‘ปกรณ์’ เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้าง 6 ด้าน ดัน ‘ไทย’ เข้าเป็นสมาชิก ‘OECD’ ภายในปี 2571 รับเป็น ‘งานหนัก-ต้องใช้เวลา’ ชี้ ‘ถ้าไม่เริ่มวันนี้ เราจะไม่ทันใครอีกแล้ว’
.......................................
เมื่อวันที่ 25 ต.ค. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘ข่าว 3 มิติ’ ถึงภารกิจการนำคณะผู้แทนประเทศไทย เข้าประชุมว่าด้วยการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ที่จัดโดยสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา OECD 2026 ณ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี และเข้าร่วมระดับทวิภาคีกับผู้บริหารระดับสูงของ OECD ระหว่างวันที่ 21-23 ต.ค.2569 ที่ผ่านมา
โดย นายปกรณ์ กล่าวว่า ในการที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นสมาชิก OECD นั้น ประเทศไทยจะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างต่างๆที่มีอยู่เดิมในปัจจุบัน ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน โดยจะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างใน 6 ด้าน ได้แก่ ระบบกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม โครงสร้างภาครัฐ ระบบภาษี ระบบการให้สวัสดิการแก่ภาคประชาชน และระบบการสาธารณสุข
“การเข้าเป็นสมาชิก OECD ต้องขอเรียนในเบื้องต้นก่อนว่า มันคือการปฏิรูปโครงสร้างที่มีอยู่แต่เดิม มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ให้เป็นโครงสร้างที่ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทของการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน เพราะโครงสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย การบริหารราชการแผ่นดิน หรือระบบการอำนวยความยุติธรรมต่างๆ เราทำอยู่บนพื้นฐานของโลกเมื่อยุค 50-60 ปีที่ผ่านมา แต่เนื่องจากปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว และเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากขึ้นด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า ถ้าเราไม่ปรับ มันก็จะไม่ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ถ้าปรับเปลี่ยนทีละน้อย เราจะตามอะไรไม่ทันเลย ฉะนั้น สิ่งที่จำเป็นที่สุดที่จะต้องปรับ อันที่ 1 คือ ระบบกฎหมาย อันที่ 2 คือกระบวนการยุติธรรม อันที่ 3 คือ โครงสร้างภาครัฐ อันที่ 4 คือ ระบบภาษี และอันที่ 5 คือ ระบบการให้สวัสดิการแก่ภาคประชาชน อันที่ 6 คือ ระบบการสาธารณสุข คือ เรียกง่ายๆว่า ทุกอย่างต้องปรับหมด
ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องใหญ่หมดเลย เพราะเราขาดการเปลี่ยนโครงสร้าง ปรับโครงสร้างอย่างขนาดใหญ่มานาน สิ่งที่เราทำที่ผ่านมา คือ เราปรับโครงสร้างเล็กๆน้อยๆ แก้ไขปัญหาเล็กๆ น้อยๆ และโดยมากเป็นประเด็นทางการเมืองค่อนข้างเยอะ แต่ในเรื่องโครงสร้างของการบริหารราชการแผ่นดิน โครงสร้างของระบบภาษีอากร หรือแม้กระทั่งระบบงบประมาณ เราก็ยังคงรูปแบบอยู่ ซึ่งมันหลายสิบปีแล้ว มันไม่ทันสมัยแล้ว” นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า ในด้านการปรับโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมนั้น หากเข้าใจปรัชญาของกระบวนการยุติธรรมแล้ว กระบวนการยุติธรรม คือ การให้ความยุติธรรม หรือการอำนวยความยุติธรรม โดยมีสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอันดับแรกๆเลย คือ จะต้องมี Timely Manner คือ ต้องรวดเร็ว ไม่ล่าช้า เพราะความล่าช้า คือ ความไม่ยุติธรรม ยิ่งนานเท่าไหร่ ยิ่งมีปัญหามากขึ้น ทั้งในแง่ของผู้ถูกร้องและผู้ร้อง ซึ่งต่างคนต่างจะคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
“เมื่อไหร่ที่คนรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรม มันจะเกิดความสูญเสียในทางเศรษฐกิจ ในทางสังคมหรืออะไรต่างๆนานา มากๆ เขาจะแอนตี้ทุกอย่าง แล้วอันนี้ก็จะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศต่อไป แล้วความเชื่อมั่นในภาครัฐ ความเชื่อมั่นต่างๆ มันก็จะน้อยลงด้วย เพราะจะมองกันว่า คือ มีบาดแผลในใจ รู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะฉะนั้น การอำนวยความสะดวกในด้านความยุติธรรม มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าที่เราคิด” นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ กล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีการเปลี่ยนในเรื่องเหล่านี้มานานหลายสิบปี การปฏิรูปต่างๆจึงต้องใช้เวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนวัฒนธรรม วิธีคิดอะไรต่างๆ ของคนที่ที่ไม่รู้จักอะไรเลย อย่างเรื่อง OECD เป็นต้น โดย OECD มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1961 แล้ว แต่คนไทยไม่เข้าใจว่าคืออะไร และมีผลสำรวจที่ออกมาก็เป็นที่ตกใจว่า คนไทยยังไม่รู้เลยว่า ประเทศไทยจะเข้าไปทำอะไรใน OECD และมีคำถามว่าจะเหมือนกับการทำ FTA หรือไม่
“มีผลสำรวจออกมาเป็นที่น่าตกใจว่า เรายังไม่รู้เลยว่า เราเข้าไปทำไม มันจะเหมือน FTA ไหม เราจะถูกบังคับหรือจะเสียสิทธิอะไรหรือเปล่า ซึ่งความจริงไม่ใช่ แต่ตรงข้ามกันเลย อันนี้ คือ การปฏิรูปโครงสร้าง การปฏิรูปโครงสร้างต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้น สิ่งที่พยายามทำ คือ ท่านนายกฯพยายามตั้งเป้าให้เร็วที่สุด ซึ่งงานหนักก็ตกอยู่กับพวกผม แต่ถ้าจะเห็นผลจริงๆ ผมขอยกตัวอย่างเรื่องการปฏิรูประบบราชการ
ตอนนี้เราใช้งบประมาณกว่า 70% สำหรับเรื่องงบรายจ่ายประจำ ถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยน เราจะไม่มีงบลงทุนเหลือพอที่จะไปพัฒนาประเทศเลย ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่ตอนนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ สำหรับ 6 เดือนที่ผ่านมา แค่นี้ต้องเรียกว่ามาไกลมากแล้ว แต่กว่าจะเห็นผล ต้องใช้เวลา 5 ปี 10 ปีอย่างน้อย แต่ว่าถ้าไม่เริ่มวันนี้ เราจะไม่ทันใครอีกแล้ว” นายปกรณ์ กล่าว
ส่วนการตั้งเป้าหมายว่าประเทศไทยจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้ภายในปี 2571 นั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า “มันจะเข้าได้ จะทำให้เต็มที่ แต่มันก็คงได้บางกรอบ อย่างยกตัวอย่าง เช่น กรอบของ regulatory policy เรื่องด้านพัฒนากฎหมายเราไปไกลแล้ว ในเดือน พ.ย.นี้ เราจะไปสอบ เรียกว่าสอบปากเปล่าก็ได้ ก็น่าจะเรียบร้อย เพราะว่าอันนี้กฤษฎีกา (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา) เราทำกับ OECD มานาน
แล้วก็หลักที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 77 ของธรรมนูญฯ นั่นก็คือ ผลพวงของการที่เราทำงานกับ OECD และเมื่อวานที่เราพูดคุยกับท่านรองเลขาธิการ OECD คุณรูซิกกา(นายฟรานติเช็ก รูซิกกา) ผมพูดคำว่า Better Regulation for Better Life เขาเข้าใจทันที เราพูดภาษาเดียวกัน อีกกรอบหนึ่งที่จะเข้าได้เร็ว คือ เรื่อง Public Governance เพราะตอนนี้ เรามุ่งไปทำเรื่อง digital government และเรื่อง Open Government อย่างมาก”
นายปกรณ์ ยังโพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์ - Pakorn Nilprapunt’ ถึงความท้าทายของภารกิจพาประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) หลังนำคณะผู้แทนประเทศไทย ร่วมการประชุมว่าด้วยการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ที่จัดโดย OECD 2026 ณ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี
โดยนายปกรณ์ ระบุว่า “ที่ผ่านมา การดำเนินกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะไกลตัวพี่น้องประชาชน โดยงานส่วนใหญ่เป็นงานของหน่วยงานหลัก 3 หน่วย ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand สภาพัฒน์ และ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และมีหน่วยงานของรัฐร้อยกว่าหน่วยช่วยกันทำงานในกรอบนโยบายด้านต่าง ๆ เพื่อปรับกฎหมาย นโยบาย แนวปฏิบัติของไทยให้สอดคล้องกับหลักสากล
เช่น ในกรอบนโยบายด้านงานยุติธรรมที่ผมมาร่วมการประชุม OECD High Level Dialogue and Roundtable on Equal Access to Justice ในครั้งนี้ ก็เป็นงานในความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงยุติธรรม Ministry Of Justice, Thailand และ Thailand Institute of Justice (TIJ) รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ในกระบวนการยุติธรรมของไทยด้วย
สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำมาตลอดและจะทำมากขึ้นต่อไปคือ การเอาเรื่องยาก ๆ เช่นนี้มาสื่อสารให้พี่น้องประชาชนเข้าใจเพื่อให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาและผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ตั้งใจและมุ่งมั่นดำเนินภารกิจสำคัญนี้ให้สำเร็จลุล่วงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งกันของประเทศไทยกับนานาประเทศ”
ที่มาภาพปก : เพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์ - Pakorn Nilprapunt’

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา