองพร้อมประตูเรือสัญจร สะพานรถยนต์ สะพานรถไฟ อาคารจุดตัดทางคมนาคมทางบก สะพานน้ำ เป็นต้น
ส่วนแผนการดำเนินงานนั้น โครงการมีระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี หรือตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2570-2577 วงเงินงบประมาณ 165,000 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณรายจ่ายประจำปี 55,521 ล้านบาท และงบเงินกู้ 109,479 ล้านบาท ขณะที่ผลการวิเคราะห์ผลตอบแทนด้านเศรษฐศาสตร์ (ระดับอัตราคิดลดที่ 7%) คาดว่าอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) เท่ากับ 10.94% มูลค่าปัจจุบันตอบแทนสุทธิ (NPV) เท่ากับ 111,318 ล้านบาท และอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (B/C Ratio) เท่ากับ 2.12

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า สำหรับสถานภาพโครงการในขณะนี้นั้น ในด้านการศึกษาความเหมาะสม (1) ดำเนินการศึกษาความเหมาะสม และวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2555 (2) ดำเนินการศึกษาทบทวนความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วเสร็จและได้เสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ซึ่งมีมติในการประชุมครั้งที่ 6/2568 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการทางระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง (คลองระบายนน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย)
ด้านการสำรวจ-ออกแบบ (1) ช่วงปรับปรุงคลองชัยนาท-ป่าสัก มีความยาว 134.365 กิโลเมตร ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จเมื่อเดือน พ.ย.2564 (2) ช่วงคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย มีความยาว 135.655 กิโลเมตร ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จเมื่อเดือน ต.ค.2567
ด้านการจัดหาที่ดิน รวมประมาณ 18,484 ไร่ (1) ช่วงคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก จำเป็นต้องดำเนินการจัดหาที่ดินเพิ่มเติมจากพื้นที่แนวคลองเดิม เนื้อที่ประมาณ 781 ไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการจัดหาที่ดิน ทั้งวิธีการเจรจาปรองดองและการเสนอขอตรา พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน (2) ช่วงคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย จำเป็นต้องดำเนินการจัดหาที่ดิน เพื่อก่อสร้างคลองระบายน้ำ เนื้อที่ประมาณ 17,703 ไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการจัดหาที่ดิน ทั้งวิธีการเจรจาปรองดองและการเสนอขอตรา พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน
ด้านการขออนุญาตใช้พื้นที่ อยู่ระหว่างการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวช้อง ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมเจ้าท่า และกรมธนารักษ์
ด้านการรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมทับประชาชนนั้น กรมชลประทานได้ดำเนินการจัดการประชาสัมพันธ์มวลชนสัมพันธ์ และการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษาความเหมาะสมของโครงการและขั้นตอนการสำรวจออกแบบ โดยให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในทุกภาคส่วน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่การกำหนดรูปแบบของโครงการโดยมีการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาซน ซึ่งประชาชนเห็นด้วยกับการพัฒนาโครงการและในขั้นตอนระหว่างการก่อสร้างจะได้ดำเนินการชี้แจงสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่องต่อไป
ด้านการบริหารจัดการนน้ำ กรมชลประทานได้จัดทำรายงานคู่มือการบริหารจัดการน้ำของโครงการ และได้มีการวิเคราะห์วิธีการบริหารจัดการน้ำไว้ในกรณีต่างๆ แบ่งตามระยะเวลาการพัฒนา โดยพิจารณาปริมาณน้ำในแม่น้ำป่าสักเป็นหลักในการบริหารจัดการนน้ำ ประกอบด้วย กรณีพัฒนา 3 กรณีดังนี้ (1) กรณีดำเนินการเฉพาะคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก ด้วยอัตราการระบายน้ำสูงสุด 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
(2) กรณีดำเนินการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก ด้วยอัตราการระบายน้ำสูงสุด 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และปรับปรุงคลองระพิพัฒน์ ด้วยอัตราการไหลสูงสุด 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (3) กรณีดำเนินการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก ด้วยอัตราการระบายน้ำสูงสุด 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที การปรับปรุงคลองระพีพัฒน์ด้วยอัตราการไหลสูงสุด 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีและดำเนินการคลองระบายน้ำหลากปาสัก-อ่าวไทย ด้วยอัตราการไหลสูงสุด 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ขณะที่ประโยชน์และผลกระทบของโครงการระบายน้ำหลาก ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ได้แก่
1.ช่วงคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก สามารตัดยอดน้ำหลากหน้าเขื่อนเจ้าพระยาได้เพิ่มขึ้นจาก 210 เป็น 930 กบาศก์เมตรต่อวินาที และเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสักได้อย่างรวดเร็ว ทำไท้ช่วยลดระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ลดความเสี่ยงการเกิดน้ำล้นตลิ่ง และบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ชุมชนพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา
2.สามารถช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาและเหนือเขื่อนพระรามหก ลงสู่อ่าวไทยเป็นประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
3.ช่วยบรรเทาอุทกภัยหรือลดมูลค่าความเสียหายรวมจากอุทกภัยเฉลี่ยปีล 16,938.21 ล้านบาท
4.สามารถบริหารจัดการน้ำหลากจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก ลงทะเลอ่าวไทย เพื่อลดพื้นที่น้ำท่วมบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ (อ้างอิงจากกรณีเหตุการณ์น้ำท่วม ปี พ.ศ.2554)
5.สามารถเก็บกักน้ำไว้ในคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ได้ประมาณ 144.77 ล้านลูกบาศก์เมตร
6.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำให้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาในพื้นที่ ได้แก่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียม และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง
7.ถนนเลียบคลองระบายน้ำหลาก จะช่วยลดต้นทุนการสัญจรหรือค่าเดินทางและการขนส่งสินค้าเกษตรและประหยัดเวลาการเดินทางให้แก่ประชาชน เกิดผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 64.41 ล้านบาท

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา